xs
xsm
sm
md
lg

จาก Fake News สู่ Deepfake

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เกษมสันต์ วีระกุล

ภาพจาก pixabay.com
เกษมสันต์ วีระกุล
ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารภาครัฐเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้แก่ประชาชน คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช.)


ในเวลานี้กระแสข่าวเกี่ยวกับเรื่อง Fake News หรือข่าวปลอมกำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะภาครัฐ ที่ได้หยิบยกและนำมาพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องรีบดำเนินการ เพื่อป้องกันมิให้ Fake News หรือข่าวปลอม สร้างความสับสนและสร้างความเสียหายให้แก่สังคม

โดยล่าสุดทางนายนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กระทรวงดีอี ออกมาพูดถึงแนวทางในการตั้งศูนย์ต่อต้าน Fake News ยิ่งเพิ่มความชัดเจนในการที่แก้ปัญหาดังกล่าว แต่ก็ยังมีอีกหลายฝ่ายไม่มั่นใจว่ารูปแบบหรือวิธีการที่รัฐบาลกำลังจะทำ อาจจะไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ

แนวคิดในการก่อตั้งศูนย์ต่อต้าน Fake News ของรัฐมนตรีกระทรวงดีอี เป็นเรื่องที่ดีเพราะ Fake News เป็นปัญหาไม่ใช่เฉพาะเมืองไทยแต่เป็นเรื่องของโลกด้วย

ก่อนหน้านี้มีการจัดตั้งคณะกรรมการการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม เป็นประธาน มีคณะกรรมการระดับรัฐมนตรี ระดับปลัดกระทรวงรวมถึงปลัดกระทรวงดีอี มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน จากภายนอก เช่น อาจารย์เสรี วงษ์มณฑา ซึ่งตอนเองก็ได้เข้าร่วมคณะกรรมชุดนี้ ซึ่งได้นำเอาเรื่อง Fake News หยิบมาพิจารณา จนมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมาเพื่อระดมสมอง มีการพูดคุยโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาคุยกันว่า โลกทั้งโลกเวลาเขาต่อสู้เรื่อง Fake News เขาทำกันอย่างไร โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ ๆ ระดับ CIA, FBI ของสหรัฐ องค์กรที่เก่ง ๆ เขาทำกันอย่างไร

ขณะนี้องค์ความรู้พวกนี้อยู่ที่ตัวคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติแล้ว ที่สำคัญคือคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติมีคณะปฎิบัติการข่าวสาร 6 คณะ มาจากทุกกระทรวงรวมทั้งสื่อมวลชนด้วย อสมท.ก็เป็นหนึ่งในเครือข่ายนี้ที่ช่วยเผยแพร่ คณะกรรมการปฎิบัติการข่าวสาร 6 คณะ ทั้ง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ต่างประเทศ ยุติธรรม และก็จะมีโฆษกของแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ว่าง่ายๆคือโฆษกแทบทุกกระทรวงอยู่ในนี้และก็มีสื่อ 3 สื่อ อสมท. กรมประชาสัมพันธ์ ไทยพีบีเอส และก็สามารถขอความร่วมมือไปยังสื่อเอกชนได้ เวลาไปเจออะไรที่เป็น Fake News คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติชุดก็สามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านเว็บไซด์ของกระทรวง ผ่านโฆษกกระทรวง ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ของ อสมท. กรมประชาสัมพันธ์ และไทยพีบีเอส

ซึ่งขนาดทำอย่างนี้เวลานี้ต้องเรียนว่ายังไม่ทันการณ์ เพราะการทำงานอยู่ในรูปแบบของรัฐบาล ราชการ ก็มีกระบวนการพอสมควร แม้ว่าจะมีรองนายก ฯนั่งหัวโต๊ะคณะกรรมการสั่งการไปติดต่อไปในนามคณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติก็ยังช้ากันอยู่ จึงมีความกังวลเล็กๆ ในความริเริ่มที่ดีของรัฐมนตรีพุทธิพงษ์ ถ้าทำเองจะได้รับความร่วมมือหรือเปล่า

สองถ้าไปเริ่มใหม่เลยนี่องค์ความรู้ที่มีอยู่ที่คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติก็จะหายไป อยากเห็นการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง Deepfake ที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยิน

