xs
xsm
sm
md
lg

หมากไพบูลย์กับรธน.ฉบับอลเวง

เผยแพร่:   โดย: สุรวิชช์ วีรวรรณ


กรณีของคุณไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป มีมติยุบพรรคตัวเอง และกกต.มีมติรับรองการสิ้นสภาพของพรรคการเมืองแล้ว ซึ่งหมายถึงการยุบพรรคเสร็จสิ้นลงแล้ว ซึ่งณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล ผอ.สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งชี้ว่า ยังมีภารกิจที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคต้องทำตามมาตรา 95 ของพ.ร.ป.พรรคการเมือง

มาตรา 95 ในกรณีที่พรรคการเมืองสิ้นสภาพหรือยุบตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้หัวหน้าพรรคการเมืองส่งบัญชีและงบแสดงฐานะทางการเงิน รวมทั้งเอกสารเกี่ยวกับการเงินของพรรคการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองสิ้นสภาพหรือยุบ และให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินชําระบัญชีให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายทะเบียน ถ้าสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินชําระบัญชีไม่เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันโดยแจ้งให้คณะกรรมการทราบ

ให้หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองตามวรรคหนึ่งยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่จนกว่าการชําระบัญชีจะแล้วเสร็จ แต่จะดําเนินกิจกรรมทางการเมืองในนามพรรคการเมืองที่สิ้นสภาพหรือยุบมิได้

นั่นหมายความว่า ก่อนที่จะถกเถียงกันว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อสามารถย้ายพรรคได้หรือไม่ สิ่งแรกหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคจะต้องชำระบัญชีของพรรคให้เสร็จสิ้นเสียก่อนไม่สามารถย้ายพรรคได้ทันที แล้วการตรวจสอบของ สตง.ก็ใช้เวลาถึง 180 วันและสามารถต่อได้ แต่สมมติว่าย้ายได้ ส.ส.ต้องหาพรรคใหม่ใน 60 วัน การย้ายพรรคก็จะทำไม่ได้เพราะไม่ทันกับการตรวจสอบ

ทีนี้มาดูว่าสามารถย้ายพรรคได้หรือไม่ ในความเห็นของผมคิดว่าไม่ได้นะครับ

แม้ผมจะรู้จักและเป็นกัลยาณมิตรกับคุณไพบูลย์ ตอนที่โพสต์ตั้งคำถามเรื่องนี้ในเฟซบุ๊กและส่งเข้าห้องไลน์ที่มีคุณไพบูลย์อยู่ด้วย คุณไพบูลย์ก็กรุณาโทร.มาอธิบายเหตุผลความจำเป็น ก็เป็นไปตามข่าวที่ปรากฏแล้วว่า กรรมการบริหารมีภารกิจไม่สามารถดำเนินการพรรคต่อไป และคุณไพบูลย์บอกผมว่า จะไปอยู่พรรคพลังประชารัฐเพื่อช่วยพรรคทำงานด้านกฎหมาย

คุณไพบูลย์อ้างว่า พรรคมีมติยุบพรรค ตามมาตรา 91 (7) ทำให้สมาชิกพรรคต้องไปหาพรรคใหม่อยู่ตามวรรค 4 และรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (10)

มาตรา 91 วรรค 4 บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสมาชิกที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้ถือว่าการสิ้นสภาพของพรรคการเมืองตามมาตรานี้ เป็นการถูกยุบพรรคการเมือง

รัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (10) บัญญัติว่า ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง แต่ในกรณีที่ขาดจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองเพราะมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นเป็นสมาชิก และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบกำหนดหกสิบวันนั้น

อ่านมาตรา 91 วรรค 4 แล้ว เหมือนจะมีเจตนาปกป้องผู้บริสุทธิ์ที่เป็นสมาชิกที่พรรคถูกยุบโดยที่ตัวเองไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย เพราะเขียนว่า “เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสมาชิกที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” แต่นี่คุณไพบูลย์เป็นหัวหน้าพรรคเอง แล้วขอยุบพรรคเพื่อให้ตัวเองย้ายพรรคมันจะขัดกับเจตนารมณ์ของวรรค 4 นะ

เพราะเจตนารมณ์ของวรรค 4 ให้ถือการเลิกเป็นการถูกยุบอย่างมีเงื่อนไข คือเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริสุทธิ์ที่เป็นสมาชิกพรรคไม่ใช่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค

ส่วนตัวผมเองเดิมก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการคิดบัญชีรายชื่อตามพ.ร.ป.พรรคการเมืองมาตรา 128 ทำให้มีพรรคได้เป็น ส.ส.ต่ำกว่าค่าพึงมีถึง 11 พรรคนะครับ และมีความเห็นเรื่องนี้มาตลอด และเคยคิดออกมาให้เห็นว่า ผลลัพธ์อย่างไรถึงไม่ขัดแย้งกับโจทย์ คือไม่ขัดทั้งพ.ร.ป.มาตรา 128 และรัฐธรรมนูญมาตรา 91 และผลการคิดแบบนี้ทำให้พรรคการเมืองหลายพรรคไม่ได้จำนวน ส.ส.เท่ากับตัวเองพึงมี

