xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ปรากฏการณ์ฮ่องกงโมเดล สะท้อนภาพ “อนาคตใหม่” ไทยโมเดล??

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สถานการณ์ความวุ่นวายและโกลาหลเข้าขั้น “วิกฤต” ซึ่งเกิดขึ้นที่ “เกาะฮ่องกง” กำลังเป็น “โมเดล” ที่สังคมโลก รวมทั้งสังคมไทยเฝ้าติดตามอย่างไม่วางตาว่า จะนำพาหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับการปกครองแบบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ไปในทิศทางไหน

ทั้งนี้ เนื่องเพราะวิกฤตการณ์ฮ่องกงได้ขยายวงกว้างออกไปและมีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิด “ความรุนแรง” มากกว่าที่เห็นเป็นอยู่ตามมาได้ โดยเฉพาะภายหลังจากที่ “รัฐบาลสี จิ้น ผิง” ส่งสัญญาณเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมว่า “ผู้ที่เล่นกับไฟย่อมทำลายตัวเอง” พร้อมระบุด้วยว่า ขณะนี้มี “กองกำลังต่อต้านจีน” เป็น “ผู้บงการอยู่เบื้องหลัง” กลุ่มผู้ประท้วง

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ฮ่องกงโมเดล” ก็เป็นที่น่าจับตาว่า จะแผ่อิทธิพลความคิดมายังประเทศไทยภายในระยะเวลาอันใกล้หรือไม่ อย่างไร เพราะจะว่าไปสถานการณ์การเมืองภายในประเทศไทย ณ เวลานี้ ก็มีความแตกแยกทางความคิดออกเป็น 2 ขั้วและยากที่จะประสานเป็นเนื้อเดียวกันได้

สภาวะ “สงครามสีเสื้อ” ยังคงคุกรุ่นอย่างไม่เสื่อมคลาย

ขณะที่สถาบันทางการเมือง โดยเฉพาะ “พรรคการเมือง” ก็แบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่ายไม่ต่างกัน

กระทั่งกล่าวได้ว่า เป็นความขัดแย้งที่ยากจะลงรอย

กล่าวสำหรับวิกฤตความขัดแย้งในฮ่องกงนั้น กลุ่มผู้ประท้วงได้นัดชุมนุมต่อต้านทุกสุดสัปดาห์เป็นระยะเวลายาวนานมาถึง 9 สัปดาห์ โดยเริ่มจากการประท้วงต่อต้าน “กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ก่อนที่จะเป็นการเรียกร้องให้ แคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ลาออก

จากนั้น สถานการณ์ก็ลุกลามออกไปเรื่อยๆ แม้ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวจะถูกระงับการพิจารณาในสภาของฮ่องกงแล้ว แต่ผู้ชุมนุมยังคงต้องการให้ถอดถอนกฎหมายดังกล่าวออกไปอย่างถาวร รวมถึงให้มีการพิจารณาคดีตำรวจที่ใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม และนิรโทษกรรมต่อผู้ประท้วงที่ถูกจับกุมตัวด้วยข้อหาจลาจลด้วย

ที่สำคัญคือ การประท้วงได้ขยายวงกว้างไปถึงการท้าทายอำนาจของรัฐบาลจีน โดยมีการปิดกั้นเส้นทางคมนาคมทั้งถนน อุโมงค์ และรถไฟใต้ดิน และการล้อมสถานีตำรวจและสถานที่ราชการ รวมถึงการท้าทายรัฐบาลจีนด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ และเรียกร้องการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มใบ

จาง เสี่ยวหมิง ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊า ที่ขึ้นต่อคณะรัฐมนตรีจีน และถือเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่อาวุโสที่สุดซึ่งควบคุมดูแลกิจการฮ่องกง กล่าวระหว่างการประชุมที่เมืองเซินเจิ้น นครในมณฑลกวางตุ้งซึ่งตั้งอยู่ติดกับฮ่องกงว่า วิกฤตการณ์ฮ่องกงที่ดำเนินต่อเนื่องมาถึง 60 วันกำลังเลวร้ายลงทุกที ทั้งในส่วนความรุนแรงและผลกระทบต่อสังคม กระทั่งอาจพูดได้ว่า ฮ่องกงกำลังเผชิญสถานการณ์รุนแรงที่สุดนับจากที่อังกฤษส่งมอบคืนดินแดนแห่งนี้ให้แก่จีนเมื่อ 22 ปีที่แล้ว

