xs
xsm
sm
md
lg

ถึงบ้าก็บ้าวะ...ก็ยังดีกว่าบ้าสงคราม!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ
ไหนๆ...ระดับ “หัวหน้าเหยี่ยว” ผู้กระหายสงครามถึงขั้นปีกหัก ขยับปีก บินไม่ได้ ไปแล้ว 1 ตัว ปิดฉากสัปดาห์นี้...เลยคงต้องขออนุญาตไปตรวจสอบ ทบทวน ถึง “ปฏิกิริยา” ที่ใครต่อใครในโลกมีต่อกรณีผู้นำสหรัฐฯ สั่งปลด “นายจอห์น โบลตัน” ที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาว แบบชนิดฟ้าผ่าลงมาจากสวรรค์ชั้นที่ 9 เล่นเอาไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี ไปเมื่อวัน-สองวันนี้ เพิ่มเติมกันดูอีกสักนิด...

คือถ้าสรุปโดยรวมๆ แล้ว...คงแทบไม่มีใครเพ้อเจ้อถึงขั้นว่า การปลด “นายจอห์น โบลตัน” คราวนี้ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่อประเทศต่างๆ หรือต่อโลกทั้งโลกมากมายสักเท่าไหร่นัก แม้ว่าโดยส่วนใหญ่ออกจะ “อนุโมทนาสาธุ” กับการตัดสินใจของผู้นำอเมริกา อย่าง “ทรัมป์บ้า” อยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน “นายจาวาด ซารีฟ” ที่ออกมา “ทวีต” ออกมากระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ หาทางเลิกๆ “นโยบายแบบโบลตัน” (Boltonian Policy) ลงไปได้แล้ว เช่นเดียวกับประธานาธิบดี “ฮัสซัน โรฮานี” ซึ่งให้ความเห็นไว้กว้างๆ ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ควรทำตัวให้ “ห่างไกลไปจากพวกบ้าสงคราม” อะไรประมาณนั้น ส่วนโฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย “นายดมิตรี เพชคอฟ” ก็สรุปไว้สั้นๆ ว่ารัสเซียคงไม่ได้คิดคาดหวังใดๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายของอเมริกา จากกรณีการปลดที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาวคราวนี้ ฯลฯ ฯลฯ...

แต่สำหรับชาวอเมริกันที่ออกจะ “รักความเป็นธรรม” อยู่ไม่น้อย อย่างเช่น อดีตวุฒิสมาชิก “รอน พอล” (Ron Paul) ที่คงต้องเผื่อใจ หรือให้ใจกับผู้นำของประเทศตัวเองติดปลายนวมเอาไว้มั่ง ท่านได้ให้เหตุให้ผลที่น่าฟังและน่าสนใจอยู่พอสมควร คือสรุปเอาไว้ประมาณว่า การตัดสินใจปลด “นายโบลตัน” คราวนี้ เท่ากับถือเป็นการ “เปิดโอกาส” ให้กับผู้นำอเมริกาสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ให้เป็นไปในแนวทาง “สันติภาพ” ได้มากขึ้น แต่ทั้งนั้น ทั้งนี้ คงต้องมี “วงเล็บ” ต่อท้ายไว้ด้วยว่า ตราบใดที่ประธานาธิบดีผู้นี้ ยังไม่หันไปคว้าเอา “เหยี่ยวตัวใหม่” เข้ามาแทนที่ “นายจอห์น โบลตัน” หรือตราบใดที่ความบ้าของ “ทรัมป์บ้า” ยังเป็นแค่ “บ้า...ก็...บ้าวะ” ไม่ถึงกับออกไปทางพวก “บ้าสงคราม” อะไรทำนองนั้น...

ซึ่งถ้าว่าไปแล้ว...คงต้องยอมรับว่า หลายต่อหลายครั้งอยู่เหมือนกัน ที่ผู้นำอเมริการายนี้ได้แสดงออกถึงลักษณะอาการซึ่งไม่ได้ออกไปทาง “บ้าสงคราม” มากมายสักเท่าไหร่นักหรือไม่ได้ออกไปทาง “เหยี่ยว” แต่ก็คงไม่ถึงกับเป็น “พิราบ” คือออกจะหนักไปทาง “อีแร้ง” ซะเป็นหลัก อย่างเช่นครั้งที่เกิดการ “จัดฉาก” การใช้อาวุธเคมี เพื่อสร้างเงื่อนไขในการถล่มซีเรีย ช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว แม้จะเป็น “ไฟต์บังคับ” ให้ประธานาธิบดีอเมริกันต้องทำอะไรสักอย่าง แต่หลังจากสาดขีปนาวุธไปแค่ไม่กี่ล็อต “ทรัมป์บ้า” ก็เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว ถือว่าภารกิจจบแล้ว ทำให้ฉากสถานการณ์มันไม่ถึงกับบานปลาย ปลายบาน ชนิดต้องกลายเป็น “สงครามอารมาเกดโดน” อย่างที่พวกกระหายสงครามทั้งหลาย หวังและต้องการที่จะให้เป็นไปเช่นนั้น...

