xs
xsm
sm
md
lg

สงครามการค้า-สงครามการเงิน...และสงครามเลือด?

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


เฉพาะแค่ “สงครามการค้า” ระหว่างจีนกับอเมริกา...ที่ไม่เพียงหาข้อยุติแทบไม่ได้ แต่ยังออกอาการแรงขึ้นๆ จนนำไปสู่การประกาศขึ้นภาษีศุลกากรสินค้าจีนคราวล่าสุด อีก 10 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสินค้าประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ ก็เล่นเอา “ตลาดหุ้น” ทั่วโลก ตกจากหอคอย่น ออกอาการเละเทะปานประดุจเต้าหู้ตกโต๊ะเอาเลยก็ว่าได้...

ตลาดหุ้นดาวโจนส์ลดลงไป 580 จุด หรือประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ เอสแอนด์พี 500 และแนสแด็ก ลดลงไป 2 เปอร์เซ็นต์และ 1.3 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ นิเคอิของญี่ปุ่นลดไป 1.7 เปอร์เซนต์ ฮั่งเส็งฮ่องกงลดไปถึง 2.85 เซี่ยงไฮ้คอมโพสิทลดไป 1.62 ตลาดหุ้นลอนดอนวูบไป 2.78 ตลาดหุ้นฝรั่งเศส (CAC 40) ร่วงไป 2.26 เปอร์เซ็นต์ แดกซ์เยอรมนีร่วงไปกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ฯลฯ เรียกว่า...ด้วยฤทธิ์เดชของ “ทรัมป์บ้า” เล่นเอา “บ้ากันไปทั้งโลก” อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ แต่ไม่เพียงเฉพาะ “สงครามการค้า” ที่อเมริกาออกอาการ “บ้าแล้ว...บ้าอีก” การงัดเอา “ลูกบ้า” เที่ยวล่าสุด ด้วยการออกมาป่าวประกาศอย่างเป็นทางการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จัดให้จีนกลายเป็น “ประเทศปั่นค่าเงิน” ก็ยิ่งทำให้ใครต่อใครต้อง “บ้าหนัก” ยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากความหวาดหวั่นขวัญสยอง ว่า “สงครามการเงิน” มันอาจอุบัติขึ้นมาในอีกไม่นาน-ไม่ช้า นับจากนี้...

คือการที่ “ค่าเงินหยวน” รูดไถลลงไปรวดเดียวถึง 7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อช่วงวันจันทร์ (5 ส.ค.) ที่ผ่านมา หรือหลังจากรัฐบาลอเมริกาประกาศการขึ้นภาษีสินค้าเที่ยวล่าสุด ถ้าว่ากันตามความคิด ความเห็นของนักการเงินและนักลงทุนระดับ “ตำนาน” อย่าง “นายจิม โรเจอร์ส” (Jim Rogers) อดีตผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน “Quantum Fund” และประธานกรรมการบริษัท “โรเจอร์ โฮลดิ้งส์” ในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ย่อมถือเป็น “ปรากฏการณ์ปกติ” ซึ่งไม่น่าจะเกี่ยวกับการ “ปั่นค่าเงิน” ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย ดังข้อความที่กูรู กูรู้ รายนี้ได้ให้ความเห็นไว้กับสำนักข่าว “RT” เมื่อช่วงวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมานั่นแหละว่า...

แต่แทนที่คุณพ่ออเมริกา ท่านจะเห็นว่าเป็นเรื่อง “ปกติธรรมดา” หรือเห็นว่าการลดค่าของเงินหยวนลงไปถึง 7 เปอร์เซ็นต์ย่อมถือเป็น “ปรากฏการณ์โดยปกติ” เพราะจีนเองก็ดูจะไม่ได้ “แฮปปี้” ต่อการลดลงของค่าเงินหยวนแบบฮวบๆ ฮาบๆ มากมายสักเท่าไหร่นัก ธนาคารกลางของจีนเขาถึงได้โดดเข้ามาประคับประคองค่าเงินของตัวเองให้กลับเข้าสู่จุดปกติได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้คุณพ่ออเมริกา “หายบ้า” เอาเลยแม้แต่นิด การตั้งข้อกล่าวหาว่าจีนพยายาม “ปั่นค่าเงิน” ตัวเองแม้ว่าเคยมีมาโดยตลอด หรือเคยเป็นคำพูดที่ออกจากปากผู้นำอเมริกัน อย่าง “ทรัมป์บ้า” มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่ถึงกับถือเป็น “การกล่าวหาอย่างเป็นทางการ” เหมือนอย่างครั้งนี้ ที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เป็นผู้ออกมาตั้งข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง...

ดังนั้น...โดย “ปฏิกิริยา” ของธนาคารกลางจีน จึงออกจะรุนแรงเอามากๆ ดังแถลงการณ์ของธนาคารที่เผยแพร่เอาไว้เมื่อช่วงวันอังคาร ( 6 ส.ค.) ที่ผ่านมา คือถึงกับสรุปเอาไว้ว่า... “การกล่าวหาของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นการสร้างความเสียหายให้กับระเบียบโลกและสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อตลาดโลก เพราะไม่เพียงแต่เป็นการบ่อนทำลายระเบียบทางการเงินระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการจุดชนวนให้เกิดความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินอีกด้วย” ซึ่งการแสดงออกถึงปฏิกิริยาในลักษณะเช่นนี้ของจีน ก็คงไม่ถึงกับถือเป็นตีโพย ตีพายอะไรมากมาย เพราะโดยลักษณะอาการ หรือโดยท่าทีรัฐบาลอเมริกัน ออกจะโน้มเอียงไปสู่การคิดอาศัยข้อกล่าวหาในเรื่อง “การปั่นค่าเงิน” เป็นเครื่องมือในการเล่นงานประเทศต่างๆ ไม่ใช่แต่เฉพาะจีนเท่านั้น มันก็ก่อเค้า ก่อลาง ให้เห็นมานานแล้ว...

