xs
xsm
sm
md
lg

การดิ้นรนของอนาคตใหม่ และการลดแรงต้านเพื่อสู้ในระบบ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของ พรรคอนาคตใหม่ นั้น สร้างความหวั่นไหวให้กับคนจำนวนหนึ่งว่า เขาจะนำพาประเทศไปสู่หนทางไหนถ้าได้เข้ามากุมอำนาจรัฐ จากพฤติกรรมในเชิงลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของแกนนำพรรคทั้ง 3 คน

แต่การได้รับเลือกตั้งเข้ามาจำนวนมากถึง 6.3 ล้านคะแนนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 51.7 ล้านคน สะท้อนว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากสนับสนุนให้พรรคนี้มีพื้นที่ในเวทีการเมือง เพื่อเข้ามาขับเคลื่อนนโยบายไปสู่เป้าหมายของพรรค

แน่นอนว่า พรรคนี้เป็นพรรคการเมืองที่เป็นขวัญใจของคนรุ่นใหม่ โดยการเลือกตั้งครั้งนี้อายุระหว่าง 18-26 ปี มีประมาณ 8.3 ล้านคน แม้ไม่ใช่ว่าเสียงของพรรคอนาคตใหม่ 6.3 ล้านคนจะเป็นเสียงของคนรุ่นใหม่ทั้งหมด แต่พูดได้ว่า ถ้าเราจับกระแสทิศทางของสังคมและสดับตรับฟังพวกเขาก็จะทราบว่าเสียงส่วนใหญ่มาจากคนรุ่นใหม่นั่นเอง และยิ่งน่าใคร่ครวญไม่น้อยว่า มีผู้สูงอายุจำนวนมากก็พากันสนับสนุนพรรคนี้

พรรคนี้โดยช่วงวัยของแกนนำพรรคและผู้สมัครแล้วล้วนแต่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เคยผ่านเวทีการเมืองมาก่อน สภาวะนี้เองที่ทำให้พรรคถูกกันออกจากภาพของความเน่าเฟอะทางการเมืองที่นักการเมืองรุ่นเก่าได้ทำเอาไว้ และโดยช่วงวัยนี้เองที่ทำให้คนรุ่นใหม่เห็นว่าคนของพรรคอนาคตใหม่นั้นเป็นคนรุ่นเดียวกับพวกเขา

และพรรคอนาคตใหม่ก็รู้ว่าต้องสื่อสารอย่างไรโดยเครื่องมืออะไรเพื่อช่วงชิงคะแนนจากคนรุ่นใหม่แล้วก็ทำได้สำเร็จเมื่อสามารถสร้างกระแสได้ตั้งแต่การเปิดตัวในช่วงแรกๆ ผสานกับเครื่องข่ายสื่อหลายฉบับโดยเฉพาะในเครือมติชนที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยถือหุ้นจำนวนมาก ก่อนจะโอนไปให้แม่ถือแทนเมื่อเข้าสู่การเมือง

พื้นที่พลเมืองของพรรคอนาคตใหม่นั้น กินมาทางคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเลือกตั้งครั้งแรก และคนวัยทำงานในออฟฟิศซึ่งอดีตส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้มักจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และกินไปทางมวลชนดั้งเดิมที่เคยสนับสนุนระบอบทักษิณและพรรคเพื่อไทย แต่ถามว่า ถ้ามวลชนของพรรคจะขยายตัวไปมากกว่านี้จะไปทางไหน คำตอบของผมเชื่อว่าจะเป็นการแย่งมวลชนจากฝั่งเพื่อไทยนั่นเอง

ตอนนี้พรรคเพื่อไทยนั้นขาดขุนพลที่จะเข้ามาสู้ทางการเมือง หลายคนเป็นนักการเมืองเก่าที่คนรุ่นใหม่ไม่ยอมรับ ขณะเดียวกันกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงระบอบก็มองว่า พรรคเพื่อไทยพยายามจะรอมชอมกับอำนาจเก่า คนเสื้อแดงที่ยังเคียดแค้นกับการถูกล้อมปราบส่วนหนึ่งจึงเชื่อว่า พวกเขาสามารถพึ่งพาพรรคอนาคตใหม่ได้มากกว่าพรรคเพื่อไทยในการต่อสู้กับอำนาจรัฐปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้ความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองไทยนั้นมี 2ขั้วหลักอย่างชัดเจน อาจจะแตกประเด็นไปบ้างก็เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยที่ไม่มีพลังมากนัก ดังนั้น นับแต่นี้ไปการเมืองไทยก็ต้องสู้กันด้วยอุดมการณ์ความคิด 2 ขั้วที่ต่างก็มีกำลังพลเมืองที่ก้ำกึ่งกัน