แต่การที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของ ส.ส.บัญชีรายชื่อไว้ตามการคำนวณสัดส่วนของคะแนนแต่ละพรรคในมาตรา 128 ไม่ว่าคิดอย่างไรก็ตาม ส่วนตัวผมเห็นว่าในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อก็ไม่น่าจะย้ายไปพรรคไหนได้

มีคำถามว่า การย้ายไปอยู่พรรคอื่นของคุณไพบูลย์นั้นอยู่ในสถานะใดในพรรคที่ย้ายไป เพราะเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคนั้นไม่ได้ เพราะแต่ละพรรคได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อตามจำนวนพึงมีของตัวเองหักกับจำนวน ส.ส.เขตตามรายชื่อที่ประกาศไว้แต่ต้น คุณไพบูลย์จะไปอยู่ลำดับไหนของ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ในหนึ่งปี ถ้ามีการนับคะแนนกันใหม่มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐเองก็อาจจะเปลี่ยนแปลงลดลงได้ นี่สมมติว่าคุณไพบูลย์ย้ายพรรคได้จะไปอยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อลำดับเท่าไหร่

โอเคคุณไพบูลย์บอกว่าตัวเองยอมรับว่า ถ้าการคำนวณใหม่แล้วพรรคประชาชนปฏิรูปต้องพ้นจากตำแหน่งที่ได้มาจากการปัดเศษส่วนก็พร้อมจะพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.แม้จะย้ายไปพรรคพลังประชารัฐแล้ว นี่หมายถึงในความหมายที่คุณไพบูลย์สามารถย้ายพรรคไปอยู่พรรคพลังประชารัฐได้แล้วนะครับ

อย่างไรก็ตาม ผมยังคิดว่าเรื่องคุณไพบูลย์ย้ายพรรคไม่ใช่เรื่องง่าย จากรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนไว้ให้การเลือกตั้งโกลาหลไปหมดนี้โดยที่กรรมาธิการยกร่างไม่ต้องรับผิดชอบอะไร และสุดท้ายเรื่องน่าจะต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญและรอดูว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีความน่าเชื่อถือหรือไม่

ปัญหาทั้งหมดเกิดจากวิธีการเลือกตั้งแบบใบเดียวที่สับสนตั้งแต่วิธีคำนวณบัญชีรายชื่อ ที่แม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกจะเขียนว่าต่ำกว่าพึงมีไม่ได้ แต่ กกต.ก็เห็นว่าถ้อยคำในตัวบทมันทำให้ต้องคิดออกมาอย่างนี้ แม้ผลลัพธ์จะขัดแย้งกับโจทย์ก็ตาม

แล้วคำถามที่ตามมาคือเมื่อรัฐธรรมนูญเขียนผูกไว้ให้พรรคการเมืองมีบัญชีรายชื่อตามที่ตัวเองพึงมี และให้ประกาศบัญชีรายชื่อของพรรคให้รับทราบก่อน แต่อีกด้านก็ให้ ส.ส.ย้ายพรรคเมื่อมีเหตุถูกยุบ แล้วถ้า ส.ส.บัญชีรายชื่อย้ายไปจากอีกพรรคที่ถูกยุบไปรวมกับพรรคอื่นเมื่อพรรคนั้นมี ส.ส.เกินค่าพึงมีจะได้ไหม ถ้าคิดว่า เมื่อรับรองสถานะแล้ว ทุกคนที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส.หมด ก็ต้องถามว่า ส.ส.รายนั้นอยู่ในสถานะใดหรือจะไม่มีวันพ้นจากตำแหน่งถ้ามีการนับใหม่จากเลือกตั้งซ่อมภายใน 1 ปี

ทีนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า กรณีแบบพรรคของคุณไพบูลย์ เมื่อย้ายไปแล้วค่า ส.ส.พึงมีจะต้องคำนวณกันใหม่ไหม เพราะจะบอกว่าไม่มีผลก็ไม่ได้ สมมติว่า การยุบพรรคแบบคุณไพบูลย์ทำให้ย้ายพรรคได้ พรรคใหญ่ที่มี ส.ส.จำนวนมาก สมมติว่า พรรคอนาคตใหม่มีมติยุบพรรคแล้วไปรวมกับพรรคเพื่อไทยได้ไหม ส.ส.จะย้ายไปทั้งหมดได้ไหมทั้ง ส.ส.เขตที่น่าจะย้ายได้อยู่แล้ว และ ส.ส.บัญชีรายชื่อด้วย เห็นไหมว่ามันอลวนไปหมด

หรือว่านี่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับหนูทดลอง แต่เอามาใช้จริงกับประเทศ

ติดตามผู้เขียนได้ที่
https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...