Fake News คือสิ่งที่คนธรรมดาอย่างเรา คนไม่ดีทั่วไป มาเขียนข่าวแล้วทำเหมือนข่าวจริงๆ แต่เป็นข่าวซึ่งไม่จริง อาจจะมีผลทางการเมือง เศรษฐกิจ ผลก่อความวุ่นวายแล้วก็มาโพสต์ พอคนอ่านหลงเชื่อก็จะแชร์กันต่อ ส่วน Deepfake ก็คือ Fake News ที่ผลิตโดยปัญญาประดิษฐ์ คนที่หวังไม่ดีใช้ปัญญาประดิษฐ์ผลิตข่าวปลอมขึ้นมา Deepfakeไปไกลถึงขนาดที่ว่าเอาคลิป fb ไลฟ์ที่เราคุยกันอยู่ เอาหน้า เอาภาพ เอาความเคลื่อนไหวไป แต่ใส่ประโยคคำพูดอื่น ซึ่งคอมพิวเตอร์ปัญญาประดิษฐ์ก็จะเป็นเสียงเราที่ไปประดิษฐ์คำอื่น ตรงกับการขยับปากของเรา เพราะฉะนั้น Deepfake เป็น Fake ที่ลึก จับยากมาก ๆ เพราะมันผลิตด้วย AI ปัญญาประดิษฐ์ กูเกิล ถึงขนาดเขียนในบทความเลยว่าจะเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ขนาด Fake News ที่ผลิตโดยคน เราเอาคนเฝ้าระวังก็ยังตามไม่ค่อยทัน ถ้าเป็น Deepfake ขึ้นมา มันจะไปลึกกว่า จับได้ยากกว่า เหมือนกับเราดูวีดีโอ ภาพก็ภาพจริง เสียงก็เสียงจริง ปากก็ขยับไปตามเสียง มันจะไม่จริงได้อย่างไร มีเรื่องดารา โดนัล ทรัมป์ ก็โดน กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา AI ที่คอยทำหน้าที่ดักจับ Fake News ก็จะถูกอันนี้ผลิตย้อนหลังขึ้นมาอีก

ทุกวันนี้อย่างกูเกิลลงทุนไปเป็นหมื่นล้านบาทแล้ว เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่า Google News Initiative ขึ้นมา กูเกิล จะมีพันธมิตรมากขึ้น เมื่อเจออะไรที่ต้องสงสัย กูเกิล จะส่งข้อความ โพสต์ หรือ คลิป นั้น ไปให้พันธมิตรเพื่อช่วยตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบแล้วว่าถูกต้อง ในเวลาอันสั้นเมื่อกูเกิลหาอะไรสักอย่างก็จะมีข้อความขึ้นว่าข้อความนั้นได้ถูกตรวจสอบโดยองค์กร ABCD แม้กระทั่งมีการตรวจสอบแล้วกูเกิลยังระบุว่าสิ่งที่เขากังวลคือ Deepfake ซึ่งไม่ง่ายเลย

Fake News ยิ่งแก้ช้าสังคมยิ่งอันตราย

ในหลายประเทศใช้มาตรการทางด้านกฎหมายเพื่อที่จะต่อสู้กับ Fake News ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย เยอรมัน ฝรั่งเศสหรือในยุโรปหลายประเทศใช้วิธีการออกกฎหมาย

หนึ่งลงโทษคนโพสต์ Fake News หรือ Hate speech หรือข้อความที่ทำให้เกิดความเกลียดชังซึ่งกันและกัน และได้เขียนกฎหมายบังคับไว้ว่าถ้ารัฐบาลค้นพบว่าอะไรเป็น Fake News ก็จะไปขอให้ แพลตฟอร์ม โซเชียลมีเดีย เจ้าของเว็บไซด์ รีบลบข้อความที่เป็น Fake News ภายในเวลาที่กำหนด หากไม่ลบก็จะถูกปรับเป็นเงินหลายล้านบาท หลาย ๆ ที่ที่ออกมาตรการนี้ออกมา ซึ่งฟังดูเหมือนจะดีแต่สิ่งที่เกิดขึ้นมีความกังวลว่ารัฐบาลหรือประเทศที่ใช้กฏหมายเป็นตัวนำในการต่อต้าน Fake News จะใช้กฏหมายดังกล่าวในการปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน มีเส้นแบ่งบาง ๆ

