xs
xsm
sm
md
lg

2 หนุ่มถล่มบอริส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


ขณะที่กำลังมีการดำเนินการทางกฎหมาย คือ ให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่า สิ่งที่นายกฯ บอริส จอห์นสัน ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายงาน (และคำแนะนำ-ประจำสัปดาห์) ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อประกาศหยุดพักสภาถึง 5 อาทิตย์ ก่อนหน้าการเปิดสภามาแถลงนโยบายประจำปี (ที่เรียกว่า Queen’s Speech คือนโยบายประจำปีที่รัฐบาลเป็นผู้เขียนขึ้นแล้วถวายให้สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธ ทรงมีพระราชกระแสอ่านในวันปิดสภาประจำปี) เหล่าบรรดาพรรคฝ่ายค้าน (พรรคแรงงาน, พรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ LibDem และพรรคอื่นๆ) รวมทั้งกบฏ 22 คนของพรรคอนุรักษนิยมของท่านนายกฯ บอริส เอง ที่ไม่เห็นด้วยกับการปิดสภาถึง 5 อาทิตย์ ท่ามกลางหน้าสิ่วหน้าขวานที่ประเทศอังกฤษกำลังเคลื่อนเข้าสู่กำหนดเส้นตายที่ทางสหภาพยุโรปได้ขยายเวลาออกจากอียู จากวันที่ 29 มีนาคมมาเป็นวันที่ 31 ตุลาคมนี้ แต่กลับปิดปากสภาไม่ให้มีส่วนเสนอความคิดเห็นในการหาทางออกของชาติ

ซึ่งขณะนี้ ศาลของสกอตแลนด์ได้พิพากษาว่า การทูลเกล้าฯ ของรัฐบาลเพื่อให้ปิดสภา 5 อาทิตย์นี้ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ทางรัฐบาลก็ทำหูทวนลม เพราะสภากำลังปิดอยู่ แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยโดยสมบูรณ์แบบ; แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ จนกว่าจะเปิดสภานั่นแหละ ถึงจะประลองกำลังกันเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และเมื่อยกมือ ทางฝ่ายรัฐบาลก็จะแพ้แน่นอน ซึ่งจะตามมาด้วยการใช้บทบัญญัติให้เลือกรัฐบาลเฉพาะกาลมาดำเนินการเลือกตั้งทั่วไปใหม่

รัฐบาลกำลังรอให้เรื่องนี้ขึ้นศาลสูงสุดอีกที

ส่วนนายกฯ บอริส ก็รีบเดินทางไปเจรจากับประธานคณะกรรมาธิการยุโรปที่ลักเซมเบิร์ก และได้พบกับนายกฯ ลักเซมเบิร์กเพื่อเจรจาข้อตกลงใหม่

ก่อนการพบกัน 24 ชม. อดีตนายกฯ อังกฤษที่มีชนักติดหลังว่า เป็นผู้สร้างปัญหาวุ่นวายเรื่องอังกฤษจะออกจากอียู (Brexit) คืออดีตนายกฯ เดวิด คาเมรอน ซึ่งเป็นผู้ที่เสนอให้อังกฤษทำประชามติเมื่อปี 2016 (ด้วยมั่นใจว่า คะแนนของชาวอังกฤษส่วนใหญ่จะโหวตว่า อังกฤษจะยังอยู่กับอียูแน่นอน เพียงแต่ที่อยากทำประชามติครั้งนั้น ก็เพื่อกดดันอียูเพื่อจะได้เจรจาต่อรองกับอียู เพื่อได้ดีลที่ดีกว่าที่กำลังดำรงอยู่) เขานั่งเงียบ (หลังจากลาออกทันทีในเช้าวันที่ผลลงประชามติออกมาว่า 52% ให้อังกฤษออกจากอียู (คือ Brexit) มีเพียง 48% ที่อยากให้อังกฤษอยู่กับอียู) มาถึง 3 ปี และได้ซุ่มเขียนหนังสือบันทึกความทรงจำ (Memoir) และหนังสือของเขาชื่อ For The Record (เพื่อบันทึกเป็นหลักฐาน) จะออกวางแผงในวันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายนนี้ เพื่อส่งเสริมการขายหนังสือเล่มนี้ เขาได้เปิดให้สัมภาษณ์แก่ นสพ. 2 ฉบับของลอนดอน ในวันเสาร์และอาทิตย์ (ที่ 14 และ 15 กันยายน) คือ Sunday Times และ The Mail ถึงเนื้อหาในหนังสือที่เผยให้เห็นสาเหตุที่เขาต้องตัดสินใจทำประชามติ รวมทั้งเรื่องลึกๆ ในชีวิตการเป็นนายกฯ ของเขา (ค.ศ. 2010-2016) ถึง 2 สมัย โดยเขาเป็นนายกฯ อังกฤษอายุน้อยที่สุดในรอบ 200 ปี คือแค่ 43 ปี โดยอายุอ่อนกว่านายกฯ โทนี แบลร์ (จากพรรคเลเบอร์) ที่เข้ามาเป็นนายกฯ อายุแก่กว่าเขาสัก 5-6 เดือน

