xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ฤดูกาลปรับอัตรากำลังข้าราชการ ก่อน"ลดงบประมาณบุคลากร"ปีงบ63

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ในขณะที่รัฐบาล กำลังหาทางลดงบประมาณในส่วนของ "บุคลากรหรือข้าราชการ" โดยสั่งทำแผนบรรจุข้าราชการใหม่ หลังจากรัฐบาลที่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยังเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกว่า กำลังจะมีการพิจารณางบประมาณในส่วนของบุคคลากร ซึ่งจะต้องมาแก้ปัญหาว่า ทำอย่างไรจะทำให้มีค่าใช้จ่ายทางด้านบุคคลากรให้น้อยลง ซึ่งได้สั่งการให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ไปพิจารณาแผนการบรรจุข้าราชการประจำปีใหม่ โดยให้เร่งศึกษาและทำแผนมาให้รับทราบ ซึ่งอาจจะต้องไปพิจารณาเกลี่ยอัตรากำลังที่เกษียณอายุราชการ

ไทม์ไลน์นี้ นายกฯ บอกว่าในปีต่อไปนี้ในการบรรจุข้าราชการใหม่ ต้องมีสัดส่วนที่ชัดเจนคือ 1. สอบทั่วไป 2. สอบเฉพาะหน้าที่หรือเฉพาะสาขาที่ต้องการเข้ามาในระบบราชการ

ซึ่งอาจมาได้ 2 อย่างคือ เป็นทั้งลูกจ้างหรือจัดจ้างชั่วคราว เพื่อทำงานในส่วนที่เรายังขาดแคลนอยู่ หรือการบรรจุราชการประเภททั่วไปแบบเดิมที่สอบ

ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของส่วนราชการและการเปลี่ยนแปลงการเป็นรัฐบาล E-Government ในอนาคต ซึ่งจะสอดคล้องในเรื่องของการสนับสนุนทุนการศึกษาด้วย ต้องเฉพาะทาง ไม่ใช่ทั่วไปแต่เพียงอย่างเดียวโดยจะเริ่มทำตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป คือ ปีงบประมาณ 2562

ย้อนกลับไป เมื่อปี 2559 มติครม. เรื่อง "ขอเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการ" ระบุว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้ทุกส่วนราชการที่เสนอขอเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการต่อคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) พิจารณาทบทวนการเสนอขอเพิ่มอัตรากำลัง โดยคำนึงถึงภาระงบประมาณที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและปริมาณภารกิจเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ ให้พิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดจ้าง "ผู้มีคุณวุฒิพิเศษ" มาดำเนินภารกิจเฉพาะ รวมทั้งการจ้างพนักงานราชการเพื่อทดแทนการบรรจุข้าราชการด้วยนั้น ให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ร่วมกับ คปร. พิจารณากำหนดกรอบอัตรากำลังบุคลากรภาครัฐทุกประเภทให้สอดคล้องและเหมาะสมกับภารกิจในอนาคต รวมทั้งปรับปรุงวิธีการสรรหาบุคลากรภาครัฐโดยให้มีการจัดจ้าง "ผู้ที่มีคุณวุฒิพิเศษหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" เข้ามาปฏิบัติงานเต็มเวลาหรือไม่เต็มเวลา (part time) ในช่วงระยะเวลาที่กำหนดตามความจำเป็นของภารกิจ

สำหรับการจัดสรรอัตราว่างจากการเกษียณอายุของข้าราชการในแต่ละปี ให้พิจารณากำหนดสัดส่วนการรับบุคลากรภาครัฐที่เป็นข้าราชการประจำกับผู้มีคุณวุฒิพิเศษหรือผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้สอดคล้องกับกรอบอัตรากำลังที่กำหนดข้างต้นด้วย นั้นคือ ข้อมูลที่จะมีการลดงบประมาณในส่วนของ "บุคลากรหรือข้าราชการ" ล่าสุด

