xs
xsm
sm
md
lg

เอกสาร “no deal” รั่ว สั่นคลอนอังกฤษ

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา


เอกสารลับของครม.อังกฤษเรื่อง การเตรียมรับการออกจากอียูอย่างปราศจากข้อตกลงใดๆ ณ วันที่ 31 ตุลาคมนี้ สร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนชาวอังกฤษที่ได้เห็นถึงรูปธรรมความเป็นไปได้ว่า จะเกิดอาการโกลาหลทั่วอังกฤษขนาดไหน

หนังสือพิมพ์ Times ฉบับวันอาทิตย์ (Sunday Times) ของลอนดอน ได้รายงานถึงผลการศึกษาและวาดภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้นทันทีทั่วเกาะอังกฤษต้องเผชิญกับความจริงที่จะเกิดขึ้นในวันครบกำหนดเส้นตายในกรณีที่รัฐบาลของนายบอริส จอห์นสัน ไม่สามารถทำข้อตกลงกับอียูว่า เมื่ออังกฤษออกจากสมาชิกภาพของอียูแล้ว อังกฤษจะมีความสัมพันธ์กับอียูในกติกาข้อตกลงอย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อสินค้า, บริการ รวมทั้งพลเมืองชาวอังกฤษและชาวอียู ที่จะติดต่อสัมพันธ์ค้าขายแลกเปลี่ยนเดินทางติดต่อทางธุรกิจ และไปมาหาสู่กัน

ประเด็นปัญหาใหญ่ๆ ตามที่บีบีซีได้สรุปเอาไว้ว่า

1. อาหารสดจะขาดตลาด และราคาจะพุ่งสูงขึ้นทันที

2. โอกาสที่จะมีความอลเวงและไร้ระเบียบวินัยจะเกิดในที่สาธารณะ เช่น การชุมนุม, โต้เถียง, วุ่นวาย รวมถึงความตึงเครียดในชุมชนโดยทั่วๆ ไปจากการขาดแคลนสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะอาหารและยาต่างๆ

3. ผู้ป่วยที่อังกฤษจะต้องใช้เวลารอคอยนานขึ้นสำหรับยาที่ตนใช้เป็นประจำ รวมทั้งผู้ป่วยเบาหวานที่จะต้องรอคอยอินซูลิน และยาวัคซีนป้องกันหวัดด้วย

4. จะเกิดขาดแคลนพลังงาน ทั้งน้ำมันและแก๊สซึ่งจะมีไม่พอใช้ทันที และน่าจะถึงกับปลดคนออกจากงานในอุตสาหกรรมพลังงาน (ไม่มีงานทำ) ถึง 2,000 คนในทันที คือ ไม่มีน้ำมันดิบเข้ามาโรงกลั่น และทำให้โรงกลั่น 2 แห่งต้องปิดตัวลง

5. การขนส่งสินค้าจะเป็นอัมพาต ด้วยขาดแคลนพลังงาน และมีปัญหาปั่นป่วนที่ท่าเรือทุกแห่งที่จะนำสินค้าเข้าอังกฤษ อาจต้องรอคิวถึงอย่างน้อย 3 เดือนกว่าสินค้าจะได้รับการตรวจตราเรียบร้อย

6. การเดินทางติดต่อของประชาชนอังกฤษจะเป็นอัมพาตที่สนามบิน และท่าเรือต่างๆ ที่จะเข้าอียู, ที่อุโมงค์ Eurotunnel และที่ท่าเรือ Dover

7. จะเกิดรั้วกั้นพรมแดนที่ชายแดนไอร์แลนด์เหนือกั้นกับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (ขณะนี้เปิดให้ขนถ่ายสินค้าและผู้คนได้เสรี ไม่มีการตรวจตราภาษีอากรแต่อย่างใด) ซึ่งประเด็นนี้น่าจะเกิดการประท้วงอย่างรุนแรงได้ เพราะมีหลายฝ่ายในไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ไม่เห็นด้วยกับการปิดพรมแดน โดยต้องมีด่านตรวจตราการผ่านเข้าออกของสินค้าและผู้คน