ถึงขั้นกระทรวงพาณิชย์อเมริกัน เตรียมขึ้นบัญชีรายชื่อ หรือเตรียมจัดทำ “แบล็กลิสต์” สำหรับประเทศที่อยู่ในข่าย ว่าอาศัย “อัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม” ในการค้าขายกับสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบและเป็นกิจการมาตั้งแต่หลายต่อหลายเดือนที่แล้ว โดยไม่ว่ามิตรหรือศัตรูของอเมริกาต่างต้องตกอยู่ในข่ายกันโดยถ้วนหน้า คือไม่ใช่แค่ประเภทจีน รัสเซีย อิหร่าน ตุรกี ฯลฯ เท่านั้น แต่ยังลามไปถึงญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี อิตาลี ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ฯลฯ ชนิดใครก็ตามที่ได้เปรียบดุลการค้ากับอเมริกา หนีไม่พ้นต้องถูกจับไปขึ้น “แบล็กลิสต์” กันไปเป็นแถบๆ ความพยายามที่จะได้เปรียบดุลการค้าประเทศอื่นๆ หรือไม่คิดจะเสียเปรียบใคร ไม่ว่าหน้าไหนต่อหน้าไหนเอาเลยก็ตาม หรือความต้องการที่จะให้ “อเมริกามาก่อน” ในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ กรณีนั่นเอง ที่ทำให้ “สงครามการค้า” มันมีโอกาสที่จะลุกลามบานปลาย กลายเป็น “สงครามการเงิน” ได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์...

เหมือนอย่างครั้ง “สงครามการเงิน” ก่อนช่วง “สงครามโลกครั้งที่ 2” นั่นแหละทั่น...ด้วยเหตุเพราะการถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่เรียกๆ กันว่า “The Great Depression” ในช่วงปี ค.ศ. 1929 อันทำให้เศรษฐกิจแต่ละประเทศต้องซบเซา ส่งอะไรไปขายแทบไม่ได้ การ “แข่งกันลดค่าเงิน” เพื่อเพิ่มอำนาจการแข่งขัน และเพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ มันจึงก่อให้เกิดประวัติศาสตร์สงครามการเงิน ที่สุดท้ายก็นำไปสู่ “สงครามเลือด” หรือ “สงครามโลกครั้งที่ 2” จนได้ กว่าที่จะจัดระเบียบฟื้นฟูระเบียบขึ้นมาใหม่อย่างเป็นงาน เป็นการ ก็ต้องรอไปถึงปี ค.ศ. 1971 หรือจนเมื่อเกิดมาตรฐานทางการเงินที่เรียกว่า “Bretton Woods System” มันถึงจะพอหายป่วน หายบ้า กันไปได้มั่ง...

ดังนั้น...ถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างมันบานปลาย ปลายบานไปสู่ “สงครามการเงิน” ขึ้นมาจริงๆ โอกาสที่จะ “ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย” กันไปทั่วทั้งโลก จึงมีความเป็นไปได้ไม่น้อยทีเดียว ขนาดประเทศเล็กๆ อย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรก็เขาด้วยเลย มาถึง ณ วันนี้...ก็แทบ “หายใจทางเหงือก” ไปแล้วก็ว่าได้ ถึงขั้นประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวอย่างเป็นงาน เป็นการ ไปเมื่อวันวาน ว่าถ้าหาก “ค่าเงินบาท” ที่แข็งโด่เด่ปานประดุจรับประทานยาไวอะกร้าเข้าไปเป็นกำๆ หรือแข็งเพราะการไหลเข้ามาของเงินทุน เพื่ออาศัยเป็นที่ “พักเงิน” หรือที่ที่พอจะทำกำไรได้เล็กๆ น้อยๆ เกิดแข็งขึ้นไปถึงระดับ 28-29 บาทต่อดอลลาร์ขึ้นมาเมื่อไหร่ การ “ส่งออก” ที่ติดลบไปแล้วถึง 2.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หรืออาจติดลบ 1 เปอร์เซ็นต์ไปตลอดปีนี้ ย่อมมีสิทธิ์หัวทิ่ม-หัวตำหนักขึ้นไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ อีกทั้ง...จากสงครามการค้าที่กำลังทำท่ากลายเป็นสงครามการเงินเข้าไปทุกที มันยังทำให้ “คำเตือน” ของอดีตนักสังคมนิยมชาวอเมริกัน อย่าง “Eugene Victor Debs” ซึ่งเคยเตือนเอาไว้ตั้งปี ค.ศ. 1918 โน่นเลยว่า... “Sooner or later every war of trade becomes a war of blood.” หรือ “ไม่เร็ว-ก็ช้า...ที่สงครามการค้าทุกครั้งต้องกลายเป็นสงครามเลือด” ยิ่งเป็นอะไรที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้น...
กำลังโหลดความคิดเห็น...