ช่วงที่นายเดวิด คาเมรอน ได้รับเลือกท่วมท้นให้เข้ามาเป็นนายกฯ เกิดขึ้นหลังจาก 20 ปีที่อังกฤษอยู่ใต้รัฐบาลพรรคแรงงาน (ภายใต้การนำของโทนี แบลร์ 3 สมัย และกอร์ดอน บราวน์ อีก 2 สมัย) ซึ่งเป็นยุคที่ตกต่ำมากของพรรคอนุรักษนิยม ที่หาหัวหน้าพรรคเด่นๆ ไม่ได้ จนมาเจอคนหนุ่มที่จริงจังจะเข้ามาแก้ปัญหาด้วยข้อเสนอที่มุ่งมั่น และพรรคเลเบอร์ก็แพ้ภัยตนเองที่อยู่ในอำนาจนานจนคนเริ่มเบื่อ

อดีตนายกฯ หนุ่ม นายเดวิด คาเมรอน ออกมาวิพากษ์วิธีการที่ 2 หนุ่ม คือ นายกฯ บอริส และ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ไมเคิล โกฟ กำลังนำประเทศไปสู่ความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่ประกาศจะออกจากอียู โดยไม่มีข้อตกลงใดๆ

และการปิดสภาถึง 5 อาทิตย์

รวมทั้งการขับ ส.ส. (อาวุโสระดับอดีตรมต.คลัง 2 คน และอดีตรมต.ถึงเกือบ 20 คน) กบฏถึง 21 คนออกจากพรรค ที่ไปยกมือให้กับข้อเสนอญัตติ (ต่อมาเป็นกฎหมาย) ที่ผู้นำฝ่ายค้านเป็นผู้เสนอ เพื่อบังคับให้นายกฯ บอริส ต้องไปขอเลื่อนการออกจากอียูต่อไปอีก 3 เดือน (จาก 31 ตุลาคมเป็น 31 มกราคมปีหน้า)

เขาเผยว่า นายบอริส เลือกฝ่ายให้ออกมาจากอียู ทั้งๆ ที่จุดยืนของพรรคอนุรักษนิยมให้อยู่กับอียู โดยบอริสต้องการผลักดันตัวเองให้ต่างจากพรรค เพื่อผลประโยชน์ในการก้าวไปเป็นนายกฯ ถือเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อพรรค และได้มาร่วมมือกับนายไมเคิล โกฟ (เป็นรมต.ศึกษาของนายกฯ เดวิด และเป็นเพื่อนสนิทของนายเดวิดสมัยเรียนที่ออกซฟอร์ด) ซึ่งทำให้นายเดวิดผิดหวังมาก เพราะทั้งคู่ (บอริสและไมเคิล) หาเสียงด้วยการปลุกเร้าอารมณ์มากกว่าเหตุผล รวมทั้งยกเมฆ (โกหก) เรื่องที่อังกฤษต้องจ่ายให้อียูอาทิตย์ละ 350 ล้านปอนด์ เพื่อค่ารักษาพยาบาล ซึ่งนายกฯ เดวิดบอกว่า ทั้งคู่ “ทิ้งความจริงเอาไว้ที่บ้าน” (แทนที่จะใช้คำว่า “โกหก” ) ขณะรณรงค์ให้อังกฤษลงประชามติให้ออกจากอียู

อดีตนายกฯ เดวิด ใช้คำว่า “น่ารังเกียจยิ่ง” (Appalling) สำหรับนายบอริสและนายไมเคิล ที่เห็นแก่ประโยชน์ทางการเมืองของตนเองมากกว่าของบ้านเมือง

โดยเฉพาะนายไมเคิล โกฟ โดนไปหลายดอกหนักๆ ว่า เป็นคนไม่ซื่อสัตย์ (disloyal-หรือน่าจะเป็น “ทรยศ” ) ต่อตัวนายกฯ เดวิด เองและต่อนายบอริส (เคยหักหลังนายบอริสตอนที่นายกฯ เดวิดลาออกกะทันหัน และนายบอริสมีคะแนนนำจะเป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม แต่ถูกนายไมเคิลหักหลังก่อนลงคะแนนไม่กี่ชั่วโมง)
ซาวีเยร์ เบตแตล นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก
ที่แสบสุดคือ ฉากการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายกฯ บอริส และนายกฯ ของลักเซมเบิร์ก ปรากฏว่านายกฯ บอริสขอถอนไม่ยอมออกมาแถลงข่าวคู่ เพราะนายกฯ ลักเซมเบิร์ก ปล่อยให้มีฝูงชนมาประท้วงนายกฯ บอริส หน้าทำเนียบเต็มไปหมด พร้อมโห่ให้นายกฯ บอริส ที่จะออกจากอียูโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ

คำแถลงเดี่ยวโดยนายกฯ ลักเซมเบิร์ก วิพากษ์นายกฯ บอริส โดยยกเอาคำพูดของอดีตนายกฯ เดวิด มาใช้ว่า ลักเซมเบิร์กจะไม่ยอมแก้ข้อตกลงใดๆ เพราะลักเซมเบิร์กไม่ใช่เป็นคนเริ่มให้อังกฤษออกจากอียู แต่เพราะมีคนที่เห็นแก่ประโยชน์ทางการเมืองของเฉพาะตน เป็นคนผลักดันให้อังกฤษขอออกจากอียูก่อนนั่นเอง (นัยคือ นายบอริสเป็นฝ่ายอยากออกจากอียูเอง) แล้วตอนนี้จะพยายามขอข้อตกลงใหม่กับอียู พร้อมไม้ตายจะออกจากอียูโดยไม่มีข้อตกลงก็ได้ ซึ่งลักเซมเบิร์กบอกไม่เอาด้วยแน่นอน
ไมเคิล โกฟ รมต.ประจำสำนักนายกฯ และหัวหน้ายุทธศาสตร์ออกจากอียู
กำลังโหลดความคิดเห็น...