xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**เบื้องหลังข่าวปล่อย "ฮั้วประมูลทุจริตสร้างคุก-ล็อกสเปกอุปกรณ์" ที่แท้ฝีมือขบวนการยืมมือ "การเมือง"ยิงปืนนัดเดียว หวัง"ล้มโครงการ -เลื่อยขาเก้าอี้ "ณรัชต์" อธิบดีกรม ราชทัณฑ์ .. "มาดามแป้ง" โพสต์ความในใจ "พี่เอ" ภูมิใจ ข้าราชการ=ข้าของแผ่นดิน

วันก่อนไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จู่ๆ ก็มีข่าว "ส่อฮั้วประมูล ทุจริตการก่อสร้างและล็อกสเปกอุปกรณ์ในส่วนงานระบบเสริมความมั่นคง" เรือนจำ 4 แห่ง ที่ นครนายก ระยอง นครศรีธรรมราช และพัทลุง ของกรมราชทัณฑ์ ปล่อยออกมา... ตามด้วยภาพ "ว่าที่ ร้อยตรี ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์" เลขานุการ รมว.ยุติธรรม และทีมงาน ลงตรวจพื้นที่ ที่ทัณฑสถานบางแห่งที่ถูกระบุทันที ตามคำสั่งของ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" รมว.ยุติธรรม
สืบไปสืบมา ต้นตอของเรื่องนี้เริ่มมาจากมีผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ส่งบัตรสนเทห์ถึง"รมว.สมศักดิ์" เพื่อร้องเรียน เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา แต่ในเนื้อหานั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง...
แว่วว่า เบื้องหลังของการร้องเรียนจริงๆ เป็นแค่หนึ่งในกระบวนการ "ตีข่าว" ให้เกิดกระแส โดยหวังจะยืมมือใช้ฝ่ายการเมือง เพื่อประโยชน์ที่ต้องการ !
ขบวนการนี้หวัง "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" นอกจากให้ฝ่ายการเมืองหาหนทางล้มเลิกโครงการแล้ว ยังหวังให้เรื่องนี้ "เลื่อยขาเก้าอี้" ตำแหน่งอธิบดี กรมราชทัณฑ์ ไปพร้อมกันด้วย ... เนื่องเพราะ ช่วงนี้เป็นช่วงจัดทำบัญชีโยกย้ายตำแหน่งสำคัญๆ ของหน่วยงานราชการ ไม่ปล่อยข่าวตอนนี้จะไปปล่อยตอนไหน...
ว่ากันว่า ตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ "พ.ต.อ.ณรัชต์" นั่งอยู่ มีผู้หมายปองกันหลายคน วิ่งกันฝุ่นตลบ พยายามจะจบดีลให้เสร็จภายในเดือนสิงหาฯ นี้
เรื่องจริงๆเป็นอย่างไร ? ต้องฟังจากปากของ "พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์" อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด
"พ.ต.อ.ณรัชต์" บอกว่าโครงการก่อสร้างเรือนจำ มีองค์ประกอบอยู่ 2 อย่าง คือ 1. ตัวอาคาร หรือโครงสร้าง และ 2. ระบบเสริมความมั่นคง เช่น ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด ระบบควบคุมการเข้าออก รั้วไฟฟ้าแรงสูง และ ระบบตัดสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อป้องกันผู้ต้องขังหลบหนี และป้องกันการลักลอบใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่เคยมี
ดังนั้น ระบบเสริมความมั่นคงจึงเป็นระบบที่สำคัญและเป็น "หัวใจ" ในการควบคุมผู้ต้องขัง อุปกรณ์เหล่านี้มีหลายยี่ห้อที่ผู้ประมูลจะสามารถนำมาเสนอได้ ผู้ร้องเรียนอาจ "มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ราคาต่ำที่สุด คือผู้ชนะโดยมิได้สนใจในความต้องการของกรมราชทัณฑ์" ที่ต้องการระบบเสริมความมั่นคง นำมาควบคุมผู้ต้องขังให้ได้ประสิทธิภาพ ไม่เป็นภัยต่อสังคม
