xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

รัฐบาลเปลี่ยน“รับ”เป็น“รุก”ฝ่ายค้านพลาดโดน“เอาคืน”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “…เห็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมือง (Political Issue) ของคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล (Act of Government) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (1) ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา 46 วรรคสาม…”

มติเอกฉันท์ ปมถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบของ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นอันจบ

จบก่อนที่จะมีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามมาตรา 152 ที่ฝ่ายค้านเสนอญัตติเอาไว้ นั่นทำให้บรรยากาศในการประชุม วันที่ 18 กันยายนนี้ น่าจะจืดลงไปเยอะ

แม้ยังมีการถกเถียงกันว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นผูกพันกับทุกองค์กร แต่ดูแล้วฝ่ายค้านน่าจะไม่ถอย เพราะยื่นเอาไว้แล้ว อย่างน้อยต้องถือโอกาสด่าฟรี “บิ๊กตู่”ไม่ให้เสียของ เพราะใช้โควตาตามมาตรา152 ไปแล้ว

อยู่ที่ว่า“นายหัวชวน”ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะว่าอย่างไร เพราะในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีท่อนหนึ่งที่น่าสนใจคือ “…การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด…”

องค์กรตามรัฐธรรมนูญใด คำนี้ แทบจะครอบคลุมเกือบทั้งหมด ดังนั้น สภาน่าจะต้องหารือกันว่า วันที่ 18 กันยายนนี้ จะยังมีอยู่อีกหรือไม่ เพราะอภิปรายไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ นอกจากเถียงกันไปกันมา

อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ทำให้คนในรัฐบาลเบาใจไปเยอะ โดยเฉพาะ “บิ๊กตู่”ที่ติดหล่มเรื่องนี้มาหลายเดือน เพราะฝ่ายค้านกัดไม่ยอมปล่อย ไม่มีทางจะเบาบางลง จนกว่าศาลจะวินิจฉัย

แต่พอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่รับคำร้อง คำถามที่ฝ่ายค้านสงสัยมันสิ้นกระแสความ การขอเปิดอภิปรายต่อ จะเหมือนหาเรื่องทะเลาะมากกว่า

ดูทิศทางแล้ว ถึงตรงนี้ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ได้กังวลอะไรกับวันที่ 18 กันยายน เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในมือ เพื่อจะนำไปเป็นเหตุผลให้ “บิ๊กตู่” ตอบกับสภา โดยไม่ระแวงว่า จะโดนยำ จนตอบเป๋ไปเป๋มา เหมือนก่อนหน้านี้ที่ยังคลุมเครือ ไม่มีหลักพิง

แต่ตอนนี้“บิ๊กตู่”น่าจะพร้อมถึงขีดสุด เพราะไม่ต้องเตรียมตัวอะไรไปมากกว่า แค่พกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไปชี้แจง ไม่ต้องพูดนอกเหนือจากนั้นก็ได้ เพราะสามารถอ้างว่า เป็นเรื่องไม่ควรที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งเป็นองค์กรชี้ขาด

และจาก “รับ”อาจเปลี่ยนเกมเป็น “รุก”กลับได้ เพราะหากประธานสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายค้าน ยังยืนยันที่จะให้มีการอภิปรายในวันที่ 18 กันยายนต่อ ก็ต้องเป็นฝ่ายเตรียมตัวกันให้ดี

เพราะอย่าลืมว่า ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว การจะอภิปรายต้องระมัดระวัง ไม่ให้ล้ำเส้น หรือเกินขอบเขตคำถาม เพราะมันอาจจะเลยเถิดไปกลายเป็น “ละเมิดศาล”ได้ ตามคิวที่ก่อนหน้านี้ ศาลโชว์บทเฮี้ยบให้เห็น เรียกคนที่ใช้วาจาไม่เหมาะสมไปสอบถาม หลังวิพากษ์วิจารณ์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เกินขอบเขต

ขณะที่ในอดีตมีมาแล้ว ปากหมอตายเพราะปาก หลัง “เด็จพี่”พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย ไปวิพากษ์วิจารณ์ "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" ประธานศาลรัฐธรรมนูญในตอนนั้น โดยไม่มีประจักษ์พยานหลักฐาน สุดท้ายศาลตัดสินจำคุก โดยไม่รอลงอาญา

เอาว่า แม้จะมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง แต่หากเกินขอบเขตจนถึงขึ้น “ละเมิดศาล”ตัว ส.ส.ที่พูดถึงต้องรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีใครคุ้มครองได้

ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดเดิมที่ฝ่ายค้านต้องระมัดระวัง คือ การพูดเรื่องที่เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งค่อนข้างละเอียดอ่อน จนช่วงหนึ่งฝ่ายรัฐบาลต้องหารือว่า ต้องประชุมลับ หรือไม่ เพราะกลัวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะควบคุมไม่อยู่ เลยเถิดจนทำให้กระทบความรู้สึกต่อประชาชน

แต่บัดนี้มีเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับฟ้องแล้ว การอภิปรายยิ่งถูกบีบให้แคบลง พูดอะไรมากไม่ได้ ดังนั้น มันจะเหลือสิ่งที่ฝ่ายค้านพูดได้ไม่เยอะ โอกาสที่วันที่ 18 กันยายน จะไม่มีแล้วเลยค่อนข้างสูง

ทว่า หากมีการอภิปรายอยู่ คิวนี้ฝ่ายค้านอาจจะถูกฝ่ายรัฐบาล “ล็อกเป้า”แทน โดยเฉพาะพวกตัวจี๊ดๆ ที่ปากพาไป หากวิพากษ์วิจารณ์ไปจนกระทั่งล้ำเส้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า ฝ่ายรัฐบาลไม่รอช้า ต้องมีคิวเอาคืน ตีประเด็นเพื่อล่อกลับแน่

 ส.ส.ฝ่ายค้านบางคนอาจจะมีคดีเพิ่มได้จากเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน การจะหลอกด่า “บิ๊กตู่”ก็ไม่ง่ายแล้ว เพราะมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นยันต์กันผี โดนฝ่ายรัฐบาลประท้วงหนักแน่

ที่สำคัญเลย ถึงตรงนี้ตัว “บิ๊กตู่”เองไม่ต้องไปแล้วก็ได้ด้วยซ้ำ มอบหมายให้ “เนติบริกร”วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปชี้แจงแทนก็ได้ ในเมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาแล้ว

ตอนนี้ดูแล้วคำถามเดียวที่ฝ่ายค้าน พอจะไปแตะต้องได้คือ ทำไม “บิ๊กตู่”ถึงกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณแบบนั้น ซึ่งไม่ตรงกับที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ แน่นอนว่า ถึงเวลานี้เอาผิดอะไรไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ฝ่ายค้าน และสังคมอยากรู้

อยู่ที่“บิ๊กตู่”จะตอบหรือไม่ เพราะประเด็นนี้ ถ้าพูดไม่ชัดเจน หรือตอบสุ่มสี่สุ่มห้า มันอาจจะทำให้เรื่องที่ดีๆ อยู่แล้ว ตาลปัตรได้ ต้องทำการบ้านให้ดี

อีกข้อดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาก่อน วันที่ 18 กันยายน ยังทำให้ความชอบธรรมของฝ่ายค้านที่จะขอเปิดอภิปรายเกิน 1 วัน โดยครั้งล่าสุดจะไปขอเบียดเบียนเวลาการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 16 กันยายน อีกวันนั้น น่าจะฟังไม่ขึ้น เพราะทุกอย่างชัดเจนแล้ว ไม่น่าจะมีประเด็นอะไรให้ยืดเยื้อ

นอกจากนี้ ที่ประชุมวุฒิสภาเองก็มีเรื่องที่คั่งค้างอยู่มาก เป็นการประชุมนัดสุดท้ายในสมัยการประชุม การจะไปแก่งแย่งเวลามาเพื่อตอบสนองความต้องการของฝ่ายค้านเองไม่เหมาะไม่ควรสักเท่าไร

ดังนั้น หากยังมีการประชุมในวันที่ 18 กันยายน ก็คงจะจบแค่นั้น หรืออย่างเร็ว “นายหัวชวน”ยกเลิกการประชุมดังกล่าว เพราะเอาเข้าจริงสภาผู้แทนราษฎรก็มีเรื่องที่สำคัญค้างคาเยอะ ก่อนจะปิดสมัยประชุม

สรุปสุดท้ายปมถวายสัตย์ปฏิญาณ น่าจะจบลงอย่างช้าคือ วันที่ 18 กันยายน กรณีหากยังมีการประชุมเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตาม มาตรา 152 อยู่ ไม่สามารถต่อความยาวสาวความยืดกันได้อีก เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญถึงเป็นที่สุด

หากฝ่ายค้านจะงอแง เล่นไม่เลิก สุดท้ายอาจเป็นดาบสองคมกับตัวเอง และมองดูทุกแง่มุมไม่มีประโยชน์อะไรที่ยังดันทุรังกัด “บิ๊กตู่” ในเรื่องนี้

ขณะที่ความเป็นจริง ทุกอย่างมันจบแล้ว ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ไม่รับคำร้อง




กำลังโหลดความคิดเห็น...