เอกสารที่รั่วออกมาพิมพ์หราอยู่ในหน้าหนึ่งของนสพ.นี้ ได้มีรายละเอียดการเตรียมการรับมือของอังกฤษในปฏิบัติการชื่อ “Operation Yellowhammer” หรือปฏิบัติการค้อนสีเหลือง (ไม่รู้เป็นสีผมของนายกฯ บอริสที่มีผมสีฟักทองหรือไม่)

ซึ่งความสับสนอลหม่านที่จะเกิดขึ้น ณ วันที่ 31 ตุลาคม และหลังจากนั้นถึง 3 เดือนที่ปฏิบัติการนี้คาดว่าจะเกิดอาการ melt down คือ ล้มละลายหรือหลอมละลายตามด่านต่างๆ ทั้งสนามบิน, ท่าเรือ, ด่านรถบรรทุกทางบกด้วย

จึงจำเป็นต้องเตรียมเจ้าหน้าที่บุคลากรเพิ่มขึ้นมากที่ด่านต่างๆ และต้องเพิ่มจำนวนตำรวจที่ต้องเตรียมไว้รับมือกับความชุลมุนวุ่นวายอาจถึงขั้นจลาจล

และนี่เป็นคำตอบว่า นายบอริส แถลงในวันเข้ารับงานที่บ้านเลขที่ 10 ว่า เขาจะเพิ่มตำรวจจำนวน 2 หมื่นนายทันทีเพื่อให้พอเพียงกับจำนวนที่ถูกตัดลดงบในรัฐบาลก่อนนั้น (ช่วงนายกฯ เดวิด คาเมรอน ซึ่งมีรมต.มหาดไทยคือนางเทเรซา เมย์ ได้ตัดลดงบตำรวจ และพนักงานดับเพลิงไปเป็นจำนวนหลายหมื่นคน?)

สมาคมขนส่งสินค้าอังกฤษ (FTA หรือ Freight Transport Association) ดูจะตะลึงกับรายงานรั่วครั้งนี้ เพราะพวกเขาไม่ได้รับการเตือนจากรัฐบาลว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนพลังงาน (ที่ใช้ขับเคลื่อนการขนส่งสินค้า) คือ คาดไม่ถึงว่าจะเกิดการขาดแคลนพลังงาน

คำอุทานของ ส.ส. Tom Brake จากพรรค LibDem ว่า รายงานลับที่รั่วออกมาจากรัฐบาลครั้งนี้ เผยให้เห็นความจริงอย่างล่อนจ้อนว่า มันคือ “สงคราม” ในยามบ้านเมือง “สงบ” ดีๆ นี่เอง!! และรัฐบาล (ของนายบอริส) เป็นตัวปัญหานำไปสู่เหตุการณ์ “สงคราม” ครั้งนี้เอง

รมต.ไมเคิล โกฟ ที่เคยเป็นคู่แข่งของนายบอริส และวันนี้ได้รับมอบให้จัดทำแผนปฏิบัติการรับมือการออกจากอียู โดยปราศจากข้อตกลงใดๆ ได้ออกมาปลอบสังคมอังกฤษว่า นี่เป็นรายงานเก่าแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ ทำขึ้นตั้งแต่สมัยนายกฯ เมย์ โน่น ซึ่งเป็นการพยายามกลบเกลื่อนไม่ให้เกิดอาการตกอกตกใจเกินเหตุ

แต่วันที่ของรายงานนี้ ลงวันที่ที่เสนอเข้าครม.ลับหลังจากนายบอริสเข้ารับตำแหน่ง เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วนี่เอง!