ที่ยืนยันได้ว่า โครงการนี้โปร่งใสก็เพราะการประกวดราคาด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ทุกประการ ... ทุกขั้นตอน มีความโปร่งใส และยึดถือประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยังบอกด้วยว่า ยังไม่ได้รับคำสั่ง หรือข้อสั่งการจากกระทรวงยุติธรรมให้ชี้แจงเรื่องนี้ การออกข่าวในเชิงลบ และตั้งธงว่าอาจจะมีการทุจริต อาจ เป็นการชี้นำให้สังคมเข้าใจผิด ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ตลอดจนขวัญและกำลังใจ ของผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทุกคน
"เบื้องหลังของการร้องเรียน ที่อาจเป็นความพยายามของผู้ไม่ชนะการประมูลบางราย ยื่นเรื่องร้องเรียนขึ้นมา โดยใช้ฝ่ายการเมืองเป็นเครื่องมือ เพื่อหาหนทางล้มเลิกโครงการที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง ตามระเบียบของทางราชการทุกประการ ผมจึงไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเครื่องมือ ของขบวนการดังกล่าว" พ.ต.อ.ณรัชต์ ระบุ
ตั้งแต่ "พ.ต.อ.ณรัชต์" เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เมื่อ 1 ตุลาคม 2560 ได้ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัดตลอดมา จนได้รับรางวัลต่างๆมากมาย เช่น รางวัลการประเมินผลระดับคุณธรรม และความโปร่งใส จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รางวัลองค์กรที่ความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และ รางวัลหน่วยงานบริหารทรัพยากรบุคคลดีเด่น (ด้านความโปร่งใส ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล) จากสำนักงาน ก.พ. เป็นต้น
ว่ากันว่า "นโยบาย 3 ส." คือ สะอาด สุจริต และ เสมอภาค ที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนนี้ยึดถือเป็นหลักในการบริหารงาน และได้ตั้งปณิธานไว้ว่า จะไม่ซื้อขายตำแหน่ง ไม่ค้าขาย หรือมีประโยชน์ทับซ้อนกับทางราชการ และไม่เบียดเบียนผู้ใต้บังคับบัญชา ได้รับการยอมรับนับถือจากข้าราชการเพื่อนร่วมงานตลอดมา
"พ.ต.อ.ณรัชต์" ย้ำว่าโดยส่วนตัว มีความเคารพ และนับถือท่านรัฐมนตรีเป็นอย่างสูง แต่อยากเรียนเสนอให้มีการทบทวน และปรับปรุงแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่าง "ทีมงานฝ่ายการเมือง" กับ "ข้าราชการประจำ" ให้เป็นไปอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยยึดผลประโยชน์ของทางราชการเป็นหลัก ไม่เปิดประเด็นออกสื่อรายวัน โดยไม่สอบถามข้อเท็จจริง หรือเปิดโอกาสให้ทางส่วนราชการได้ชี้แจงอย่างเป็นกิจจะลักษณะเสียก่อน
ในไอจี panglamsam ของ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ เมื่อวานก็โพสต์สำทับในความเป็น "ข้าราชการ" ของสามี โดยระบุว่า.. "นานๆ ที จะได้มีโอกาสฟังความในใจของ "พี่เอ" พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ ว่าเค้ารู้สึกภาคภูมิใจ ที่ได้รับราชการมาตั่งแต่ปี 2526 ได้ทำงานร่วมทุกข์ร่วมสุข กับพี่น้องข้าราชการ ด้วยกันมานาน
"พี่เอ" บอกว่า ข้าราชการ คือข้าของแผ่นดิน ราชการ เป็นงานของแผ่นดิน
ข้าราชการจึงต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาถึงฐานะและหน้าที่ของตน ..นี่คือ ปณิธาน ที่หาญมุ่ง
หมายผดุง ยุติธรรม อันสดใส
ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด
ยังมั่นใจ รักชาติ องอาจครัน
(เพลงฝันอันสูงสุด)"
โดยมีผู้เข้ามาให้กำลังใจ กดถูกใจโพสต์นี้ของ "มาดามแป้ง" เป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่า ผู้คนเห็นด้วยว่า... ข้าราชการ=ข้าของแผ่นดิน.

