xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ ‘ลุง’ โดนลองของ...ลูบคม

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์


รัฐบาลลุงป็อปปูลาร์โดนลองของโดยมีคนเอาระเบิดอานุภาพต่ำไปวางไว้หลายจุดในเมืองหลวง แม้กระนั้นก็มีคนบาดเจ็บ 2-3 ราย ซึ่งเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง มีชายมุสลิม 2 คนถูกไล่ล่าและเจ้าหน้าที่จับกุมตัวมาได้ ถูกสอบสวนอยู่

ผลของการสอบสวนในช่วงวันหยุด ยังไม่เป็นที่เปิดเผยว่าสาเหตุเป็นเพราะอะไร ขณะที่ประชาชนยังไม่มั่นใจว่าความจริงจะปรากฏหรือไม่ ถ้าคำให้การของผู้ต้องสงสัยจะทำให้รัฐบาล หรือบางหน่วยงานดูไม่ดี เช่น ทหาร ตำรวจ ถูกเกลียดชัง

แม้กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้ง 2 หน่วยงาน คนชื่นชอบก็มี คนไม่พอใจก็มี แต่ไม่ครอบคลุมทั้งองค์กร เป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม เฉพาะรายตัว คนดีก็มี คนสร้างปัญหาก็เยอะ คละเคล้ากันไป เมื่อไม่มีใครกล้าจัดการ รับผิดชอบก็ต้องเป็นอย่างนี้

คำอธิบายง่ายๆ เป็นมาตรฐานคือ “เป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี” และส่งผลด้านจิตวิทยา สะท้อนให้เห็นว่าถ้าจะมีใครกล้าเอาระเบิดไปวางจุดใดในประเทศนี้ก็ย่อมทำได้ ป้องกันได้ยากเพราะผู้จ้องกระทำ มีโอกาสทำสำเร็จมากกว่าฝ่ายป้องกัน

แต่ก็มีประเด็นชวนให้คิดในกรณีทั่วไปของ “การกระทำของผู้ไม่หวังดี” นั้นมีคำถามว่า “ไม่หวังดีต่อใคร” เพราะการทำอะไรก็แล้วแต่ย่อมมองได้ 2 มุมเสมอ พวกไม่หวังดีต่อรัฐบาลเลว ทำอะไรไปเพื่อความหวังดีต่อบ้านเมืองโดยรวม ก็ได้มีให้เห็น

การชุมนุมเดินขบวนประท้วงขับไล่ผู้กุมอำนาจรัฐที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อ เป็นกลุ่มโกงบ้านกินเมือง สร้างเครือข่ายผลประโยชน์ต่อเนื่อง ทุจริต คอร์รัปชัน กุมอำนาจเพื่อสืบทอดทั้งอำนาจและผลประโยชน์ย่อมถูกมองว่าเป็นความหวังดีต่อบ้านเมือง

ผู้บริหารบ้านเมืองไร้คุณธรรม กังฉิน ย่อมไม่ชอบใจ และประณามว่าเป็นการกระทำของผู้ไม่หวังดี แต่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการกระทำที่ปกป้องชาติให้รอดจากมือมาร เช่น ฝ่ายก่อการกบฏลุกฮือ ถูกมองว่าเป็นพวกต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพเช่นกัน

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมเดินขบวนขับไล่รัฐบาลทักษิณ สมชาย เพราะห่วงชาติบ้านเมืองว่าจะมีวิกฤตจากการใช้อำนาจในทางที่ผิด การทุจริตเชิงนโยบาย การสร้างระบบอุปถัมภ์ วางเครือข่ายเพื่อโกงกินระยะยาว

ทำให้ “คณะบิ๊กบัง” ต้องออกมาปฏิบัติการแอ่นแอ๊น ด้วยข้ออ้างความรักชาติ แต่ก็ถูกมองว่าทำรัฐประหาร ก่อการกบฏล้มรัฐบาล เพียงแต่ทำสำเร็จ มีนิรโทษกรรม แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ขับไล่ไม่สำเร็จ โดนข้อหาก่อการร้าย ถูกปองร้าย มีคดีอาญาสารพัด

ยุคกำนันนกหวีดพามวลมหาประชาชนชุมนุมเดินขบวนขับไล่รัฐบาลคุณน้องปูหลายเดือน ไม่สำเร็จ โดนทั้งคดีกบฏ ก่อการร้าย รอคดีอยู่ในศาล ทั้งๆ ที่ถูกมองว่าทำเพื่อขับไล่รัฐบาลมีพฤติกรรมทุจริตฉาวโฉ่ โดยเฉพาะเรื่องจำนำข้าว เสียหายมาก