ภาพความรุนแรงปรากฏชัดในการชุมนุมสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย “ประชาชน” ที่อยู่คนละฝ่ายได้ ก้าวข้ามขีดความอดทน ด้วยการเลือกใช้ความรุนแรงทำร้ายกันเอง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ “นอร์ธพ้อยท์” ซึ่งกลุ่มชายฉกรรจ์ ใช้ไม้พลองยาวไล่ตีผู้ประท้วงกลางถนนขณะเดินผ่านจุดดังกล่าว จนกลายเป็นการยกกลุ่มทำร้ายกันเต็มรูปแบบ จนทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นจนเกินกว่าควบคุม

หรือพฤติกรรมของ “กลุ่มชายเสื้อขาว” ที่ควงกระบอง แห่ไปที่สถานีรถไฟหยวนหลง (Yuen Long) กรูเข้าไปในขบวนรถไฟ ใช้ท่อเหล็ก ท่อนไม้ และวัตถุอื่นๆ หวดตีกลุ่มผู้โดยสาร จนมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ การสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบว่ากลุ่มม็อบเสื้อขาว ซึ่งบางคนโบกธงชาติจีนและป้าย เขียนว่า “พิทักษ์หยวนหล่าง ปกป้องแผ่นดินของเรา” เป็นกลุ่มคนที่มีความเกี่ยวโยงกับแก๊งมาเฟีย 14K และ แก๊งเหอเซิ่งเหอ (Wo Shing Wo)

แก๊ง 14K เป็นกลุ่มอันธพาลที่มีชื่อเสียงกระฉ่อน มีเครือข่ายทั่วโลก ในช่วงทศวรรษที่ 90 ถือเป็นแก๊งจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนแก๊งเหอซิ่งเหอเป็นกลุ่มใต้ดินที่เก่าแก่ถึง 100 กว่าปี รายได้หลักมาจากการเก็บค่าคุ้มครองตลาดสินค้ามือสองและค้ายาเสพติด

อย่างไรก็ดี แม้ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า “ใครคือ Mastermind” ซึ่งอยู่เบื้องหลังการออกมาของคนกลุ่มนี้ แต่ข้อมูลจากหลายสายก็ระบุตรงกันว่า บรรดาแก๊งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงรัฐบาลที่กรุงปักกิ่ง รวมทั้งมีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและนักธุรกิจชั้นนำของฮ่องกง

ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งยังได้ลามออกนอกประเทศอีกด้วย ดังเหตุจลาจลที่ มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ในเมืองบริสเบน ของออสเตรเลีย ที่เกิดการปะทะระหว่างนักศึกษาชาวจีนและนักศึกษาฮ่องกง ซึ่งรวมตัวชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย รวมถึงสนับสนุนการประท้วงร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปจีน

นอกจากนั้นยังมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ ชาวฮ่องกงบางคนใช้สเปรย์สีดำพ่นทับตราสัญลักษณ์ของฮ่องกง แล้วชูธงชาติสหราชอาณาจักรหรือธงอังกฤษเหนือตราดังกล่าวในการชุมนุมเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา อันนำมาซึ่งคำถามมากมาย

ชาวฮ่องกงยินดีปรีดาในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในยุคอาณานิคมที่อังกฤษปกครอง เช่นนั้นหรือ

ชาวฮ่องกงมิได้มีจิตสำนึกในเรื่องความเป็น “คนจีน” เฉกเช่น “คนจีนโพ้นทะเล” ในอดีตเช่นนั้นหรือ

มีใครบงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่

มีการจัดฉาก มีการสร้างสถานการณ์หรือมีปัจจัยอะไรนอกเหนือกว่านี้

มีการคาดการณ์กันว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่า รัฐบาลปักกิ่งอยู่เบื้องหลัง หรือปล่อยให้สถานการณ์ในฮ่องกงดำเนินไปในลักษณะดังกล่าวกระทั่งสุกงอมเพียงพอที่จะมีการ “จัดจารีตใหม่” ในดินแดนภายใต้การปกครองแห่งนี้

สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากการที่ “หยาง กวง” โฆษกประจำสำนักงานกิจการฮ่องกงและมาเก๊าระบุว่า มีกองกำลังต่อต้านจีนเป็น “ผู้บงการอยู่เบื้องหลัง” กลุ่มผู้ประท้วงแล้ว ก็คือการที่เขาเรียกร้องให้ชาวฮ่องกงออกมาปกป้อง “บ้านอันสวยงาม” ของพวกเขา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ยุทธวิธีจัดการแบบ “ม็อบชนม็อบ” อาจถูกนำมาใช้ก็เป็นได้

