xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ว่าประชาธิปไตยแบบไหน...ก็ “เละ” พอๆ กัน!!!

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ
เห็นว่าช่วงวันที่ 16-18 กันยาฯ ก่อนปิดสมัยประชุมสภาของบ้านเรา...น่าจะเป็นช่วงที่บรรดา “นักการเมือง” บางกลุ่ม บางราย เขาคงได้จังหวะและโอกาสในการลับปาก-ลับเขี้ยว สำหรับการไล่งับ ไล่ฟัด ผู้นำรัฐบาล นายกฯ “บิ๊กตู่” ในประเด็นว่าด้วยการ “ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ” ซึ่งจะก่อให้เกิดความซี๊ดซ๊าด เมามันส์ส์ส์ มาก-น้อยขนาดไหน หรือจะมีส่วนช่วยให้ชาวบ้าน ชาวช่อง ซึ่งกำลังตกน้ำป๋อมแป๋มอยู่ในระหว่างนี้ เกิดความสบายกาย สบายใจ คลายทุกข์ คลายโศรก คลายความเดือดร้อน ลงไปได้บ้างหรือไม่ อย่างไร อันนั้น...คงต้องคอยติดตามกันดูอีกที...

แต่สำหรับวัน-สองวันนี้... “ไฮไลต์” มันน่าจะอยู่แถวๆ เกาะอังกฤษ หรือสภาอังกฤษนั่นล่ะมากกว่า คือช่วงจังหวะก่อนหน้าวันที่ 9-12 กันยาฯ อันเป็นช่วงเวลาที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ล่าสุด “นายบอริส จอห์นสัน” ท่านได้ตัดสินใจ “ยืมมือเจ้า” หรือได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระราชินีอังกฤษ “ควีนอลิซาเบธที่ 2” ขอให้ระงับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษไว้ชั่วคราว จนกว่าจะถึงช่วงกลางๆ เดือนตุลาคม (14 ตุลาคม) แล้วค่อยเปิดสภากันใหม่ ชนิดนักการเมืองอังกฤษรายใดก็แล้วแต่ ที่ไม่เห็นด้วยกับแผนการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษภายในวันที่ 31 ตุลาคม แบบที่เรียกๆ กันว่า “Hard Brexit” หรือ “No-Deal Brexit” ก็ตามที ดังที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้กำหนด “เส้นตาย” เอาไว้ ย่อมมิอาจกลับตัวได้ทัน หรือย่อมถูก “มัดมือชก” โดยแทบมีโอกาสอ้าปาก แสยะเขี้ยวใดๆ ได้เลย...

ดังนั้น...ก่อนถึงวันที่ 9-12 กันยาฯ คือช่วงวัน-สองวันนี้ หรือวันที่ 3 กันยายนนี่แหละบรรดานักการเมืองอังกฤษซึ่งมีทั้งนักการเมืองที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเป็นสมาชิกพรรคคอนเซอร์เวทีฟ รวมถึงนักการเมืองฝ่ายค้านที่รวมตัวเป็น “พันธมิตร 6 พรรค” ภายใต้การนำของพรรคแรงงานที่ไม่เห็นควรด้วยกับความห่าม ความซ่าส์ส์ส์ ของนายกรัฐมนตรีรายใหม่ที่ออกจะไม่ได้ให้ความสนใจ หรือไม่ให้ความสำคัญต่อฉากสถานการณ์แห่งความฉิบหายวายวอด ซึ่งอาจอุบัติขึ้นมากับเกาะอังกฤษทั้งเกาะ ไม่ว่าจะในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่ระบาดไปทั่วทั้งโลกเอาเลยก็ว่าได้ อันเนื่องมาจากการตัดสินใจถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป แบบไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงใดๆ หรือแบบทั้ง “ฮาร์ด” ทั้ง “ห่าม” อะไรประมาณนั้น เลยหนีไม่พ้นต้องตัดสินใจแปลงกายเป็นงูเห่า งูเขียว งูบองหลา ฯลฯ กันไปเป็นรายๆ โดยพยายามเลื้อยเข้าไปสมทบกับฝ่ายค้าน เพื่อหาทางหยุดยั้งความฮาร์ด ความห่าม ของ “นายบอริส จอห์นสัน” ให้จงได้...

ไม่ว่าจะโดยวิธีลงมติในสภาฯ ให้หาทาง “เลื่อนกำหนดเส้นตาย” ของการออก-ไม่ออกจากสหภาพยุโรป จากวันที่ 31 ตุลาคมปีนี้ไปเป็นวันที่ 31 มกราคม ปี ค.ศ. 2020 โน่นเลย หรือจะโดยวิธีใดๆ ก็ตามทีซึ่งคงต้องอาศัยนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล อาศัยพวกงูเห่า งูเขียว งูบองหลา หรือพวก “กบฏ” ภายในพรรคคอนเซอร์เวทีฟ จำนวนนับเป็นสิบๆ รายเป็นอย่างน้อย ถึงสามารถ “หักดิบ” รัฐบาลที่กำลังคิดหักดิบชาวอังกฤษทั่วทั้งประเทศ หรือเผลอๆ...ถือเป็นการ “หักดิบประชาธิปไตยอังกฤษ” อีกซะด้วย โดยเฉพาะการ “ยืมมือเจ้า” มาปิดสภาชั่วคราว อันเป็นสิ่งที่แม้แต่ประธานรัฐสภาอังกฤษ ยังอดไม่ได้ที่จะสรุปว่า “ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” จึงอาจพอเป็นไปได้ หรือพอจะหยุดความห่าม ความฮาร์ดของนายกรัฐมนตรีรายนี้ได้อย่างเป็นมรรค เป็นผล...

