xs
xsm
sm
md
lg

ขวาง กฟผ.นำเข้าแอลเอ็นจี เรื่องของค่าไฟหรือผลประโยชน์ของใคร

เผยแพร่:   โดย: นพ นรนารถ


โรงไฟฟ้าบ้านเรา ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 52% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด เป็นก๊าซที่เราผลิตได้เอง คือ ก๊าซจากอ่าวไทย 72% และนำเข้าจากต่างประเทศ 28%

การผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ลดลงไปเรื่อยๆ เฉลี่ยแล้วปีละ 1.3% เพราะขุดขึ้นมาใช้ 30 กว่าปีแล้ว แม้ว่า จะมีการให้สัมปทานสำรวจและขุดเจาะครั้งใหม่แก่ บริษัท ปตท.สผ. แต่ก็เป็นการขุดก๊าซจากหลุมเดิม คือ แหล่งบงกช และเอราวัณ ซึ่งยังไม่แน่นอนว่า จะมีปริมาณก๊าซมากน้อยเพียงใด

ขณะเดียวกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแต่จะเพิ่มขึ้น และการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนยังไม่มากพอ และมีต้นทุนสูง ยังไม่สามารถเป็นพลังงานทดแทนก๊าซธรรมชาติได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาก๊าซไม่พอใช้ในอนาคต เมื่อปี 2560 รัฐบาล โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.จึงมีนโยบายเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ

แนวทางการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ คือ ส่งเสริมเอกชนเข้ามาแข่งขันในการจัดหาและค้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือแอลเอ็นจีมากรายขึ้น จากเดิมที่โครงสร้างกิจการก๊าซของไทย มีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการหลักทั้งด้านการจัดหา และระบบท่อส่งก๊าซ โดยเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบท่อส่งก๊าซ และสถานีรับจ่ายแอลเอ็นจีเพียงรายเดียว ตามนโยบายของรัฐก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้ ปตท.ในฐานะรัฐวิสาหกิจ เป็นผู้ดำเนินการหลักเพื่อให้เกิดความมั่นคง

การเปิดเสรีก๊าซมีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคต เพราะก๊าซในอ่าวไทยมีแนวโน้มจะลดลงไปเรื่อยๆ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าแอลเอ็นจีจากต่างประเทศมาทดแทนมากขึ้น ซึ่งการนำเข้าแอลเอ็นจีจากต่างประเทศ จะส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าในอนาคต ดังนั้น การเปิดให้มีผู้เล่นหลายรายจะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ราคาแอลเอ็นจีที่นำเข้าจึงน่าจะถูกกว่า การที่มีผู้นำเข้าเพียงรายเดียว ปตท.

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง.ให้นำเข้าแอลเอ็นจีเพื่อมาใช้กับโรงไฟฟ้าของตัวเองไม่เกินปีละ 1.5 ล้านตัน โดยได้เปิดประมูลหาผู้จัดหาและนำเข้า โดย บริษัท ปิโตรนาส จากมาเลเซียชนะการประมูลเพราะเสนอราคาต่ำสุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน นโยบายเปิดเสรีนำเข้าก๊าซก็เปลี่ยนไป

การประชุม กบง.เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธาน กบง.เป็นประธานการประชุม มีมติให้ กฟผ.ยกเลิกแผนการนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตัน โดยเปลี่ยนแปลงนำเข้าแบบราคาตลาดจร หรือราคาสปอต 1.8 แสนตัน แบ่งการนำเข้าเป็น 2 ครั้งๆ ละ 90,000 ตัน เพื่อทดลองระบบและการแข่งขัน

นายสนธิรัตน์บอกว่า สถานการณ์ด้านราคา และปริมาณก๊าซธรรมชาติขณะนี้ ได้เปลี่ยนไปจากตอนที่อนุญาตให้ กฟผ.นำเข้าแล้ว คือ ตอนนั้นอยู่ระหว่างการเตรียมประมูลแหล่งเอราวัญและบงกช มีความกังวลว่า จะเกิดการขาดแคลนก๊าซจากอ่าวไทย แต่ปัจจุบัน การประมูลเสร็จแล้ว จึงไม่มีปัญหาการขาดแคลนและปริมาณการใช้ในประเทศก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น