แต่ในขั้วเดียวกันก็แย่งชิงกันเองว่าใครจะเป็นฝ่ายนำ เช่นพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ ตอนนี้เราอาจมองว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นต่อ และพรรคประชาธิปัตย์กำลังเล็กลง แต่เราต้องไม่ลืมว่าพรรคประชาธิปัตย์ผ่านสถานการณ์แบบนี้มาแล้วหลายครั้ง และความเป็นสถาบันที่มั่นคงทำให้พรรคประชาธิปัตย์ฟื้นกลับมาได้ทุกครั้ง แล้วยังต้องดูด้วยว่าพรรคพลังประชารัฐจะอยู่ได้นานไหมเมื่อหมดอำนาจของ 3 ป.

ในขณะที่อีกฝั่งนั้นก็แย่งชิงมวลชนกันเองซึ่งต้องดูว่า พรรคเพื่อไทยเมื่อหมดท่อของทักษิณแล้วนักการเมืองในพรรคจะรวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่นไหม แล้วจะรักษาสถานะเกื้อหนุนของมวลชนที่ยังมีแรงเฉื่อยจากพลังของความภักดีต่อทักษิณและระบอบทักษิณไปได้นานสักแค่ไหน แล้วพรรคอนาคตใหม่ที่มวลชนที่เคยสนับสนุนระบอบทักษิณเห็นว่าเป็นความหวังใหม่ที่พึ่งพิงได้มากกว่าจะมีแรงเสียทานทางการเมืองไปได้นานไหม แล้วถ้าธนาธรถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองพรรคนี้จะยังอยู่อีกไหม

แน่นอนล่ะว่า การมองแค่นี้อาจไม่สามารถทายทักชะตากรรมของประเทศได้ เพราะพลวัตของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้นมันกระทบกระเทือนทั้งระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมจนยากจะคาดการณ์อนาคตได้

แต่เราเห็นได้ว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในระบบแล้วแกนนำพรรคของอนาคตใหม่ พยายามที่จะลดท่าทีของตัวเองลงเพื่อรักษาอำนาจในระบบเอาไว้ ท่าทีเดิมที่เคยชัดเจนว่า จะเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป โดยพยายามทำให้เห็นว่า พรรคและทิศทางของพรรคนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อไม่นานมานี้ปิยบุตร แสงกนกกุล โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุด มิใช่การนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง มิใช่การใส่ร้ายป้ายสีกันด้วยข้อหา “ล้มเจ้า”

แต่การปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุด คือ การสร้างประชาธิปไตยให้มั่นคง มีแต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพร

ประสบการณ์จากหลากหลายประเทศที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่อย่างมั่นคงสถาพรและทรงพระเกียรติยศ ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น…

ดังนั้น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้กับการรัฐประหาร ไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้กับกองทัพในการยึดอำนาจ และไม่มีที่อยู่ที่ยืนให้กับกองทัพที่อยู่เหนือรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง

“นี่คือเนื้อแท้ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

นอกจากนั้นปิยบุตร ยังพูดในวันอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า “พรรคอนาคตใหม่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกท่านและไม่ได้น้อยไปกว่าคนที่กล่าวหาพวกเรา แต่การแสดงออกของแต่ละคนอาจจะมีความแตกต่างกัน ทว่าพวกเราไม่ได้ต่างกับพวกท่าน พวกเราไม่ได้มีความคิดล้มล้างและไม่ได้มีความคิดรุนแรง เราต้องการให้บ้านเมืองกลับมาสู่ระบบประชาธิปไตยและนิติรัฐให้ได้ เราต้องการร่วมกันสร้างฉันทามติร่วมกันเพื่อพาบ้านเมืองออกจากความขัดแย้งเสียที เราไม่ได้คิดตั้งตนเป็นศัตรูกับกองทัพ แต่เราไม่สนับสนุนให้มีการรัฐประหารโดยกองทัพ เราไม่ต้องการให้รัฐบาลพลเรือนไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาดูแลของกองทัพเท่านั้น เราต้องการกองทัพที่เป็นอาชีพ และเราต้องการมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน”

คล้ายกับว่า เป้าหมายของพรรคนั้นไม่ใช่อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์แต่อยู่ที่การกันกองทัพออกไปจากการเมืองและต่อต้านการรัฐประหาร