อีกด้าน เป็นการเพิ่มอัตราข้าราชการ จะเห็นได้ว่า ก่อนจะเข้าสู่รัฐบาลชุดใหม่ไม่กี่เดือน รัฐบาลเริ่มด้วยการอนุมัติการเพิ่มอัตราข้าราชการตั้งใหม่ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือ สป.สธ. (ตำแหน่งนายแพทย์ และทันตแพทย์) ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการ คปร. ในการประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562

จัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ตำแหน่งแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ จำนวน 1,358 อัตรา เพื่อรองรับการบรรจุนักศึกษาคู่สัญญาวิชาแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ที่สำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2562 โดยประมาณการว่าจะมีการใช้งบประมาณด้านบุคลากร รวมทั้งสิ้น 424,375,680 บาท/ปี ใน ตำแหน่งนายแพทย์ สป.สธ.ขอ 1,308 อัตรา มติ คปร.อนุมัติ 1,308 อัตรา คิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร 34,010,640 บาทต่อเดือน ตำแหน่งทันตแพทย์ สป.สธ.ขอ 50 อัตรา มติ คปร.อนุมัติ 50 อัตรา คิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร 1,354,000 บาทต่อเดือน รวมทั้ง 2 ตำแหน่งเป็น 1,358 อัตรา อัตรา คิดเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร 35,364,640 บาทต่อเดือน หรือ 424,375,680 บาทต่อปี

ส่วนตำแหน่งเภสัชกร ที่ สป.สธ.ขอไป 279 ตำแหน่งนั้น มติคปร.ไม่อนุมัติ

ขณะที่มติครม.ในรัฐบาลชุดใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้ง มีหน่วยราชการไม่น้อยกว่า 5 หน่วยงานที่เปิดการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับส่วนราชการแล้ว

เริ่มด้วย ส่วนราชการในสังกัด "กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม" จำนวน 46 อัตรา คาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 11,786,160 บาท/ปี ในส่วนของสำนักปลัดกกระทรวงฯ 15 อัตรา เพื่อกำกับดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และภารกิจสื่อสารในภาวะปกติและวิกฤติ กรมอุตุนิยมวิทยา 6 อัตรา เพื่อปฏิบัติภารกิจในศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และ อีก 25 อัตรา กับ สำนักงานณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

จัดสรรอัตราข้าราชการตำรวจตั้งใหม่ให้กับ "สำนักงานตำรวจแห่งชาติ" เป็นการจัดสรรอัตราข้าราชการตำรวจ "ชั้นประทวน" ตั้งใหม่ให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 9,000 อัตรา (เป็นกรอบอัตรากำลังที่ คปร. เคยยุบเลิกไป จำนวน 14,000 อัตรา และคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้เคยมีมติเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 อนุมัติอัตราข้าราชการตำรวจชั้นประทวนเพิ่มใหม่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปแล้ว จำนวน 5,000 อัตรา) เพื่อรองรับการปฏิบัติภารกิจหลักตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 เช่น งานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภารกิจด้านนิติวิทยาศาสตร์ ถวายความปลอดภัย สอบสวนในสถานีตำรวจ และนโยบายสำคัญของรัฐบาล

มีตำแหน่งที่เปิดอัตรากำลัง เช่น ตำรวจที่ปฏิบัติภารกิจถวายความปลอดภัยในพื้นที่ และตำรวจภูธรภาค 1-9 จำนวน 4,500 อัตรา ภารกิจงานสอบสวนในสถานีตำรวจ (ผู้ช่วยพนักงานสืบสวน) 3,500 อัตรา ภารกิจนิติวิทยาศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ อีก 100 อัตรา และภารกิจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ประจำบช.น.และภาค 1-9 อีก 900 อัตรา โดยคปร. คาดว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 1,700.36/ปี

การจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับ "สำนักงาน ก.พ." เพื่อใช้เป็นตำแหน่งหมุนเวียนรองรับแนวทางการรักษากลุ่มกำลังคนคุณภาพ (Talent Retention)จำนวน 80 อัตรา เน้นเฉพาะ "ผู้มีศักยภาพสูงให้อยู่ในระบบราชการและสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับประเทศ" เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามกลไกการปฏิบัติงานในโครงการเชิงยุทธศาสตร์/โครงการสำคัญระดับประเทศ (Policy Work/Study Team : PWST)

ล้อกเป้าไว้ที่ "นักเรียนทุนกลาง" "นักเรียนทุนรอการบรรจุ" "นักเรียนทุนสนับสนุนนวัตกรรมภาครัฐ" "นักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) (สังกัดสำนักงาน ก.พ.ร.)" และ นักเรียนทุนที่ประสบปัญหาการทำงานในส่วนราชการ

สุดท้าย การจัดอัตรากำลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)เป็น อัตรากำลังช่วยราชการ รวม 1,452 อัตรา และอัตรากำลังประจำ รวม 171 อัตราหลังจากมีการปรับปรุงการจัดโครงสร้างและการแบ่งส่วนงาน จากเดิม 12 ส่วนงาน เป็น 17 ส่วนงาน

นอกจากปรับอัตรากำลังให้ส่วนราชการแล้ว หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ก็ได้อานิสงค์ด้วย โดย ครม. เห็นชอบในหลักการ ร่าง ประกาศคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ (ฉบับที่ ...) ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ

เพื่อให้การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสภาพการจ้างในรัฐวิสาหกิจ สอดคล้องกับพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 โดยตั้งใจให้มีผลใช้บังคับแก่ลูกจ้างที่ต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.62 เป็นต้นไป

"กำหนดให้ขยายสิทธิ์ค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้รับสิทธิค่าชดเชย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (ปรับจากประกาศปัจจุบันให้เกิดความชัดเจน) และกำหนดให้ขยายสิทธิได้รับค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้าง ซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย"

นอกจากนี้ กำหนดให้ขยายสิทธิให้แก่ลูกจ้างผู้ได้ปฏิบัติงานในช่วงก่อนเกษียณอายุติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้ได้รับเงินตอบแทนความชอบในการทำงานเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน (เพิ่มเติมจากประกาศปัจจุบัน)

ทั้งหมดนี้ เป็นแผนเดิมที่ คปร.พิจารณาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 เพื่อเสนอครม.จัดอัตรากำลังในปี 2562

ข้อมูลจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบันมีบุคคลากรภาครัฐกว่า 2.09 ล้านคน ต้องใช้เงินงบประมาณสำหรับเงินเดือนบุคคลากรภาครัฐในปี 2561 จำนวน 622,044 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 581,579.8 ล้านบาท ประมาณ 40,464.2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.35%

จากงบประมาณของรัฐบาลพบว่า 89.4% ของงบประมาณบุคคลากร เป็นเงินเดือนข้าราชการ รองลงมาคือค่าตอบแทนพนักงานราชการ 5.6% และค่าจ้างลูกจ้างประจำ 4.7% ขณะที่การเพิ่มขึ้นของงบบุคคลากรพบว่าเงินเดือนข้าราชการที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.3% ต่อปี, พนักงานราชการ เติบโตเฉลี่ยปีละ 6.1% และลูกจ้างชั่วคราว เติบโตเฉลี่ย 0.77%ส่วนเงินเดือนลูกจ้างประจำ หดตัวเฉลี่ยปีละ 1.78% และเงินเดือนลูกจ้างตามสัญญาที่ลดลงเฉลี่ยปีละ 9.28% ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากจำนวนของกลุ่มลูกจ้างที่ลดลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แว่วว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้ โดย"ก.พ.และ ก.พ.ร." กำลังจัดแผนลดงบประมาณในส่วนของการบรรจุ "บุคลากรหรือข้าราชการ" ให้เริ่มใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 นี้เลย.




กำลังโหลดความคิดเห็น...