** งานหนักของ"รัฐบาลลุงตู่" ที่ต้องเร่งหาทางปรับทัศนคติคนในชาติ ... เมื่อผลโพลออกมาว่า แม้จะชื่นชอบผลงานด้านคมนาคม ก่อสร้างของลุงตู่ แต่คนเกือบ 1 ใน 3 กลับยังเห็นว่า รัฐบาลที่มีคดีติดโกง ทำประโยชน์ส่วนรวมได้มากกว่ารัฐบาลที่ซื่อสัตย์...ซ้ำยังมีคนอีก 38.70% บอกว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะฝ่าวิกฤติการเมือง ณ วันนี้ไปได้

ขณะที่ "รัฐบาลลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มบริหารราชการแผ่นดินยังได้ไม่ถึงเดือน แต่ก็เจอ "มรสุม" จากฝ่ายค้านที่โหมกระหน่ำเข้ามา ทั้งเรื่องการกล่าวนำครม.ถวายสัตย์ฯ ไม่ครบถ้วน และ การแถลงนโยบายฯ โดยไม่ระบุจำนวนเงินงบประมาณ และที่มาของเงิน ที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ ตามนโยบายที่แถลง ... และขณะนี้ ฝ่ายค้านได้ยื่นญัติติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรธน. มาตรา 152 ต่อกรณีดังกล่าวแล้ว
เพื่อเป็นการ "วัดความนิยม" จากผลงาน "รัฐบาลลุงตู่" กับ รัฐบาลที่ผ่านๆมา ก่อนหน้านั้น สำนักวิจัย "ซูเปอร์โพล" โดย "ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา" ผอ.สำนักฯ จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ในเรื่อง ความต่างของผลงานระหว่างรัฐบาลที่ว่า ผลที่ออกมาปรากฏว่า ... ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 80.3 ระบุ ผลงานในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมาของ "รัฐบาลลุงตู่" ที่จับต้องได้ เช่น การก่อสร้างด้านคมนาคม อาทิ สถานีรถไฟฟ้าต่างๆ มอเตอร์เวย์ ทางต่างระดับปากช่องโคราช การต่อเติมสนามบิน เป็นสิ่งที่จับต้องได้ต่างจากรัฐบาลอื่น ในขณะที่ ร้อยละ 19.7 ระบุ ไม่มีผลงาน ไม่แตกต่างจากรัฐบาลอื่น
แต่มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ เกือบ 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่าง หรือ ร้อยละ 31.3 กลับบอกว่า "รัฐบาลที่มีคดีติดโกง" ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้มากกว่า"รัฐบาลที่ซื่อสัตย์"
ส่วนเรื่องที่ประชาชน อยากให้"รัฐบาลลุงตู่" เร่งดำเนินการมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องปากท้องเช่นเคย โดยผลสำรวจพบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 75.9 บอกอยากให้ แก้ปัญหาค่าครองชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ รองลงมาหรือร้อยละ 5.7 ระบุ แก้ปัญหายาเสพติด อันดับ 3 หรือ ร้อยละ 3.1 ระบุ ช่วยด้านการศึกษาของคนยากจน อันดับ 4 หรือ ร้อยละ 2.5 ระบุ การดูแลสุขภาพของประชาชน...
ผศ.ดร.นพดล ได้อธิบายถึงนัยที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้ว่า ... ทัศนคติของคนในชาติ เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายน่าจะหันมาเอาจริงเอาจัง กับการบริหารจัดการทัศนคติของคนในชาติ เพราะโพลครั้งนี้ ชี้ว่าคนเกือบ 1 ใน 3 เห็นว่า รัฐบาลที่มีคดีติดโกง ทำประโยชน์ส่วนรวมได้มากกว่ารัฐบาลที่ซื่อสัตย์ และคนกลุ่มนี้ มีจำนวนมากพอที่จะแผลงฤทธิ์ ออกมาปั่นกระแสชี้นำ และอาจสร้างความวุ่นวายในสังคมได้ และยิ่งประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเดือดร้อนหนัก เรื่องค่าครองชีพ รายได้ไม่พอกับรายจ่ายแล้ว ยิ่งจะทำให้ทัศนคติที่ดีของประชาชนส่วนใหญ่ ถูกทำลายได้ ดังนั้น "รัฐบาลลุงตู่" จึงต้องเร่งทำงานหนักขึ้นอีก เพื่อตอบโจทย์ให้ตรงความต้องการของประชาชน เพื่อป้องกัน และรักษาทัศนคติที่ดีของคนรุ่นใหม่ เอาไว้ให้ได้...
คราวนี้ลองมาดูผลการสำรวจของ "สวนดุสิตโพล" เกี่ยวกับ" 5อันดับ สถานการณ์การเมืองไทย" ดูบ้าง ว่าประชาชนกลุ่มตัวอย่าง เขาเป็นห่วงเรื่องอะไรมากที่สุด ... ปรากฏว่า อันดับ 1 ซึ่งมีจำนวนถึง 83.30% บอกห่วงเรื่อง เหตุการณ์ระเบิดในกทม. ตามมาด้วย 65.59% ห่วงการแก้ไขรธน. และ 64.94% ห่วงเรื่อง การวิวาทะระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ส่วนเรื่องการถวายสัตย์ฯ ของนายกฯ มีคนเป็นห่วง เพียง 56.60% เท่านั้น ส่วนเรื่องพรรคเล็กบางพรรค จกถอนตัวจากรัฐบาล เป็นห่วงแค่ 55.62%
ส่วนความเชื่อมั่นในการฝ่าวิกฤตการเมือง ของรัฐบาล ณ วันนี้ ผลออกมาน่าเป็นห่วง"รัฐบาลลุงตู่" มาก เพราะ 38.70% บอกว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่นว่าจะฝ่าวิกฤติการเมืองไปได้ ขณะที่อีก 36.06% บอกว่า ไม่เชื่อมั่น มีเพียง 5.97% เท่านนั้น ที่ตอบว่า "เชื่อมั่นมาก" และ 19.27% ค่อนข้างเชื่อมั่น
คำถามสุดท้าย ถามว่าทำอย่างไรการเมืองไทย ณ วันนี้ จึงจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้ 56.88% ตอบว่า ต้องหยุดการทะเลาะเบาะแว้ง ส่วน 49.32% บอกว่าต้องเห็นแก่ส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง มีเพียง 21.94% เท่านั้น ที่บอกว่า ต้องช่วยกันปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง บ้านเมืองจึงจะพ้นวิกฤติไปได้...
งานหนักของ "รัฐบาลลุงตู่" ณ วันนี้ นอกจากจะต้องปรับทัศนคติของคนในชาติว่า ... ต้องไม่เห็นดีเห็นงามกับการทุจริต คอร์รัปชันแล้ว ยังต้องฝ่าวิกฤติการเมืองที่อยู่เฉพาะหน้านี้ไปให้ได้...
------------
รูป- พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ - นวลพรรณ ล่ำซำ

-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา- นพดล กรรณิกา

กำลังโหลดความคิดเห็น...