xs
xsm
sm
md
lg

เมื่ออเมริกาเตรียม “ล็อกเป้า” อิหร่าน

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ



จะกระทบ-ไม่กระทบต่อประเทศไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา อย่างที่รัฐมนตรีพลังงาน “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ท่านพยายามออกมาปลอบอก-ปลอบใจเอาไว้ก่อนล่วงหน้า หรือไม่ อย่างไร ก็ยากที่จะสรุปได้ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ช่วงเปิดตลาดวันจันทร์ (16 ก.ย.) ราคาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า พุ่งแบบติดจรวดไปราวๆ 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังกรณีการ “บอมม์ม์ม์” โรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ เมื่อช่วงวันเสาร์ (14 ก.ย.) ที่ผ่านมา...

“Brent Crude” เพิ่มขึ้นไป 19 เปอร์เซ็นต์ ปิดราคาที่ 71.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ “US West Texas” หรือ “WTI” พุ่งขึ้นไป 15 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 63.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยบรรดานักคาดการณ์ (เก็งกำไร) บางราย ถึงกับสร้าง “จิตวิทยาการตลาด” เอาไว้ก่อนล่วงหน้าว่า ถ้าหากโรงกลั่น 2 โรงในซาอุฯ คือ “Abqaiq” และ “Khurais” ที่ถือเป็น “หัวใจ” ของกระบวนการผลิตน้ำมันของบริษัท “Aramco” เกิดปิดซ่อมแซมนานเกินไป อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันขี่จรวดไปถึงระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเอาง่ายๆ จริง-ไม่จริง...ก็คงต้องไป “เสี่ยงดวง” กันเอาเอง...

แต่โดยแนวโน้มการขึ้นๆ-ลงๆ ของราคาน้ำมันนับจากนี้...น่าจะเป็นไปอย่างที่สื่อทางการของจีน อย่าง “Global Times” เขาสรุปไว้ในข้อเขียน บทความ เรื่อง “US has no right to arbitrarily convict Iran” เมื่อช่วงจันทร์ที่ผ่านมานั่นแหละว่า มันอาจไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องโรงกลั่นน้ำมันซาอุฯ ที่ถูก “บอมม์ม์ม์” ไปแล้วอันทำให้ปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาด 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น แต่มันน่าจะเกี่ยวกับลักษณะอาการกระเหี้ยนกระหือรือของคุณพ่ออเมริกา ที่เตรียม “ล็อกเป้า-โหลดกระสุน” กะจะถล่ม “ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง” เหตุการณ์คราวนี้ ซึ่งย่อมหนีไม่พ้นไปจาก “ศัตรูคู่กัด” อย่างประเทศอิหร่านนั่นเอง อันนี้นี่แหละ...ที่น่าจะเป็นตัวสร้างความขนหัวลุกให้กับตลาดน้ำมัน ได้มากซะยิ่งกว่า...

คือแม้ว่า...พวกกบฏฮูตีแห่งเยเมนจะออกมานั่งยัน นอนยัน ว่าการโจมตีคลังน้ำมันซาอุฯ คราวนี้ เป็นฝีมือตัวเอง เหมือนอย่างที่เคยโจมตีคลังน้ำมัน ท่อขนส่งน้ำมัน สนามบิน ฐานบัญชาการทางทหาร และแหล่งสาธารณูปโภค ฯลฯ ในราชอาณาจักรซาอุฯมาแล้ว ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่คุณพ่ออเมริกาท่านก็ยังอดไม่ได้ที่จะ “ชี้นิ้ว” ไปยังศัตรูคู่กัดอย่างอิหร่านกันจนได้ ถึงกับมีการต่อเติมเสริมแต่งเป็น “ทฤษฎี” เอาไว้หลายต่อหลายทฤษฎี เช่น ว่าเป็นการโจมตีจากพื้นที่ประเทศอิรัก ไม่ใช่จากเยเมน โดยพวกกองกำลังชีอะห์ที่ฝักใฝ่อิหร่าน แถมยังโจมตีด้วยขีปนาวุธ ไม่ใช่เครื่องบินโดรนอีกต่างหาก และแม้ว่ารัฐบาลอิรักจะได้ออกมาปฏิเสธไปแล้วอย่างโดยสิ้นเชิง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนในรัฐบาลอเมริกัน เลิกกล่าวหา เลิกตัดสินพิพากษาก่อนล่วงหน้า โดยมิได้มีหลักฐาน หรือกระบวนการสืบสวนอย่างเป็นทางการ ว่าศัตรูคู่กัดอย่างอิหร่าน คือ “ผู้ร้าย” ในเรื่องนี้...

ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ อย่าง “นายไมค์ ปอมเปโอ” หรือแม้แต่ตัวประธานาธิบดี อย่าง “ทรัมป์บ้า” ที่ออกมา “ทวีต” ข้อความไว้เมื่อวันอาทิตย์ (15 ก.ย.) ที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ระบุชื่อ “อิหร่าน” ออกมาชัดๆ เหมือนเหยี่ยวที่ยังหลงเหลืออยู่อย่าง “นายไมค์ ปอมเปโอ” แต่ด้วยลีลามธุรสและมธุเรศวาจา ที่ออกจะ “ดุ” เอาเรื่องมิใช่น้อย คือระบุว่า “เรามีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าเรารู้ว่าใครคือผู้ร้าย และเราได้ locked and load เอาไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นขึ้นอยู่กับความกระจ่างของเรื่องนี้...” ด้วยลักษณะลีลาเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรดานักเก็งกำไรน้ำมันในแต่ละราย เลยหนีไม่พ้นต้องขนหัวลุกกันไปเป็นแถบๆ...