ขณะที่ราคาสปอตแอลเอ็นจีในตลาดโลกก็ลดลงมาอยู่ที่ 4-5 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ส่วนสัญญาแอลเอ็นจีระยะกลางอยู่ที่ประมาณ 7.5 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู การนำเข้าแอลเอ็นจีโดยใช้สัญญาสปอต จะทำให้มีราคาต่ำกว่า และกระทบต่อค่าไฟฟ้าในประเทศน้อยกว่า

นอกจากนี้การบริหารจัดการการนำเข้าแอลเอ็นจีตามมติ กบง.จะช่วยให้ไม่เกิดภาระที่ประชาชนอาจต้องรับภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มจากระบบ Take or Pay คือ ค่าปรับตามสัญญาไม่ใช้ก็ต้องจ่าย เนื่องจาก กฟผ.มีสัญญาระยะยาวซื้อก๊าซจาก ปตท.หากไม่ใช้ก๊าซ ปตท.หันไปนำเข้าแทนก็จะโดนปรับ ซึ่งจะถูกผลักภาระไปให้ประชาชนในรูปค่าไฟที่เพิ่มขึ้น

แต่ กฟผ.โดยนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษก กฟผ.ชี้แจงว่า ราคาแอลเอ็นจีที่ กฟผ.เปิดประมูลถูกกว่าราคาต่ำสุดของสัญญาจัดหาระยะยาวของประเทศในปัจจุบัน และหากนำไปเฉลี่ยรวมกับก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย และพม่า จะมีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับแอลเอ็นจีที่ใช้อยู่ในระบบปัจจุบัน

ส่วนความกังวลเรื่อง Take or Pay ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ไฟต้องรับภาระ กฟผ.มั่นใจว่าจะไม่เกิดขึ้น เพราะได้มีแนวทางแก้ไขแล้ว

มติ กบง.ยกเลิกการนำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันของ กฟผ.ยังไม่มีผลโดยสมบูรณ์ เพราะต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช.เห็นชอบในวันที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กฟผ.นัดหมายพนักงาน กฟผ.ทั่วประเทศ แต่งชุดดำในวันดังกล่าว เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านมติ กบง.

ปัจจุบัน ปตท.นำเข้าแอลเอ็นจีจากต่างประเทศประมาณ 5.8 ล้านตันต่อปี หาก กฟผ.นำเข้าได้ปีละ 1.5 ล้านตัน เท่ากับ 1 ใน 4 ของส่วนแบ่งตลาดที่ ปตท.ต้องเสียไป ในขณะที่ความต้องการในประเทศไม่เพิ่มขึ้น เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่ คือ โรงไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายระยะยาวกับ ปตท.อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กฟผ.ก็มีจุดอ่อนในเรื่องความพร้อม ในเรื่องคลังจัดเก็บท่อที่จะลำเลียงแก๊สจากคลังมายังท่อส่งของ ปตท.รวมทั้งข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไข พ.ร.บ.กฟผ.เพราะกฎหมายที่ใช้อยู่ให้ กฟผ.ผลิตไฟฟ้า ไม่ได้ให้จัดหา และนำเข้าก๊าซธรรมชาติ

ทั้ง กฟผ.และ ปตท.ต่างเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพลังงานที่มีผลประโยชน์ในเรื่องการจัดซื้อ จัดจ้างมหาศาล ภาระค่าไฟฟ้าที่จะถูกผลักไปให้ประชาชน หาก กฟผ.นำเข้าหรือไม่นำเข้าแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตัน อาจจะเป็นเพียงข้ออ้างของทั้งสองฝ่ายเท่านั้น


กำลังโหลดความคิดเห็น...