xs
xsm
sm
md
lg

อุตุฯเตือนดีเปรสชันถล่มซ้ำ นายกฯสั่งเร่งช่วยเหลือด่วน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

กรมอุตุฯ ออกประกาศเตือนรับมือดีเปรสชัน ก่อตัวทะเลจีนใต้ กำลังเคลื่อนเข้าเกาะไหหลำ เวียดนาม กระทบภาคอีสานของไทย 2-3 ก.ย.นี้ ฝนตกเพิ่มสะสม ให้ระวังน้ำป่าไหลหลาก นายกฯสั่งทุกหน่วยงานช่วยเหลือฟื้นฟู หลังอุทุกภัยจากพายุโพดุล เริ่มคลี่คลาย สั่งเฝ้าระวังต่อ "อนุทิน" ลงพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เร่งช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้ รับความเดือดร้อน พิจิตร-พิษณุโลก ยังอ่วม อ.บ้านไผ่ น้ำลดเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

วานนี้ (1 ก.ย.) กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศ ฉบับที่ 1 เตือนภัยลักษณะอากาศพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปทางตะวันออกของเกาะไหหลำ ประเทศจีน ประมาณ 700 กม. หรือที่ ละติจูด 19.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 117.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กม.ต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 25 กม.ต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้เกาะไหหลำ ในช่วงวันที่ 2-3 ก.ย. 62

ลักษณะอากาศดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากได้ สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเกาะไหหลำ ประเทศจีน และประเทศเวียดนามตอนบน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย

สำหรับ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ยังคงมีกำลังแรงต่อเนื่อง ทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีฝนมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน มีกำลังแรง โดยบริเวณดังกล่าวมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนงดออกจากฝั่ง

ทั้งนี้ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชม. โดยกรมอุตุนิยมวิทยา จะออกประกาศฉบับต่อไปในวันที่ 2 ก.ย.62 เวลา11.00 น.

นายกฯสั่งเร่งให้ความช่วยเหลือปชช.

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์อุทกภัยฉับพลันจากพายุ โพดุล อย่างใกล้ชิด รวมทั้งกำกับดูแลการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั้ง 16 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา จนขณะนี้ได้รับรายงานว่า สถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย ระดับน้ำได้ลดลงในเกือบทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจากนี้จะต้องเร่งสำรวจความเสียหาย ของอาคาร บ้านเรือน และพื้นที่เกษตรกรรม โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงาน บูรณาการร่วมกัน ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเสียหาย และช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึง และทันเวลา

นายกรัฐมนตรี ยังได้ย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไป และขอประชาชนที่ได้รับความเสียหาย และยังไม่ได้รับความช่วยเหลือติดต่อได้ที่ สายด่วน 1784 ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชม.

"อนุทิน"ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด เร่งช่วยเหลือ

เช้าวานนี้ (1ก.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมบ้านเรือนประชาชน พร้อมสั่งการให้ช่วยเหลือด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน ในพื้นที่ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โดยรองนายกฯและคณะ ลงพื้นที่บ้านท่าเยี่ยม ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ เพื่อเยี่ยมเยียนดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย พร้อมมอบถุงยังชีพ ยารักษาโรค ให้แก่ประชาชน จำนวน 200 คน

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการไปยังสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดูแลในเรื่องสุขภาพอนามัย โรคติดต่อที่มาจากทางน้ำ และเร่งอพยพผู้ป่วย และผู้สูงอายุในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ให้อยู่ในที่ปลอดภัย พร้อมสั่งระดมเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข ให้ติดตามดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับจังหวัดร้อยเอ็ดพื้นที่ที่ยังได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย อ.เสลภูมิ อ.โพนทอง และ อ.เมืองร้อยเอ็ด ในส่วนของมาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหา ของจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ดำเนินการ

นอกจากนี้ จ.ร้อยเอ็ด ได้ขอจัดตั้งโรงครัวพระราชทาน ไปที่ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.( ศอญ.จอส.904 วปร.) เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในเบื้องต้น 3 จุด ได้แก่. 1 .อบต.เหนือเมือง อ.เมืองฯ 2. วัดบ้านนาแซง ต.นาแซง อ.เสลภูมิ 3. หอประชุมอำเภอเมืองร้อยเอ็ด โดยเริ่มบริการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31ส.ค. และโรงครัวพระราชทาน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)อีก 4 จุด