ขณะที่ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ยังไม่ได้ออกมาแทรกแซงใดๆ หลังจากที่การประท้วงเริ่มต้นขึ้นในเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์ที่แล้วกองทหารรักษาการณ์ของพีแอลเอได้ออกวิดีโอแสดงการฝึกซ้อม “ปราบจลาจล” และผู้บัญชาการระดับสูงเตือนว่า การก่อความรุนแรงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยเด็ดขาด

สำนักประสานงานของรัฐบาลกลางประชาชนในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งเป็นหน่วยงานสูงสุดของรัฐบาลปักกิ่งบนเกาะฮ่องกง ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมว่า แผ่นดินใหญ่มอบความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการดำเนินการของคณะผู้บริหารฮ่องกงชุดปัจจุบันของนางแคร์รี แลม ในการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมและการรักษาความสงบของบ้านเมือง

แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก็คือ จีนตราหน้าเจ้าหน้าที่อเมริกันโดยไม่มีหลักฐานว่า เป็นมือลึกลับที่ปลุกปั่นให้ฮ่องกงปั่นป่วนเพื่อพยายามขัดขวางการพัฒนาของจีน ซึ่งก็มีเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้สูง เนื่องเพราะขณะนี้เกิดความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างทั้ง 2 ประเทศจนนำไปสู่การทำสงครามการค้าและสงครามค่าเงินที่สั่นสะเทือนโลก

อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องกงและจีนนั้นมีประเด็นร้อนๆ ที่ระอุขึ้นอยู่บ่อยครั้งหลังพ้นจากอ้อมอกอังกฤษ และมาปะทุให้เห็นในการ “ปฏิวัติร่ม” ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้วและส่งสัญญาณความไม่พอใจของคนฮ่องกงที่มีจีนแผ่นดินใหญ่อย่างชัดเจน

ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่า ฮ่องกง ณ เวลานี้ไม่เหมือนเมื่อครั้งในอดีตอีกต่อไป กล่าวคือ เมื่อจีนเปิดประเทศแล้ว ฮ่องกงก็ก้าวสู่ภาวะถดถอย ต้องพึ่งพาแผ่นดินใหญ่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ทัวร์จีนที่เข้ามาเที่ยวฮ่องกงมากที่สุดในสัดส่วนถึง 78.4% และผู้ที่ออกมาประท้วงคือวัยรุ่นที่เริ่มตระหนักว่าเศรษฐกิจฮ่องกงหมดอนาคตแล้ว

สภาพชีวิตของหนุ่มสาวฮ่องกงยุคนี้ไม่เหมือนเดิม ไม่ได้มีรายได้ติดอันดับต้นๆ ของโลกเหมือนกับคนรุ่นพ่อแม่

ความโกลาหลในฮ่องกงจึงเต็มไปดัวยความซับซ้อนซ่อนเงื่อน และไม่อาจคิดในลักษณะชั้นเดียวเชิงเดียวได้

ทว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับจีน ถ้าหากจะใช้ไม้แข็งกับฮ่องกงที่ดำรงสถานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจระดับโลก ทั้งการเงินการธนาคาร การขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ “ตลาดหุ้นหั่งเส็ง” หรือตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก รวมทั้งแรงกดดันจาก “ธุรกิจจากต่างประเทศ” ที่ลงหลักปักฐานในฮ่องกงมาอย่างยาวนาน

และการจัดการกับ “ม็อบเรือนแสน” ที่ฮ่องกง ก็อาจทำไม่ได้เหมือนที่เคยใช้กับ “เทียนอันเหมิน” เมื่อปี 1989

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย....

แม้สัญญาณการชุมนุมประท้วงเฉกเช่นในอดีตหรือเฉกเช่นฮ่องกงจะยังไม่ปรากฏในห้วงเวลานี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งทางการเมืองยังคง “ดำรงอยู่” อย่างไม่เสื่อมคลาย แถมแต่ละฝ่ายก็มีจำนวนไม่น้อยที่แปรสภาพเป็น “ติ่ง” โดยใช้อารมณ์เป็นตัวขับเคลื่อนมากกว่าเหตุผลอีกต่างหาก

