xs
xsm
sm
md
lg

ถ้าไม่ยืดสัมปทานบีทีเอส ประชาชนได้อะไร

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
"โชกุน"

จบจากเรื่อง การขยายอายุสัมปทานทางด่วนของ บริษัททางด่วน และรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM แลกกับการยุติข้อพิพาทกับการทางพิเศาแห่งประเทศไทย คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาการขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้าบีทีเอส ก็หันมาตรวจสอบ การขยายสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส

จะถือว่า เป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารของ สส. ที่มักจะอ้างว่า เป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ได้ หรือ จะบอกว่า เป็นการใช้ความเป็น สส . ต่อรอง เพื่ออะไรบางอย่างกับเอกชนเจ้าของสัมปทาน ก็ไม่ผิด เพราะพฤติกรรมของนักการเมืองที่ผ่านมา ชวนให้เชื่อเช่นนั้น

คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ซึ่งมีนายวีระกร คำประกอบ สส. พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน และมีสส ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านร่วมเป็นกรรมการ สรุปว่า ไม่เห็นดว้ยกับ การยืดอายุสัมปทานบีทีเอส ด้วยเหตุผลสองข้อ

ข้อแรก คณะกรรมการที่เจรจากับบีทีเอส จนได้ข้อสรุปว่า ให้ยืดสัมปทาน แต่งตั้งโดยคำสั่ง คสช. ไม่ได้ดำเนินการตามพรบ. ร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน จึงไม่โปร่งใส

ข้อสอง ตัวแทนคณะกรรมการที่เข้าไปชี้แจงกับ คณะกรรมาธิการ ไม่สามารถทำให้ เชือ่ได้ว่า การยืดสัมปทานจะเป็นประโยชน์กับประชาชน และ กทม.

ข้อสรุปของ คณะกรรมาธิการ ในทางปฏิบัติไม่มีผลอะไร เพราะการต่ออายุสัมปทานให้บีทีเอส เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ต้นสังกัด กทม. ว่า จะให้ราคามากน้อยเพียงใด

คณะกรรมาธิการคงไม่รู้ หรือรู้แต่ทำเป็นไม่รู้ และไม่บอกกับประชาชนว่า ทำไมต้องมีการขยายสัมปทานบีทีเอส และถ้าไม่ขยาย จะเกิดอะไรขึ้น

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประกอบด้วย สามส่วน คือ ส่วนที่เป็นสัมปทานบีทเอส ส่วนต่อขายส่วนที่ 1 ล่วนต่อขยายส่วนที่ 2

สัมปทานบีทีเอส ที่จะมีการขยายอายุสัมปทาน คือ เส้นทางรถไฟฟ้าสายแรกของกรุงเทพ ที่ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2542 มีสองเส้นทาง จาก สนามกีฬาแห่งชาติ ไปถึง สะพานตากสิน และจากหมอชิตไปถึงอ่อนนุช กทม. ในยุคพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่า ให้สัมปทานกับบริษัทบีทีเอส โดยบีทีเอสลงทุนก่อสร้างเองทั้งหมด มีอายุสัมปทาน 30 ปี สิ้นสุดสัมปทานปี 2572 ปัจจุบันยังเหลือ สัมปทานอีก 9 ปี

ต่อมา กทม. โดยบริษัทกรุงเทพธนาคม สร้างส่วนต่อขยาย ส่วนที่ 1 สองเส้นทาง ต่อจากสะพานตากสิน ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงบางหว้า อีกเส้นหนึ่งจาก อ่อนนุช ไปถึงซอบแบริ่ง จ้าง บีทีเอส เดินรถ รายได้ที่เก็บ 15 บาท ต่อเที่ยวในส่วนขยายนี้ เป็นของ กทม.
หลังจากนั้น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ลงทุนสร้างส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 ยืดเส้นทางให้ยาวออกไปอีก จากแบริ่งไปถึงสมุทรปราการ ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว และจากหมอชิตไปถึง คูคต ซึ่งขณะนี้ เปิดทดลองใช้ สถานีลาดพร้าวอันเป็นสถานีแรกของ ส่วนต่อขยายส่วนที 2 นี้

ในช่วงที่ คสช. ยึดอำนาจไม่นาน กทม. ต้องการเอา ส่วนต่อขยายส่วนที่ 2 ซึ่งรฟม ลงทุนก่อสร้างไปแล้ว มาบริหารเอง เพราะเป็นเส้นทางที่ต่อเนื่องกับรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่มีอยู่แล้ว ครม. ในตอนนั้นอนุมัติ แต่กทม. ต้องจ่ายค่าลงทุนก่อสร้าประมาณ 1 แสนล้านบาท คืนให้กับ รฟม.

