xs
xsm
sm
md
lg

ภาวะเศรษฐกิจที่ควรเก็บไปคิดเป็นการบ้าน

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา                                            --บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ
ปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตฝากเอาไว้ด้วย “เรื่องปาก-เรื่องท้อง” หรือเรื่อง “เศรษฐกิจ” นั่นแหละทั่น เพราะท่าทางมันน่าจะ “ป่วน” กันไปแทบทั้งโลกเอาเลยก็ว่าได้ เรียกว่า...ไม่ว่าจะร่อนไป ณ จุดไหน ต่อจุดไหน คงหนีไม่พ้นต้องเจอกับเรื่องทำนองนี้มากบ้าง-น้อยบ้าง ไปตามสภาพ...

โดยเฉพาะคุณพ่ออเมริกาที่เคยคุยใหญ่-คุยโต เคยตกอยู่ในอิทธิพล “แมงโม้” ของผู้นำอย่าง “ทรัมป์บ้า” มาโดยตลอด มาถึงทุกวันนี้ก็น่าจะได้ “สติ” หรือได้เกิดอาการ “ตาสว่าง” ขึ้นมามั่งแล้ว เพราะถ้าดูจากผลสำรวจความคิด ความเห็นของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ นักธุรกิจ ในอเมริกาคราวล่าสุด ที่ออกจะเป็นหลัก เป็นฐานพอสมควร คือสำรวจโดย “สมาคมนักเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติ” (National Association for Business Economists) เอาเลยถึงขั้นนั้น บรรดาผู้ที่น่าจะ “เข้าถึง-เข้าใจ” ต่อความเป็นไปของเศรษฐกิจอเมริกาโดยส่วนใหญ่ หรือถึง 74 เปอร์เซ็นต์ ต่างก็เห็นพ้องต้องกัน ไปในแนวเดียวกันด้วยกันทั้งสิ้น นั่นก็คือ...ต่างเชื่อว่าเศรษฐกิจอเมริกากำลังเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” เพียงแต่จะขึ้นอยู่กับ “เมื่อไหร่” เท่านั้น ที่ภาวะดังกล่าวมันจะเปิดโฉมหน้าของมันออกมาแบบชัดๆ จะจะ...

38 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าจะถอยกันแบบชัดๆ ในช่วงปีหน้า หรือปี ค.ศ. 2020 ช่วงจังหวะเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกันรอบใหม่ 34 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าจะถอยในช่วง 2 ปีข้างหน้า หรือปี ค.ศ. 2021 ส่วนอีก 2 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าถอยแล้วตั้งแต่บัดนี้ หรือตั้งแต่เกิดอาการ “Inverted yield curve” กับพันธบัตรอเมริกัน อาการที่คุณน้า “กาแฟดำ-สุทธิชัย หยุ่น” ท่านให้คำแปลแบบไทยๆ ว่า “อัตราผลตอบแทนหักหัวลง” อะไรประมาณนั้น ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าผู้นำอเมริกันอย่าง “ทรัมป์บ้า” จะพยายามพ่นแมงโม้ออกมาอีกถึงขั้นไหน พยายามคุยโวว่าเศรษฐกิจอเมริกัน “แข็งที่สุด-ใหญ่ที่สุด-มีพลังสูงสุด” แถมยังหันไปกล่าวหาผู้ที่คิดว่าเศรษฐกิจอเมริกันกำลังถดถอย ว่าเป็นพวก “ทฤษฎีสมคบคิด” ที่หวังเตะสกัดตัวเองในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบใหม่ซะอีกต่างหาก แต่จาก “ข่าวล่า-มาเรือ” ของผู้คนวงใน ว่ารัฐบาลอเมริกันกำลังคิดจะ “ปรับลดภาษี” เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจกันในเร็วๆ นี้ ก็อาจถือเป็นหลักฐาน ข้อพิสูจน์ โดยไม่ต้อง “บ้า...ก็...บ้าวะ” กันอีกต่อไป คือถ้าหากเศรษฐกิจมันไม่แย่ ไม่ออกอาการถดถอยขึ้นมาจริงๆ คงไม่ต้องเสียเวลามาปั๊ม มาอัดฉีด มาปรับลดภาษี อะไรต่อมิอะไรให้ต้องเมื่อยเนื้อ เมื่อยตัว โดยใช่เหตุ...

แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะคุณพ่ออเมริกาเท่านั้น...ท่ามกลางบรรยากาศ “สงครามการค้า” อันเป็นสงครามที่ใครต่อใครเขาเคยพูดๆ เอาไว้นานแล้ว ว่าเป็นสงครามซึ่งคงไม่มีใครเป็น “ผู้ชนะ” มีแต่ “แพ้...กับ...แพ้” ไปด้วยกันทั้งสิ้น บรรดาประเทศที่เคย “รวยไม่เสร็จ” มาโดยตลอด ต่างก็ต้องตกอยู่ในอาการ “บาดเจ็บ” มากบ้าง-น้อยบ้าง ไปตามสภาพ ประเทศบ้านใกล้ เรือนเคียงของหมู่เฮา ที่เคยรวยเอาๆ อย่าง “สิงคโปร์” นั้น แม้ “ลี เซียน หลุง” มาเอง แต่ยังต้องถูก “ปราบเซียน” กันจนได้ ตัวเลขจากกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ช่วงล่าสุด หรือช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี่เอง สรุปเอาไว้ชัดเจนว่าแนวโน้มที่ตัวเลข “จีดีพี” ของสิงคโปร์ปีนี้ จากที่เคยคาดๆ ว่าน่าจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.5-2.5 ต้องหดลงมาเหลือแค่ 0.0 เปอร์เซ็นต์ เผลอๆ...อาจถึงขั้น “ติดลบ” เอาเลยก็ไม่แน่ โดยเฉพาะถ้าหากต้องเจอกับการทะเลาะเบาะแว้งระหว่าง “พี่น้องตระกูลลี” ด้วยกันเอง คือระหว่าง “ลี เซียนหลุง” กับน้องชาย “ลี เซียนหยาง” ที่หันไปสนับสนุนพรรคการเมืองกันคนละพรรค...

เสาหลักของกลุ่มประเทศอียู อย่าง “เยอรมนี” นั้น...สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ออกมาเปิดเผยตัวเลขเมื่อช่วงพุธสัปดาห์ที่แล้ว (14 ส.ค.) ปรากฏว่าการขยายตัวเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วงคือเหลืออยู่แค่ 0.4 เปอร์เซ็นต์ สำหรับไตรมาส 2 ก็ยังคงหัวทิ่มดินลดลงไปอีกเหลือแค่ 0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง “อิตาลี” ที่กำลังพยายามหาทางฟื้นตัวเองจากภาวะหนี้สาธารณะเต็มกุงเกง และภาวะการว่างงานที่พุ่งปรู๊ดปร๊าดมาโดยตลอด นอกจากจะไม่ได้ช่วยอะไรมาก คือจีดีพีในไตรมาส 2 ยังอยู่แค่ 0.1 ดันเกิดปัญหาทางการเมือง เกิดการทะเลาะเบาะแว้งในรัฐบาลผสมชนิดสามารถล่มรัฐบาลทั้งรัฐบาลเอาง่ายๆ...

ส่วน “อังกฤษ” ที่เคยถดถอยมาจนชิน หรือถอยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 โน่นเลย แต่อีกไม่นาน-ไม่ช้านับจากนี้ หรือหลังจากเดือนตุลาคมที่เพื่อนอดีตนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์” “นายบอริส จอห์นสัน” นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดของอังกฤษ ประกาศว่าจะต้องสะบัดตูดออกจากอียูให้จงได้ โอกาสที่จะเกิดการถอยแบบเป็นขยุ้มๆ ไม่ใช่ร่วงทีละเส้น-สองเส้นแบบก่อนๆ มีโอกาสเป็นไปได้สูงเอามากๆ ใครที่มีโอกาสอ่านข้อเขียน บทความ ของอาจารย์ “สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร” ในเว็บไซต์ “ผู้จัดการ” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง คงพอนึกภาพออกว่า...ฉากสถานการณ์ของการถอนตัวออกจากอียูแบบ “No-Deal” ของอังกฤษนั้น จะนำมาซึ่งความน่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพองถึงขั้นไหน??? คือประมาณเละเป็นขี้ เละเป็นโจ๊ก หรือเป็นเต้าหู้ตกโต๊ะอะไรประมาณนั้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหาอาหาร การขนส่งคมนาคม การดูแลรักษาผู้ป่วย ไปจนถึงพลังงาน ฯลฯ และนั่นก็น่าจะยิ่งทำให้อะไรที่มั่น “ป่วนๆอยู่แล้ว ยิ่งป่วนหนักขึ้นไปใหญ่...