“ระบอบทักษิณ” ที่มีเป้าหมายในการสถาปนา “รัฐไทยใหม่” ต้องการมี “ประชาธิปไตยเต็มใบ” แม้จะอ่อนแรงลงไปพอสมควร แต่แฟนคลับก็ไม่ได้ลดจำนวนลงแต่อย่างใด

“พรรคเพื่อไทย” ยังคงได้รับเลือกตั้งกลับมาด้วยจำนวน ส.ส.สูงสุด และถ้าไม่เกิดความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์กับ “พรรคไทยรักษาชาติ” ก็ไม่แน่นักว่า พวกเขาอาจสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ขณะที่ “กลุ่มคนรุ่นใหม่” ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องเพราะได้สะท้อนความคิดและจุดยืนผ่านการเลือกตั้งออกมาชัดเจนผ่าน “พรรคอนาคตใหม่” ที่นำโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล”

ที่สำคัญคือแนวทางในการขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรค ก็เดินไปในแนว “ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ” เพื่อให้ต่างชาติกดดันรัฐบาลที่พวกเขามองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย หรือสืบทอดอำนาจ คสช. ซึ่งคล้ายๆ กับสิ่งที่ “โจชัว หว่อง” แกนนำคนสำคัญของม็อบฮ่องกงดอดไปพบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ รวมทั้งมีการกล่าวหาว่า ผู้ประท้วงบางคนรับเงินจากองค์กรต่างชาติ

และสหรัฐฯ เองก็ประกาศชัดเจนว่าสนับสนุนม็อบฮ่องกงอย่างออกนอกหน้า กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงการณ์ระบุว่า “จีนขอให้สหรัฐฯ หยุดการแทรกแซงทุกอย่างต่อกิจการของฮ่องกงในทันที และยุติการกระทำที่จะส่งผลกระทบต่อความเจริญรุ่งเรืองและเสถียรภาพของฮ่องกง”

สิ่งที่ต้องขบคิดกันต่อไปก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในประเทศไทยอาจมีแนวความคิดไปในท่วงทำนองเดียวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ในฮ่องกง ซึ่งกูรูทางการเมืองหลายคนวิเคราะห์ว่า การเมืองไทยและฮ่องกงมีพัฒนาการและมีความคล้ายคลึงกันมากๆ แม้มีบริบททางการเมืองของสองประเทศจะมีความแตกต่างกันก็ตาม

และประเด็นที่อาจเป็นจุดร่วมของคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย เห็นทีจะหนีไม่พ้นเรื่อง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่พรรคอนาคตใหม่และพรรคฝ่ายค้านยึดถือเป็นธงนำและพร้อมจะรณรงค์ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งแม้ขณะนี้จะยังไม่ถึง “จุดแตกหัก” แต่ก็เป็นเชื้อปะทุที่รอวันสำแดงอาการและระเบิดออกมา โดยมี “ความผิดพลาด” ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นตัวเร่ง และเปิดโอกาสให้การเมืองเคลื่อนจากรัฐสภาไปสู่ “ท้องถนน” อีกครั้ง

และนั่นถือเป็นสิ่งปกติในสังคมประชาธิปไตย

ดังนั้น ถ้ารัฐบาล “ลุงตู่” เข้าใจและสร้างผลงานให้เป็นที่ปรากฏ ไร้ปัญหาการทุจริต พร้อมทั้งสร้างบรรทัดฐานในการสร้างธรรมาภิบาลอันดี การเคลื่อนขบวนการเมืองสู่ท้องถนนก็จะไม่บังเกิด

ดังนั้น ฮ่องกงโมเดล จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สังคมไทย ทั้ง “ฝ่ายอำนาจรัฐ” และ “คนรุ่นใหม่” จำต้องเรียนรู้และนำมาเทียบเคียงกับสถานการณ์ทางการเมืองของไทยเพื่อมิให้สถานการณ์ย่ำรอยไปในลักษณะนั้น

ฝ่ายอำนาจรัฐต้องเข้าใจว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่มีความคิดทางการเมืองที่ไม่เหมือนกลุ่มคนรุ่นพ่อแม่ แม้จะไม่เหมือนกลุ่มคนรุ่นเก่าและใหม่ในฮ่องกงที่มีเสรีภาพมาอย่างยาวนานด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้เช่นกัน

ที่สำคัญคือ หวังว่า สังคมไทยในวันข้างหน้าจะมีทางออกที่ดีกว่าที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงในเวลานี้ ไม่เช่นนั้น “อนาคตใหม่ของประเทศไทย” อาจจะกลายเป็น “อนาคตไหม้” ก็เป็นได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...