กทม. อ้างว่า ไม่มีเงิน ในตอนแรกจะขอให้รัฐบาลรับภาระตรงนี้ไป แต่กระทรวงการคลังไม่ยอม เพราะเป็นโครงการของ กทม. กทม. จึงเจรจากับ บีทีเอส ให้ช่วยรับภาระหนี้ ไป โดยแลกกับการขยายสัมปทานบีทีเอส ออกไปอีก 30 ปี หลังจากสัมปทานเดิมหมดอายุลงในปี 2572 และรวบเอา ส่วนต่อขยายส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างบีทีเอสเดินรถ มารวมเป็นสัมปทานเดียวกัน

ดูข้อมูลเพียงแค่นี้ เหมือน บีทีเอส จะได้ประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะสัมปทานที่เหลืออเพียง 9 ปี และเป็นเส้นทางที่ทำรายได้วันละหลายล้านบาท จะได้รับการต่ออายุไปอีกถึง 30 ปี แต่บีทีเอสไม่ได้ไปฟรีๆ เพราะต้องจ่ายหนี้ให้ รฟม. แทน กทม. อีกประมาณ 1 แสนล้านบาท

นอกจากนั้น ยังมีเงื่อนไขว่า ค่าโดยสารตลอดสายต้องไม่เกิน 65 บาท ซึ่งหากไม่มีการรวบส่วนต่อขายทั้งสองส่วนให้เป็นสัมปทานเดียวกัน มีผู้ให้บริการรายเดียวคือ บีทีเอสแล้ว ค่าโดยสารตลอดสายจะสูงถึง 158 บาท การเดินทางจากปากน้ำหรือจากสะพานใหม่มาสยามสแควร์ ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าโดยสารสูงถึง 100 บาท หรือมากกว่า

สส. คนหนึ่ง ในคณะกรรมาธิการ บอกว่า ถ้าไม่ต่อสัมปทาน เมื่อหมดสัมปทานแล้ว รถไฟฟ้าบีทีเอสช่วง หมอชิต -อ่อนนุช และสนามกีฬา -สะพานตากสิน จะเป็นของ กทม. ซึ่งสามารถลดค่าโดยสารให้ถูกลงได้ แต่นั่นคือ ต้องรออีก 9 ปี และเมื่อถึงเวลานั้น แน่ใจหรือว่า กทม. จะลดราคาลงมาเหลือ 15 หรือ 20 บาทตลอดสาย

คนพูดจะพูดอย่างไรก็ได้ให้ดูสวยงาม เพราะไม่ใช่คนปฏิบัติ

ปัจจุบัน แค่ระยะทางสั้นๆ ของส่วนต่อขยาย คือ จากสะพานตากสิน ไปบางหว้า และ จากอ่อนนุช ไปแบริ่ง กทม. ยังคิดค่าโดยสาร 15 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ กทมซ. ต้องให้เงินอุดหนุนปีละ 1 พันล้านบาท

คณะกรรมาธิการยังไม่ได้บอกว่า ถ้าไม่ยืดอายุสัมปทานบีทีเอส ให้ กทม. ทำเองเมื่อหมดสัมปทานอีก 9 ปีข้างหน้า กทม. จะมีปัญญาจ่ายหนี้ 1 แสนล้านบาท ให้ รฟม.หรือไม่ จะเอาเงินมาจากไหน

คำสั่ง คสช. ในเรื่องนี้ ต้องการแก้ไขปัญหาเรื่อง การเดินรถให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โครงข่ายเดียวกัน โดยให้มีผู้เดินรถรายเดียว เพื่อให้ราคาค่าโดยสารถูกลง และเพื่อแก้ปัญหาหนี้ ของ กทม.ที่ต้องจ่าย คืน รฟม. จึงใช้มาตรา 44 ยกเว้นการปฏิบัติตาม พรบ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

เป็นสูตรการแก้ปัญหาเดียวกันกับ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ที่ให้ บีอีเอ็ม เดินรถต่อเนื่องเพียงรายเดียว ทำให้เปิดเดินรถได้เร็ว และค่าโดยสารไม่เกิน 42 บาท ตลอดสาย

สิ่งที่บีทีเอสได้ไปคือ ยืดสัมปทานออกไปอีก 30 ปี แลกกับ การรับหนี้ 1 แสนล้านแทน กทม. และลดราคาค่าโดยสารตลอดสาย 65 บาท สิ่งที่ กทม. ได้คือ ไม่ต้องหาเงิน 1แสนล้านบาทมาจ่ายหนี้ รฟม. สิ่งที่ประชาชนได้คือ การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียว ระยะทางเกือบ 70 กิโลเมตร ในราคาไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย


กำลังโหลดความคิดเห็น...