พิจิตร-พิษณุโลก ยังอ่วม

วานนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก หลังมวลน้ำจาก น้ำตกแก่งซอง น้ำตกวังนกแอ่นน้ำป่า ไหลหลากลงน้ำเข็ก หรือแม่น้ำวังทอง จนล้นตลิ่งเข้าท่วมหลายพื้นที่ ล่าสุดสถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากแม่น้ำวังทอง ที่เอ่อล้นตลิ่งยังคงไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ตั้งแต่เขต ต.วังนกแอ่น ต.ชัยนาม และ ต.วังทอง รวมทั้งได้หลากเข้าท่วมตลาดสดวังทองด้วย

ขณะที่ถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก โดยเฉพาะที่หน้า รพ.วังทอง ระดับน้ำสูงประมาณ 80-100 ซม. รถเล็กไม่สามารถสัญจรได้ ต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทาง อ.นครไทย ตัดเข้า อ.ทองแสนขัน จ.อุตรดิตถ์ ก่อนออกทาง อ.วัดโบสถ์ เข้าสู่ จ.พิษณุโลก

ส่วนที่ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร น้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมแหล่งที่อยู่อาศัย-ร้านค้า 9 ชุมชนตลาดทับคล้อ รวมแล้วเกือบ 1 พันหลังคาเรือน ทั้งยังท่วมถนนสายตะพานหิน-ทับคล้อ-เขาทราย ในหลายจุด รวมถึงวัดมงคลทับคล้อ พระอารามหลวง และโรงเรียนในพื้นที่อีกหลายแห่ง หน่วยกู้ภัย-ทหาร และเจ้าหน้าที่ของเทศบาลทับคล้อ ต้องช่วยอพยพชาวบ้าน-ขนย้ายสิ่งของกันตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา

อ.บ้านไผ่ น้ำลดสู่ภาวะปกติแล้ว

ส่วนที่ ถนนมิตรภาพ ช่วงสี่แยกบ้านไผ่-อ.ชนบท จ.ขอนแก่น ระดับน้ำที่ท่วมสูงตลอดช่วงวันที่ 30-31ส.ค. ได้ลดลงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว รถยนต์ทุกชนิดสัญจรผ่านไปมาได้เช่นเดิม แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือผู้ใช้รถที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวช่วยชะลอความเร็ว เพราะยังมีสิ่งของ เครื่องใช้ของพี่น้องผู้ประสบภัยบางส่วนยังวางเก็บไว้บนไหล่ทาง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังน้ำลดระดับลง ชาวบ้านภายในชุมชนมิตรภาพซอย 4 พัฒนา ต่างได้พากันกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง เพื่อสำรวจความเสียหาย ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนได้รับความเสียหายค่อนข้างหนัก ข้าวของเครื่องใช้แทบจะต้องนำไปซ่อมหรือซื้อหาใหม่ และต่างบอกว่าตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเจอน้ำท่วมหนักมากที่สุดก็ครั้งนี้

ส่วนความช่วยเหลือที่ต้องการด่วนในตอนนี้ก็คือ น้ำกินน้ำใช้ เพราะต้องนำน้ำมาทำความสะอาดบ้าน รวมทั้งของใช้โดยเฉพาะเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากถูกน้ำจนเปียก รวมทั้งที่นอน ผ้าห่มเสียหายหมด ยอมรับว่าน้ำท่วมครั้งนี้ชาวบ้านในชุมชนเดือดร้อนหนัก

อ.บรบือ ถนนพัง-นาข้าวกว่าพันไร่จมน้ำ

ส่วนพื้นที่ จ.มหาสารคาม ทางหลวงชนบท 4007 ช่วงบ้านดอนงัว ต.ดอนงัว-บ้านเหล่าใหญ่ ต.โนนราษี อ.บรบือ จ.มหาสารคาม หลักกิโลเมตรที่ 15-16 ถนนยุบตัว 2 ช่วง ระยะทางยาวรวมกว่า 100 เมตร เจ้าหน้าที่ทางหลวงชนบท ได้นำป้ายมาติดตั้งห้ามรถทุกชนิดสัญจรผ่านเส้นทาง เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวไม่สามารถสัญจรผ่านไปได้ ขณะที่ นาข้าวของเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่ ถูกน้ำท่วมจนเกือบมองไม่เห็นต้นข้าว
กำลังโหลดความคิดเห็น...