หลังจากนั้นไม่นานเราก็พบท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขาในการเข้าร่วมงานสโมสรสันติบาตและการแสดงท่าทีอ่อนน้อมต่อ พล.อ.หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์และมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับระบอบทักษิณและฝั่งต่อต้านอำนาจรัฐในปัจจุบันซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมาก

แต่เมื่อย้อนกลับไปในงานเสวนาเรื่อง “เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2554 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปิยบุตรกล่าวว่า สถานะของสถาบันที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีอำนาจมากเกินควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย และไม่ได้เป็นมาแต่ไหนแต่ไรตามที่หลาย ๆ คนอาจได้รับรู้ เนื่องจากในความเป็นจริง สถาบันกษัตริย์ถูกยกระดับให้มีอำนาจเท่าที่เป็นในปัจจุบันตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นเพียง 40-50 ปี ของการช่วงชิงทางความคิดและอุดมการณ์ระหว่างคู่ขัดแย้งฝ่ายต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์เท่านั้น

นอกจากนั้นปิยบุตรยังระบุว่า สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับประชาธิปไตย โดยแยกการใช้อำนาจจากรัฐให้เป็นเพียงหน่วยทางการเมืองหน่วยหนึ่ง ซึ่งทำให้กษัตริย์ไม่สามารถใช้อำนาจใด ๆ ผ่านรัฐได้อีกต่อไป โดยในทางรูปธรรมนั้นหมายถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์สามารถทำอะไรเองได้ เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบคือผู้สนองพระบรมราชโองการ รวมถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์แสดงพระราชดำรัสสดต่อสาธารณะ และต้องสาบานต่อรัฐสภาในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ เป็นต้น

ถ้าเราจะตีความว่า ปิยบุตรมีความม่งหมายจะให้สถาบันลดทอนสถานะเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้นเอง ซึ่งสะท้อนว่า จุดมุ่งหมายเดิมของปิยบุตรนั้นไม่ได้อยู่ที่กองทัพเป็นเป้าหมายหลักแต่อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์นั่นเอง

ถ้าพูดกันตามความเป็นจริงข้อกล่าวหา “ล้มเจ้า” ที่มักถูกฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์กล่าวหาว่า อีกฝ่ายใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามราวกับว่า การเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันนั้นเป็นเรื่อง “ไม่มีมูล” นั้นไม่น่าจะถูกต้อง ถ้าเราติดตามพฤติกรรมของคนจำนวนหนึ่งทั้งการแสดงออกต่อที่สาธารณะ ในเวทีอภิปราย ในสื่อต่างๆ รวมทั้งในโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน

การลดท่าทีลงของปิยบุตรทั้งการพูดในสภาและในเฟซบุ๊กเหมือนกับจำไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองเคยพูดมาในอดีต และเข้าใจว่าสังคมจับและจำใจความที่ตัวเองเคยพูดไว้ไม่ได้ ผมเชื่อว่ามาจากพรรคอนาคตใหม่เริ่มมองเห็นว่า หนทางที่จะเข้ามาต่อสู้ในระบบรัฐสภาของตัวเองนั้นจะมีโอกาสมากกว่าที่จะฝันลมๆแล้งๆอยู่ข้างนอกแล้วคิดจะลดทอนบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ไปสู่เป้าหมายที่ตัวเองต้องการ

ความไม่คิดฝันว่า พรรคอนาคตใหม่จะได้รับการเลือกตั้งมามากขนาดนี้อาจสร้างฝันใหม่ให้กับธนาธรและปิยบุตรที่จะช่วงชิงอำนาจรัฐผ่านทางการเมืองในระบบรัฐสภา บวกกับความอ่อนแอของพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีผู้นำที่เข็มแข็งพอแบบทักษิณ ทำให้เริ่มมองเห็นว่าพรรคอนาคตใหม่นี่แหละที่จะช่วงชิงคนในชาติอีกปีกหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องลดทอนความแข็งกร้าวของตัวเองลง เพื่อรักษาเวทีรัฐสภาเอาไว้

แต่อยู่ที่ว่าจะช้าไปไหม เพราะความคิดซ่องสุมปลูกฝังปลุกปั่นเพื่อล้มล้างที่แกนนำของพรรคนี้ทำเอาไว้กำลังกลายเป็นอดีตที่ไล่ล่าพวกเขานั้นจะขีดเส้นจุดจบจากคดีความต่างๆไว้อย่างไร

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...