xs
xsm
sm
md
lg

นักการเมืองคิดแก้รธน. ชาวบ้านต้องเหนื่อยอีกแล้ว !?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

**หากบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างปัญหาให้กับพวกนักการเมือง และพรรคการเมืองมากที่สุดก็สามารถพูดแบบนั้นได้ โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา ที่แม้ว่าจะโจมตี ด่าทอรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำนองว่ามาจาก “มดลูกเผด็จการ”วิจารณ์สารพัด แต่พวกเขาก็ยอมลงสมัครรับเลือกตั้งตามกติกาที่กำหนดไว้ หรือบางพรรคที่เคยรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในช่วงการลงประชามติ แต่ผลที่ออกมาชาวบ้านกลับเห็นไปในทางตรงกันข้าม นั่นคือ การออกเสียงเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงกว่า 16.8 ล้านเสียง ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีแค่กว่า 10 ล้านเสียง หรือ ร้อยละ 61.35 ต่อ 38.65
แม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์ตามมาอีกว่ามีบรรยากาศการลงประชามติที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่างๆ นานา ก็ว่ากันไป แต่ถึงอย่างไรก็ต้องบอกว่า นี่คือรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งที่ประชาชนเห็นชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ ที่สำคัญพวกเขายังได้ออกเสียงสวนทางกับพวกพรรคการเมือง พวกนักการเมืองบางพรรคในเวลานั้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกโรงกันเต็มที่ แต่ก็พ่ายแพ้ชาวบ้าน ที่เห็นไปอีกทาง
อย่างไรก็ดี การลงประชามติเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม 2559 และมีผลบังคับใช้ มาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 จึงเรียกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 และหากนับเวลาจากตอนนั้นมาถึงวันนี้ ก็ถือว่าผ่านมาเพียงแค่ 2 ปีกว่าเท่านั้นเอง และยังมีบทเฉพาะกาล ที่เกี่ยวกับ ส.ว.แต่งตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่านที่กำหนดเอาไว้ ในบทเฉพาะกาล 5 ปี ซึ่งประเด็นที่ให้อำนาจ ส.ว.พวกนี้ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ก็อยู่ในคำถามพ่วงในช่วงการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นี้ด้วย
**แน่นอนว่า หากถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีพอหรือยัง หรือมีข้อบกพร่องหรือไม่ คำตอบก็ต้องบอกว่า มีทั้งดี และไม่ดี ระคนกัน และที่สำคัญได้พิจารณาในเนื้อหาดีพอแล้วหรือยัง หรือว่าฟังจากพวกนักการเมือง และพรรคการเมืองบางพรรค ที่คิดว่าตัวเองได้ผลกระทบในทางลบ จากผลของการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามที่ตัวเองคาดหวัง ทั้งที่ตัวเองก็ลงสนามไปแข่งขันกันตั้งแต่ต้น กติกาที่กำหนดเอาไว้ล่วงหน้าที่ทุกคนรับรู้กันอยู่แล้ว แต่เมื่อพลาดหวัง ก็โบ้ยไปที่รัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยประเมินตัวเอง
ขณะเดียวกัน ในอีกมุมหนึ่งแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีเสียงวิจารณ์ไม่น้อยว่า ยังไม่สมบูรณ์ จะต้องมีการแก้ไข แต่ในเมื่อเพิ่งมีการบังคับใช้มันก็ต้องรอเวลา หรือรอให้เกิดการตกผลึก หรือให้มีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า จะต้องแก้ไขในประเด็นใดบ้าง ไม่ใช่เหมารวมว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่มีต้นตอจากเผด็จการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพราะถึงอย่างไรก็ผ่านประชามติ เป็นเกราะป้องกันรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกชั้นหนึ่งด้วย
**ดังนั้นหากคิดจะแก้ไข ก็ต้องถามความเห็นประชาชนเสียก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่ แลให้แก้ไขในประเด็นใดได้บ้าง
อีกทั้งยังมีข้อกำหนดเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากขึ้น นั่นคือ หากไม่ได้มีความร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนกันทุกฝ่ายก็ไม่มีทางสำเร็จ ที่สำคัญหากพิจารณาจากกระแสของประชาชนส่วนใหญ่ในเวลานี้ก็ยัง “เฉยๆ”หรือ ออกไปทางคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่ายังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ซึ่งผลสำรวจที่เพิ่งออกมาล่าสุด ก็ยังระบุเสียงส่วนใหญ่ยังกังวลในเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจปากท้องมากกว่าสนใจจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในตอนนี้ อีกทั้งยังมองคนละทางกับพรรคฝ่ายค้าน ที่ย้ำว่ารัฐธรรมนูญเป็นต้นเหตุทำให้เศรษฐกิจไม่ดี โดยเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกัน
ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตากันต่อไปก็คือ ในเมื่อพิจารณาจากบรรยากาศและเสียงเรียกร้องจากสังคมและประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เกิดขึ้น โดยยังเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการในเวลานี้ ชาวบ้านต้องการให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง หรือฟื้นฟูเยียวยาหลังน้ำลด อะไรประมาณนี้ แต่สำหรับบางพรรค เช่น พรรคเพื่อไทย โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานด้านยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้เร่งพิจารณา สอดคล้องกับอนาคตใหม่ รวมไปถึงบางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังเคลื่อนไหวขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายรูปแบบ โดยฝ่ายค้านต้องการให้เลื่อนญัตติด่วนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อการศึกษาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาพิจารณาก่อนปิดสมัยประชุมนี้
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เริ่มมีการพิจารณาหาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกัน โดยแย้มว่าอาจดำเนินการร่วมกันกับพรรคฝ่ายค้าน แต่ที่น่าจับตาก็คือพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค แสดงท่าทีชัดว่ายังไม่ถึงเวลา ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอื่น ยังไม่มีท่าทีในเรื่องดังกล่าว ทำให้มองว่าเป็นไปได้ยากที่จะสำเร็จ
**อย่างไรก็ดี เวลานี้มีเพียงพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่เริ่มเดินเครื่องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ที่กำลังเคลื่อนไหวนอกสภา ในลักษณะที่ถูกมองว่าเป็นการ “ปลุกระดม”มวลชนให้ออกมาบนท้องถนน ซึ่งน่าจับตามองว่า มีเจตนาซ่อนเร้นแบบไหนหรือไม่ เพราะในเมื่อแนวทางที่ว่ามันสำเร็จยาก นอกจากมีเจตนาให้ป่วน หวังผลบางอย่างตามมา เพราะเมื่อมีเสียงให้แก้ไข ก็ย่อมต้องมีผู้คัดค้านจากฝ่ายที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือเชื่อมโยงกับคดีที่หัวหน้าพรรคตัวเองมีความเสี่ยงอยู่หรือไม่ !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...