พูดง่ายๆ ว่า...ถ้ามันไปถึงขั้นที่แม้แต่ “อีแร้ง” ผู้ซึ่งพยายามแปลงกายเป็น “พิราบ” อย่าง “ทรัมป์บ้า” ยังมิอาจฝ่าฝืน มิอาจขัดขืนบรรดาพวก “เหยี่ยว” ที่รายล้อมรอบกาย จนหนีไม่พ้นต้องตอบโต้ด้วยการ “บอมม์ม์ม์” โรงกลั่นน้ำมันอิหร่านขึ้นมามั่ง อันนี้นี่เอง ที่จะเป็นตัวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุดากขึ้นไปถึงหัวกบาล หรือพุ่งขึ้นไปในระดับ 100-200-300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย เพราะฝ่ายอิหร่านเขาก็ได้แจ้งล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่า เมื่อไหร่ก็ตาม...ที่ระเบิดของผู้ประสงค์จะออกนาม หรือไม่ประสงค์ออกนามหล่นใส่หัวของเขาขึ้นมาแล้วล่ะก็ ฐานทัพอเมริกันในกาตาร์ ในยูเออี เรือรบ เรือบรรทุกเครื่องบินใดๆ ก็ตาม ฯลฯ ที่อยู่ภายใต้รัศมีทำการของจรวดอิหร่านประมาณ 2,000 กิโลเมตรรอบๆ กรุงเตหะราน ย่อมต้องถูกบึ้มม์ม์ม์ ถูกบอมม์ม์ม์ ตามไปด้วย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้...

ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้...ไม่ว่ารัสเซียหรือจีน เขาเลยต้องออกมา “เหยียบเบรก” ไว้เต็มฝ่าเท้า ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย พยายามชี้ให้เห็นถึงต้นสาย-ปลายเหตุ ว่าไม่ว่าการโจมตีคลังน้ำมันซาอุฯ จะมีฝีมือของใครก็ตามที แต่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็คือ “ผลพวงโดยตรง” จาก “วิกฤตการณ์ในเยเมน” อันเป็นสิ่งที่ผู้นำรัสเซียกำลังพยายามช่วยหาทางออก ระหว่างการพบปะเจรจากับผู้นำซาอุฯ ในช่วงการเดินทางไปเยือนซาอุฯ ประมาณเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ก็ได้ให้ “สติ” เอาไว้ประมาณว่า...การด่วนสรุปว่าการโจมตีคลังน้ำมันซาอุฯ เป็นฝีมืออิหร่านโดยปราศจากกระบวนการสืบสวนอย่างเป็นหลัก เป็นฐานถือเป็นการกระทำที่ “ไร้ความรับผิดชอบ” เพราะมีแต่จะเป็นตัวขยายความตึงเครียด ให้บานปลายไปทั่วทั้งตะวันออกกลางยิ่งขึ้นไปอีก...

แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือสถานการณ์ราคาน้ำมันนับจากนี้ จะเป็นไปในรูปไหน แนวไหนต่อไป ก็คงขึ้นอยู่กับ “กลไกการบริหาร” ภายในรัฐบาลอเมริกานั่นเอง ว่าสุดท้าย...จะหนักไปในแนว “เหยี่ยว-อีแร้ง-หรือพิราบ” กันแน่!!! แม้ว่า “หัวหน้าเหยี่ยว” อย่าง “นายจอห์น โบลตัน” จะถูกถีบออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาความมั่นคงเรียบร้อยแล้ว แต่บรรดาเหยี่ยวอีกหลายต่อหลายตัว ก็ยังคงเกาะขอน เกาะแข้ง เกาะขา “ทรัมป์บ้า” อย่างชนิดสลัดยังไง ก็คงสลัดไม่ออก ถึงแม้ผู้นำอเมริการายนี้พยายาม “แปลงตัวเป็นพิราบ” ไม่พยายามที่จะเปิดฉากสงครามใดๆ ต่อไปอีก ขณะใกล้เข้าสู่วาระเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบใหม่เต็มที ยังพยายามเว้นจังหวะ ช่องว่างของการ “locked and loaded” เอาไว้จนกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะกระจ่าง หรือจนกว่ารัฐบาลซาอุฯ จะระบุตัวตนของ “ผู้ร้าย” ออกมาให้ชัดๆ แต่โอกาสที่จะทัดทานความกระเหี้ยนกระหือรือ ความกระหายใคร่อยากที่จะแสดงออกถึงพลังอำนาจทางทหาร อันถือเป็น “จุดแข็ง” ที่สุดของความเป็นจักรวรรดิอเมริกา จะเป็นไปได้มาก-น้อยขนาดไหน อันนี้...คงต้องขึ้นอยู่กับ “พระผู้เป็นเจ้า” เท่านั้น ที่จะรับรู้ รับทราบ ได้อย่างเป็นที่ชัดเจน...
กำลังโหลดความคิดเห็น...