ในแถบละตินอเมริกา หรืออเมริกาใต้นั้น...ถึงขั้นรัฐมนตรีคลังอาร์เจนตินาเพิ่งประกาศลาออกไปหมาดๆ บราซิลนั้นเห็นว่าถึงขั้นคิดจะ “เปิดป่าอะเมซอน” เพื่อช่วยเยียวยาภาวะเศรษฐกิจ ที่ปั่นยังไงก็ปั่นไม่ขึ้นสักกะที ส่วนเม็กซิโกปีนี้ เห็นว่าตัวเลขจีดีพีน่าจะโตไม่เกิน 0.1 หรือแทบไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่น้อย ขณะที่คุณพี่จีนซึ่งเคยมีส่วนช่วยกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจให้เงยหน้า อ้าปากขึ้นมาได้บ้าง หลังช่วง “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” แต่มาถึงบัดนี้ อาการบาดเจ็บจากบาดแผลสงครามการค้ากับอเมริกา ก็น่าจะเหวอะหวะมิใช่น้อย แถมยังเจอกับ “กะปอมฮ่องกง” ออกมาราดทิงเจอร์ใส่แผล ให้ยิ่งแสบ ยิ่งร้อนหนักขึ้นไปอีก ดังนั้น...คงไม่ถือเป็นเรื่องแปลก ที่รัฐบาลไทยท่านเลยต้องควักเงินงบประมาณออกมาวิ่งไล่แจกวัยรุ่น-วัยเกรียนประมาณ 10 ล้านคน คนละ 1,000 บาท ให้กับออกไปเที่ยว เมืองรอง” ชนิดหมดกันไปเป็นพันๆ ล้าน เพราะตัวเลขจีดีพีที่เคยคาดเอาไว้ว่าน่าจะโตประมาณ 3.3-3.8 มาถึง ณ ขณะนี้สภาพัฒน์ก็ได้ออกมาลดการประมาณการเหลือแค่ 2.7-3.2 เท่านั้นเอง...

สิ่งที่น่าหยิบมาคิดๆ เป็น “การบ้าน” นับจากนี้เป็นต้นไป...ก็คือภายใต้ภาวะการ “ถดถอย” ของเศรษฐกิจในระดับทั่วทั้งโลกนั้น มันน่าจะนำมาซึ่งอะไรบ้าง??? โดยถ้าย้อนไปเปรียบเทียบกับช่วงประวัติศาสตร์ ยุคภาวะ “ถดถอยครั้งใหญ่” ที่เรียกๆ กันว่า “The Great Depression” เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1929 นั้น สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น...ก็คือความพยายามของแต่ละประเทศที่หันมา “ลดค่าเงิน” ของตัวเอง เพื่อเพิ่ม “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” หรือเพื่อ “ส่งออก” ให้มากๆ เข้าไว้ อันนำไปสู่ “สงครามการเงิน” ที่อุบัติขึ้นมาในปี ค.ศ. 1930 อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และเมื่อต่างฝ่ายต่าง “เห็นแก่ตัว” หรือเห็นแก่ประโยชน์ของชาติตัวเองเป็นสำคัญ อีกแค่ไม่ถึงทศวรรษ...สงครามการค้าและสงครามการเงิน ก็ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “สงครามเลือด” หรือ “สงครามโลกครั้งที่ 2” อุบัติขึ้นมาในปี ค.ศ. 1939 กันจนได้ ส่วนอดีต-ปัจจุบัน-และอนาคต จะนำมาซึ่ง “บทเรียน” กันในแบบไหน อย่างไร อันนี้นี่แหละ...ที่คงต้องเก็บไปคิดกันเล่นๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ก็แล้วกัน...


กำลังโหลดความคิดเห็น...