อย่างไรก็ตาม...ระหว่างที่เขียนข้อเขียนชิ้นนี้ ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่า สุดท้าย...มันจะออกหัว ออกก้อย หรือออกกลางกันแน่ แม้จะมีข่าวล่า-มาเรือ ว่านักการเมืองฝ่ายรัฐบาลจำนวนถึง 20-22 ราย พร้อมที่จะแปลงกายเป็นงูเห่า งูเขียว งูบองหลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตรัฐมนตรียุติธรรมแห่งพรรคคอนเซอร์เวทีฟ อย่าง “นายDavid Gauke” ที่ได้ประกาศแบบเปิดเผย ตรงไป-ตรงมาผ่านข้อเขียนในหนังสือพิมพ์ “The Time” เอาไว้ประมาณว่า “วันนี้...ผมคงต้องโหวตสวนทางกับวิปพรรคเป็นครั้งแรก ในรอบ 14 ปีที่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา ด้วยเหตุเนื่องจาก...ผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน เพราะการออกจากอียูโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ภายในวันที่ 31 ตุลาคมนั้น มีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับความเจริญเติบโต ความมั่นคง และเสี่ยงต่อความเป็นเอกภาพของประเทศอังกฤษ...” คือประมาณว่า...พร้อมแล้วที่จะเป็น “งูเห่าเพื่อชาติ” อะไรทำนองนั้น...

ขณะที่นักการเมืองอย่าง นายกรัฐมนตรี “บอริส จอห์นสัน” ผู้ได้ชื่อฉายาว่า “ทรัมป์ 2” ก็น่าจะคิดว่าตัวเองกำลังทำ “เพื่อชาติ” เช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าชาติในทัศนะหรือแนวคิดของนายกรัฐมนตรีผู้นี้ นอกจากเป็นชาติที่พร้อมแยกตัวออกห่างจากบรรดา “ชาติยุโรป” ทั้งหลายแล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะเลื่อนไหลไปสู่การผูกโยงผลประโยชน์ของชาติตัวเองเข้ากับ “ชาติอเมริกัน” อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ชนิดที่ทำให้ผู้นำชาติยุโรป อย่างผู้นำฝรั่งเศส “นายเอ็มมานูเอล มาครง” อดไม่ได้ต้องออกมาเตือนเอาไว้ก่อนล่วงหน้าว่า การออกจากสหภาพยุโรปแบบไม่มีข้อตกลงของ “นายบอริส จอห์นสัน” นั้น อาจส่งผลให้ชาติอังกฤษต้องกลายเป็น “รัฐบริวาร” ของอเมริกาเอาง่ายๆ หรือ... “ค่าใช้จ่ายของ Hard Brexit นั้น...ไม่สามารถชดเชยได้ด้วยการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ และอังกฤษอาจกลายเป็นเหยื่ออันโอชะ ถ้าหากยังพยายามเดินไปในแนว No-Deal หรือต้องกลายเป็นรัฐบริวารที่ต้องหันไปพึ่งพาผู้อื่น...โดยเฉพาะอเมริกา” ที่มีผู้นำชาติอย่าง “ทรัมป์บ้า” คอยพยายามยุแยงตะแคงรั่ว หรือพยายามกระตุ้นให้ “ทรัมป์ 2” รีบๆ สะบัดก้นออกจากอียู แล้วหันมาทำข้อตกลงทางการค้าอย่างชนิดมโหฬารกับอเมริกามาก่อนหน้านี้นั่นเอง...

ดังนั้น...อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า “เพื่อชาติ” กันแน่!!! บรรดาชาวอังกฤษทั้งหลายนั่นแหละ ที่คงต้องหาทางไปแยกแยะกันเอาเอง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...การที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครัฐบาล จากจำนวนเสียงสมาชิกพรรคคอนเซอร์เวทีฟประมาณ 160,000 คน หรือเพียงแค่ 0.34 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวอังกฤษทั้งมวล สามารถอาศัยช่องทาง หรือ “ช่องโหว่” ของ “ประชาธิปไตยอังกฤษ” ที่ถือเป็นประชาธิปไตยแม่แบบ มาใช้ในการรวบหัว รวบหาง เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามทัศนะหรือแนวคิดของตัวเอง ไม่ว่าไล่มาตั้งแต่การ “ยืมมือเจ้า” มาปิดสภาชั่วคราว หรือมาทำในสิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ อย่าง “นายจอห์น เมเจอร์” เรียกว่า “การตัดตอนอำนาจอธิปไตยของสภา” ไปจนถึงการกดดัน บังคับสมาชิกพรรคของตัวเอง ไม่ให้แปลงกายเป็นงูเห่า งูเขียว โดยเด็ดขาด ไม่งั้นอาจต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ภายในวันที่ 14 ตุลาฯ โดยพร้อมจะตัดสิทธิ์บรรดาพวกกบฏทั้งหลาย ไม่ให้ลงสมัครในนามพรรคอีกต่อไป ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง...ที่ทำให้ใครที่คิดลอกเลียนแบบประชาธิปไตยอังกฤษ คงต้องเก็บมานั่งคิด นอนคิด สักประมาณ 8 ตลบ 10 ตลบ เป็นอย่างน้อย เพราะเอาไป-เอามา...มันคงไม่ได้ดีเด่วิเศษวิโสกว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ของบ้านเราสักกี่มากน้อย หรือสุดท้าย...หนีไม่พ้นต้องออกอาการเละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก ไม่ต่างไปจากกัน...นั่นแล...
กำลังโหลดความคิดเห็น...