เมื่อทำไม่สำเร็จ สิ่งที่ได้รับคือคดีร้ายแรง จะรอดหรือไม่ยังเป็นปัญหา แต่คณะลุงตู่พาพวกมาปฏิบัติการแอ่นแอ๊นเหมือน “บิ๊กบัง” เป็นการกบฏ ล้มล้างรัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจ แต่ทำสำเร็จ มีกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตัวเองและพวกพ้อง

นี่คือความแตกต่างระหว่างการบังคับใช้กฎหมายในประเทศซึ่งมีปัญหาเช่น สองมาตรฐาน ไร้มาตรฐาน และมาตรฐานเฉพาะกลุ่ม และปฏิบัติให้เห็นในหลายกรณี ทั้งการตีความโดยองค์กรในกระบวนการยุติธรรม และองค์กรอิสระแบบหลวมๆ

ก็ได้สร้างความขบขัน เฮฮา ครื้นเครง และอนาถใจให้ประชาชน ขึ้นอยู่กับว่าอยู่กลุ่มใด และมีมุมมองทัศนคติอย่างไร รวมทั้งเป็น “ติ่ง” ของใคร เป็นต้น

คนไม่ชอบขี้หน้าพวกกุมอำนาจรัฐ ต้องทำอะไรเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย เพราะคิดว่าถ้าปล่อยไว้ บ้านเมืองเสี่ยงต่อวิบัติภัยเพราะการโกงกิน สร้างเครือข่ายทุจริต ทอดอำนาจยาวนาน จนยากที่จะขุดรากถอนโคน เสื่อมโทรมทำให้ล่มจมได้

เพราะต้นตอหลักคือ เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้รักษากฎหมาย ไม่ทำหน้าที่นั่นเอง

กรณีการวางระเบิดในเมืองไม่เกี่ยวกับการกระทำเพื่อชาติ หรือผลประโยชน์ของคนหมู่มาก ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ทั้งการท่องเที่ยว การลงทุน การขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาลในการรักษาความมั่นคง และปัญหาอื่นๆ เป็นผลต่อเนื่อง

ทั้งที่เรื่องของการลอบวางระเบิดหลายจุดนั้น ยังไม่รู้ว่าใครบงการอยู่เบื้องหลัง ใครหวังผลอะไร ผู้กระทำได้ทำไปเพื่อแนวคิดอุดมการณ์ส่วนตัว หรือเป็นมือรับจ้าง เมื่อฝ่ายรัฐยังไม่แถลงอย่างเป็นทางการ คนเฝ้าติดตามรับฟังข่าวสารย่อมคิดสารพัด

ในยุคของโซเชียลมีเดีย มีทั้งข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปลอม ข่าวปล่อย ข่าวมโน ทำให้คนคิดและเชื่อได้ง่าย มีทั้งเรื่องการชิงอำนาจ เกมใต้ดิน หักเหลี่ยม เตะตัดขา หมั่นไส้ลุงป็อปปูลาร์ซึ่งกินรวบงานด้านความมั่นคง ทหาร ตำรวจ ไม่เหลือให้เจ้าเก่า

มีทั้งเรื่องการเปลี่ยนฐานอำนาจ ทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์ที่เคยได้ ดังนั้นต้องมีสัญญาณเตือนให้รู้ถึงความไม่พอใจ หนักข้อกว่านั้นก็อ้างว่าเป็นเรื่องของเครือข่ายชาติมหาอำนาจซึ่งต้องการให้ไทยเลือกข้างระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะไทยเนื้อหอม

บ้างก็อ้างอย่างไร้หลักฐานว่า การวางระเบิดเป็นการกระทำในช่วงประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและคู่เจรจา เช่น รัสเซีย จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ ซึ่งมีเดิมพันในด้านการค้า ความมั่นคงในภูมิภาคนี้ และต้องการให้ไทยอยู่เป็นพวก

คิดได้เตลิดเปิดเปิง ว่ากันเป็นตุเป็นตะ ในกลุ่มกูรู้ แต่ไม่มีหลักฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้ การให้ข้อมูลต่อประชาชนเป็นตัววัดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเช่นกัน ที่เปิดแพลมๆ มาแล้วก็อ้างว่าเป็น “กลุ่มเก่า” เคยปฏิบัติการมาแล้วก่อนปี 49 และ 57

ยังไม่ชัดว่า “กลุ่มเก่า” นั้นเป็นกลุ่มไหน ถ้าเป็นจริงดังว่า และรู้แล้วแต่ไม่จัดการเด็ดขาด ปล่อยให้ลอยนวลถึงป่านนี้ จะมาอ้างเอาหน้าอะไรกับใคร!
กำลังโหลดความคิดเห็น...