หรืออย่างการใช้ “กำลังทหาร” บุกเวเนซุเอลา...แม้ถูกยุแยงตะแคงรั่ว ครั้งแล้ว ครั้งเล่า ไม่ว่าจากคนรอบข้าง จากการเรียกร้อง ขอร้องของประธาธิบดีหุ่นอเมริกาอย่าง “นายฮวน กุยโด” เองก็ตาม แต่ทุกวันนี้ “ทรัมป์บ้า” ก็ยังคงพับเก็บแผนการใช้กรรมวิธีทางทหารเอาไว้บนโต๊ะประธานาธิบดีอยู่เช่นเดิม ไม่ได้คิดเปิดแฟ้ม กางแฟ้ม งัดเอากองทัพอเมริกามาใช้ปัดกวาดสวนหลังบ้านของตัวเองอย่างที่ผู้นำอเมริกายุคอดีตเคยกระทำกันมาโดยตลอด เช่นเดียวกับกรณีปัญหา “นิวเคลียร์เกาหลีเหนือ” ก็เช่นกัน แทนที่จะหันไปใช้กรรมวิธีแบบที่เรียกๆ กันว่า “ลิเบียโมเดล” ตามที่พวกบ้าสงครามอย่าง “นายจอห์น โบลตัน” เคยนำเสนอไว้นานแล้ว “ทรัมป์บ้า” กลับหันมาจับมือถือแขนกับ “คิมน้อย” ซะเฉยเลย ไปจนกรณีการเปิดฉาก “โจมตีทางยุทธวิธี” ต่ออิหร่าน หลังจากเกิดการวินาศกรรมเรือน้ำมัน เรือสินค้าของพันธมิตรสหรัฐฯ และหลังเครื่องบินโดรนของกองทัพอากาศอเมริกาโดนขีปนาวุธอิหร่านสอยร่วงแบบต่อหน้า-ต่อตา การตัดสินใจสั่ง “ยกเลิก” แผนการโจมตีก่อนหน้าปฏิบัติการเพียง 10 นาที ก็น่าจะช่วยตอกย้ำได้ว่าประธานาธิบดีผู้นี้ ไม่ได้ออกไปทาง “เหยี่ยว” หรือไม่ได้จัดอยู่ในประเภทพวก “บ้าสงคราม” กันสักเท่าไหร่นัก...

แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยบุคลิกลักษณะของผู้นำรายนี้ ที่ไม่ได้ออกไปทาง “เหยี่ยว” แต่ก็ไม่ได้มีอะไรเป็น “พิราบ” หรือออกจะหนักไปทาง “อีแร้ง” ซะมากกว่า ย่อมต้องส่งผลต่อความเป็นไปของประเทศอเมริกาไม่ว่าทางหนึ่ง-ทางใดอยู่แล้วแน่ๆ โดยเฉพาะต่อการดิ้นรนหาทางออก ทางไป ทางที่จะทำให้จักรวรรดิอเมริกาสามารถคงสถานะความยิ่งใหญ่ หรือความเป็น “ประมุขโลก” ต่อไปได้เช่นเดิม ซึ่งบรรดานักคิด นักวิเคราะห์ จำนวนไม่น้อย เคยคาดๆ กันเอาไว้ว่า สุดท้าย...เมื่อไม่สามารถหาทางออก ทางไป หรือ “ทางรอด” จากปัญหาต่างๆ อันมีที่มาจากความเป็น “ลัทธิจักรวรรดิ” ของอเมริกาเอง การหันไปใช้ “จุดแข็ง” ที่สุดของจักรวรรดิอเมริกา นั่นก็คือเครื่องจักรสังหารอย่าง “กองทัพอเมริกัน” เป็นตัวชี้ขาด หรือหันไปใช้ “สงคราม” เป็นทางออก ดังที่นักวิเคราะห์ชาวอเมริกัน อย่าง “นายเจอรัลด์ เซเลนต” (Gerald Celente) ผู้ก่อตั้งสถาบัน “Trends Research Institute” เคยสรุปเอาไว้ประมาณว่า “เมื่อภาวะฟองสบู่ทั้งหลายแตกออกมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้...มันจะยิ่งทำให้ความพยายามบริหารจัดการของรัฐบาลอเมริกัน เป็นไปในลักษณะของความพยายามแก้ไขความผิดพลาด ล้มเหลวอย่างมหันต์ ด้วยการกระทำความผิดพลาด ล้มเหลวอย่างอภิมหามหันต์ จนกระทั่งเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ภาวะความผิดพลาด ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง...รัฐบาลก็จะนำพาชาติทั้งชาติเข้าสู่สงครามในท้ายที่สุด...”

และด้วยข้อวิเคราะห์ในแนวนี้นี่เอง...ที่ทำให้บรรดา “คู่แข่งทางอำนาจ” ของอเมริกา ไม่ว่าจีนหรือรัสเซีย เลยหนีไม่พ้นต้องหันมาเล่น “หมากล้อม” แทนที่จะเล่น “หมากรุก” หรือต้องพยายามหาทางที่จะไม่ให้อภิมหาอำนาจสูงสุดของโลก โดยเฉพาะมหาอำนาจทางทหารอย่างอเมริกา งัดเอา “สงคราม” มาใช้เป็นทางออกกันในวินาทีสุดท้าย ดังนั้น...ความ “บ้า...ก็...บ้าวะ” ของผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” อย่างน้อย...ก็น่าจะดีกว่าความ “บ้าสงคราม” ของบรรดาผู้ที่มีบทบาท อำนาจในอเมริกาอีกหลายต่อหลายราย โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่จัดอยู่ในเครือข่ายพวก “Deep State” ทั้งหลาย ไม่ว่าตั้งแต่ “นายจอห์น โบลตัน” ไปจนแม้กระทั่งอดีตผู้สมัครชิงประธานาธิบดี อย่าง “นางฮิลลารี คลินตัน” โน่นเลย หรืออย่างน้อย...ก็น่าจะพอช่วยให้โลกทั้งโลก สามารถประคับประคอง “สันติภาพ” ต่อไปได้มั่ง ระหว่างที่จักรวรรดิอเมริกาค่อยๆ “เหี่ยวปลาย” ไปเอง...


กำลังโหลดความคิดเห็น...