สมมติว่ามีคนที่ไม่ชอบรัฐบาล โจมตีรัฐบาล มันเป็นข้อความที่สร้างความแตกแยกหรือเปล่าหรือเขาแสดงความคิดเห็นโดยบริสุทธิ์ใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังพอสมควร หลายคนมีความกังวลเรื่องการใช้กฎหมาย สิงคโปร์เองก็เขียนบอกว่าให้ระวังในเรื่องการต่อต้าน Fake News อย่าให้รัฐบาลไปใช้เป็นเครื่องมือในการปิดปาก ปิดกั้นเสรีภาพประชาชน หรือรัฐบาลที่ไม่ดีใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม พวกเดียวกันพูดได้ โพสต์ได้ แต่ถ้าเป็นคู่แข่งถือเป็น Fake News ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในมาตรการทางกฎหมาย

ประเทศซึ่งวันนี้ที่โลกเขาติดตามอยู่คือประเทศฟินแลนด์ซึ่งมีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก นักเรียนมีความสุขที่สุดในโลก เขาบอกว่าการต่อสู้ Fake News ที่ได้ผลต้องไปเริ่มที่ระบบการศึกษาต้องทำให้นักเรียนที่อยู่ในระบบเข้าใจแยกแยะ มีความสามารถทางด้าน critical thinking มีวิจารณญานแยกแยะออกว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง critical thinking เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเรียนแล้วนักเรียนจะได้เข้าใจว่าสิ่งที่เรียนข้อมูลที่ได้มา เราคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเอาไปใช้งานเอาไปต่อยอดได้ เป็นสิ่งที่ฟินแลนด์ทำเขาบอกว่าเป็นวิธีเดียวที่จะได้ผลที่สุดต่อเยาวชน เป็นบทเรียนเผื่อกระทรวงศึกษาจะได้ฟังว่า Fake News มันเริ่มจากโรงเรียนทำ critical thinking ได้ กลับมาสิ่งที่คณะกรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติที่ได้เรียนรู้

ปัจจุบันประเทศไทยต่อสู้ Fake News ใช้คนในการเฝ้าระวังกว่าจะรู้ว่าเป็น Fake News ก็กลายเป็น viral ไปแล้ว ข้อเรียนรู้ประการที่สองการตอบโต้การชี้แจงยังเป็นภาครัฐยังขาดการบูรณาการกันอย่างแท้จริง สิ่งที่เราเรียนรู้ ประการที่สามในต่างประเทศที่เขาตรวจจับ เฝ้าระวังและตอบโต้ เขาใช้ Big Data ใช้ NLP ใช้ AI ปัญญาประดิษฐ์ Big Data คือข้อมูลที่เป็นความจริงที่ถูกจัดระบบไว้อย่างดีตรวจสอบได้รวดเร็วจะจัดอย่างนั้นได้เมื่อคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษามนุษย์และจัดระบบไว้ Database ที่เมืองไทยเรามีอยู่เยอะ ๆ แม้ว่าอยู่ในคอมพิวเตอร์ก็ตามมันยังไม่ถูกจัดระบบดึงออกมาใช้ในเสี้ยววินาทีไม่ได้ มันเป็นแค่ Big Database ไม่ใช่ Big Data ที่โลกเขาพูดกัน ในต่างประเทศเขามีกระบวนการที่เรียกว่า NLP (natural language processing ) คือกระบวนการสอนคอมพิวเตอร์ให้เข้าใจภาษา

ทำอย่างไรให้เขาเข้าใจภาษาไทย ต้องมีกระบวนการสอนที่เรียกว่า machine learning คนสอนต้องเข้าใจโปรแกรม และต้องสอนให้รู้ว่านี่ตัว ก ไก่ นะ ก อา กา นะเป็นสัตว์หรือเป็นที่ใส่น้ำก็ได้ ต้องค่อย ๆ สอนทีละคำแบบนี้ พอสอนไปเรื่อย ๆ คอมพิวเตอร์เริ่มเก่งมาเปรียบเทียบคำเริ่มเรียนเองได้ ซึ่งเรียกว่า deep learning สิ่งที่เราเรียนรู้วันนี้หน่วยงานในไทยหลายหน่วยงานเริ่มสอนภาษาไทยให้คอมพิวเตอร์ แต่ด้วยศักยภาพ ด้วยขนาด น้อยมาก คำภาษาไทยทั้งหมดเรามีคำประมาณ 4 ล้านคำ ว่ากันว่าคอมพิวเตอร์วันนี้ที่เข้าใจภาษาไทยประมาณ 4 หมื่นคำคิดเป็นเปอร์เซนต์เดียว คอมพิวเตอร์เข้าใจภาษาไทยน้อย เพราะฉะนั้น Big Data เมืองไทยยังไม่มี พอคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษาไทยก็จะมีคนที่เรียกว่า Data Scientists นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล มาเขียนโมเดลเพื่อสอนให้คอมพิวเตอร์ประมวลคิด คำนวณว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันคืออะไร ถ้าวันไหนที่คอมพิวเตอร์เก่งไม่ต้องให้เราสั่งมันคิดเองได้ทำเองได้ทำเสมือนเป็นคนปกติได้อันนั้นเราเรียกว่าปัญญาประดิษฐ์ AI ประเทศไทยไม่มีคอมพิวเตอร์ที่เข้าใจภาษาไทยเต็มๆ เพราะฉะนั้นเรายังไม่มี Big Data ไม่มี AI และเรายังจะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ไม่ได้