ที่สำคัญคือ มันรั่วออกมาตัดหน้าช่วงที่นายบอริสกำลังเดินทางไปเจรจาตัวต่อตัวกับผู้นำเยอรมนี และฝรั่งเศส เพื่อหาทางออกว่า อียู (ที่มี 2 ประเทศพี่ใหญ่สุดคือ เยอรมนี และฝรั่งเศส) จะยอมทำข้อตกลงใหม่กับอังกฤษหรือไม่ เพราะยุโรปเองก็จะรับสภาพใกล้จลาจลชุลมุนวุ่นวายตามท่าต่างๆ ไม่ต่างกับที่อังกฤษนั่นแหละ

ถ้าไม่ยอมทำข้อตกลงใหม่กับอังกฤษว่าจะสัมพันธ์กันอย่างไรหลังอังกฤษออกมาจากอียู โดยเฉพาะประเด็นที่นายบอริสยอมไม่ได้คือ นายบอริสต้องการให้ปิดพรมแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ โดยจะต้องตั้งด่านกั้นเพื่อตรวจตราทั้งสินค้าและการเดินทางของผู้คน

รมต.ไมเคิล โกฟ บอกว่า มันรั่วเพราะมีคนพยายามเจาะยางการเจรจาของนายบอริสกับผู้นำยุโรป ซึ่งน่าจะเป็นอดีตรมต.สมัยนายกฯ เมย์ นั่นเอง

สำหรับผู้นำฝ่ายค้านคือ หัวหน้าพรรคแรงงานนายเจรามี คอร์บิน ฉวยโอกาสออกมาถล่มรัฐบาลนายบอริสว่าสิ้นท่าแล้วที่ไม่สามารถทำข้อตกลงกับอียูได้ นายคอร์บิน เสนอให้สภารีบกลับมาจากพักร้อน เพื่อมาลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายบอริส (มีแต่ฝ่ายรัฐบาลจะเรียกประชุม ส.ส.ด่วนได้) แล้วถ้าสภามีมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีเวลาอยู่ 14 วันที่อาจจะตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมา-เพื่อจัดเลือกตั้งหลังช่วง 14 วันนั้น...นายคอร์บิน เสนอตัวเองเป็นนายกฯ ช่วงรัฐบาลชั่วคราวก่อนการยุบสภา และเตรียมจัดเลือกตั้งใหม่

แต่หัวหน้าพรรค LibDem ที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาลนายบอริส บอกว่า นายคอร์บินไม่มีลักษณะที่จะสมควรเป็นนายกฯ เฉพาะกาลนั้นได้ แต่น่าจะเป็นอดีตรมต.คลังท่านลอร์ดเคนเนธ คลาร์ก ที่เป็น ส.ส.อายุอาวุโสที่สุดของพรรคอนุรักษนิยม และดูท่าทีน่าเชื่อถือกว่านายบอริส และน่าเชื่อถือกว่านายคอร์บิน

ข้อเสนอของนายคอร์บิน คือ เขาจะจัดให้มีการลงคะแนน (ประชามติ) อีกครั้ง... เป็นประเด็นที่ตรงใจกับพรรค LibDem ที่ไม่อยากออกจากอียู เพื่ออาศัยมือ LibDem เพื่อช่วยกันกับพรรคแรงงาน ในการลงมติไม่ไว้วางใจนายบอริส ก่อน แล้วค่อยมาทำประชามติครั้งที่ 2 เรื่องจะอยู่หรือจะออกจากอียู

นาทีนี้ การออกจากอียูของอังกฤษ กำลังสร้างความไม่แน่นอนและมีผลอย่างมากต่อเศรษฐกิจของยุโรป จนประเทศต่างๆ ในยุโรป (รวมทั้งอังกฤษ) กำลังปริ่มๆ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (นำโดยเยอรมนีที่ตัวเลขค่อนข้างชัดถึงการชะลอตัว)

คงต้องติดตามดูฝีมือของนายบอริสว่าจะสามารถทำข้อตกลงใหม่กับอียูได้สำเร็จหรือไม่...ถ้าไม่สำเร็จ ก็น่าจะเกิด “สงคราม” ในยาม “สงบ” ได้ที่อังกฤษ และความโกลาหลทั่วยุโรป...ซึ่งจะมีผลต่อทั้งโลกได้ด้วย

กำลังโหลดความคิดเห็น...