ทางออกขณะนี้เป็นเรื่องที่ดีมากที่รัฐมนตรีพุทธิพงษ์ สนใจเรื่อง Fake News และแอคทีฟมาก ๆ แต่อยากเสนอแนะว่า หนึ่งกระทรวงดีอีต้องมาประสานกับคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ที่มีรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม เป็นประธานโดยด่วนว่าจะทำงานกันอย่างไร สองรีบกำหนดระบบต่อต้าน Fake News ที่ดี และเหมาะสมกับคนไทย

โดยเฉพาะกระบวนการสอนภาษาไทยให้คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า NLP และ machine learning ต้องใช้เวลามาก ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ศัพท์กฎหมาย ศัพท์การเมือง ศัพท์ความมั่นคง รวมทั้งภาษาท้องถิ่นเยอะแยะมากมาย เป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งสอนไม่ได้ ต้องเป็นวาระแห่งชาติ ทุกคนรวมหัวกันเข้ามาสอนคอมพิวเตอร์ในเวลาเดียวกันถึงจะเร็ว นอกจากนั้นแล้วต้องรวมหัวกันเป็นวาระแห่งชาติเอาข้อมูลภาครัฐ มติ ครม. ประกาศกระทรวง ใส่เข้าไปในระบบจะได้มีฐานข้อมูลที่เป็น Big Data และคอมพิวเตอร์เข้าใจ จัดระบบ และก็ตรวจสอบได้ คือสิ่งที่ต้องทำ เมื่อคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษาไทย มีฐานข้อมูลอยู่ในระบบซึ่งคอมพิวเตอร์เป็นคนจัดระบบ คอมพิวเตอร์ก็จะเริ่มเห็นว่าข่าวนี้ใครไปโพสต์ ในไลน์ ในเฟซบุ๊ก ในยูทูป ใหม่ ๆ ความฉลาดยังน้อยอยู่เหมือนเราสอนเด็กน้อย ใหม่ ๆ AI จะทำได้แค่เตือนเฉย ๆ ว่าสงสัยข่าวนี้จะปลอม ก็มาตรวจสอบต่อ แต่พอนานไปคอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้นจะบอกได้เลยว่าอันนี้ภาพที่เอาลงเป็นภาพระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพราะฐานข้อมูลมีอยู่ เป็น Fake News แน่นอนจัดการด่วน

ประเด็นต่อมาก็คือการตอบโต้ การแก้ไข Fake News ต้องทำเป็นเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ กรมประชาสัมพันธ์ อสมท. ไทยพีบีเอส ทีวีช่องต่าง ๆ สื่อต่าง ๆ ที่เรามีต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งหมดนี้กำลังจะบอกว่าต้องเป็นวาระแห่งชาติซึ่งไม่มั่นใจว่ากระทรวงดีอีกระทรวงเดียวจะเอาอยู่ ผมคิดว่าต้องเป็นงานของท่านนายกรัฐมนตรี ถึงจะสั่งทุก ๆ กระทรวงพร้อม ๆ กันได้ถึงจะบูรณาการกันได้ และที่สำคัญที่สุดถ้าไม่เริ่มวันนี้ ไม่สอน AI ให้เข้าใจภาษาไทย เราจะไม่มีไทยแลนด์ 4.0 เพราะคอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจภาษาไทย Big Data ไม่มี ไม่ว่าช้าก็เร็ว ต้องเริ่มเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดีมากที่รัฐมนตรีพุทธิพงษ์ได้ขยับเรื่องนี้ก่อน เราจะได้มีกระบวนการ NLP มี machine learning และ AI ในที่สุด ต้องฝากไว้ว่าเป็นงานของใคร ดีอีพอไหมหรือจะระดับของท่านนายกฯ ที่เป็นแม่งานนี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...