xs
xsm
sm
md
lg

สงครามอิหร่าน?...แค่ตื่นตัวยังไม่ถึงกับต้องตื่นเต้น

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

เรือ Stena Impero
“There is a wide avenue to Haven, but few people walk on it; there is no door to Hell. But many choose to bore a hole in order to get in.- ทางไปสวรรค์นั้นกว้าง แต่ไม่ค่อยมีผู้คนสนใจจะเดิน นรกไม่มีประตู แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยพยายามเจาะช่องเพื่อหาทางมุดเข้าไปให้จงได้...”

Chinese proverb

เหตุที่ต้องไปหยิบเอา “ภาษิตจีน” มาขึ้นต้นเกริ่นนำสำหรับการเปิดฉากสัปดาห์นี้...คงไม่คิดจะเอาเก๋ เอาเท่ล้วนๆ แต่ประการใดหรอกทั่น!!! แต่ด้วยเหตุเพราะฉากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือแถวๆ ช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านเขา ไปๆ-มาๆ มันชักใกล้ๆ ประตูนรก หรือเฉียดขอบเหวนรกเข้าไปทุกที โดยเฉพาะถ้าลองไล่เรียงความเป็นไปของสถานการณ์ตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เรือน้ำมัน เรือขนส่งสินค้า 4 ลำของซาอุฯ และยูเออีถูก “วินาศกรรม” แถวๆ เมืองท่า Fujairah เมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคมจากนั้น...ก็ตามมาด้วยใครก็ไม่รู้??? ยิงจรวดเข้าไปตกในเขต Green Zone ใกล้ๆ สถานทูตอเมริกันในประเทศอิรัก ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน แค่นี้...ก็ร้อนฉ่า เดือดปุดๆพอสมควรแล้ว...

แต่พอเริ่มต้นๆ เดือนมิถุนายน เรือขนส่งน้ำมันโอมานและญี่ปุ่น...ก็ถูกวินาศกรรม หรือยิงถล่มด้วยอาวุธชนิดใดก็แล้วแต่ และห่างอีกแค่ไม่กี่วัน ช่วงปลายๆ มิถุนาฯ เครื่องบินโดรน RQ-4Global Hawk ของสหรัฐฯ ที่พยายามมุดช่อง ขุดช่องเข้าไปแถวๆ น่านฟ้าอิหร่านเลยถูกสอยร่วง ส่งผลให้อะไรที่ร้อนๆ อยู่แล้ว ยิ่งร้อนระเบิดเถิดเทิงขึ้นไปใหญ่ หวิดเกิดรายการ “เปิดประตูนรก” หรือ “เปิดกล่องแพนโดรา” แบบชนิดหวีดหวิว ฉิวเฉียด ดีที่ “อีแร้ง” ซึ่งแปลงกลายไปเป็น “พิราบ” อย่างประธานาธิบดี “ทรัมป์บ้า” ท่านยังไม่ถึง “บ้า” แบบเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ยังกลัวว่าอาจมีคนตายสักร้อย สองร้อยราย ท่านก็เลยสั่งให้เครื่องบินโจมตีสหรัฐฯ หันหัวกลับ ก่อนเกิดการเปิดฉากถล่มอิหร่านเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้นเอง...

แต่แทนที่ทุกอย่างจะกลับมาสงบ-เรียบ-นิ่ง เพราะพวก “เหยี่ยว” รอบๆ ตัวประธานาธิบดีทั้งหลาย น่าจะหมดเรี่ยว หมดแรงกันตามสมควร จู่ๆ...สุนัขตำรวจอย่าง “ผู้ดีอังกฤษ” ก็ดันหันไปงับ ไปยึดเรือขนน้ำมันอิหร่านแถวๆ ช่องแคบยิบรอลตาร์ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมใน “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” (JCPOA) หรือเป็นประเทศที่ควรให้การสนับสนุนอิหร่าน ให้สามารถค้าๆ-ขายๆ ประกอบธุรกิจ ธุรกรรม ได้ตามปกติ เมื่อช่วงวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดังนั้น...ห่างมาอีกไม่กี่วัน หนังกำลังภายในตามแบบฉบับ “ชอว์ บราเดอร์” เรื่อง “แค้นสวาทต้องทวงคืน” จึงต้องเดินสายออกฉาย เริ่มด้วยการยึดเรือขนส่งน้ำมัน “Riah” โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แล้วลากไปซ่อมแถวๆ ฐานบัญชาการของหน่วย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมตามด้วยการยึดเรือ “Stena Impero” เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ “นายเจเรมี ฮันท์” ถึงกับตบอกผาง ประกาศว่าเป็นการกระทำที่ “รับไม่ได้” โดยเด็ดขาด และคงต้องตอบโต้ให้หนักหน่วงรุนแรง แต่จะถึงขั้นไหน แบบไหน อย่างไร คงต้องรอถาม “ยมทูต” กันดูอีกที...

อย่างไรก็ตาม...บรรดาฉากเหตุการณ์ต่างๆ เท่าที่ไล่เรียงมาเป็นลำดับขั้น ถ้าว่ากันถึงจุดเริ่มต้น หรือจุดที่เป็นเหตุปัจจัยอันทำให้เกิดฉากเหตุการณ์ทำนองนี้ ก็คงเป็นไปอย่างที่ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเตหะราน “นายHamed Mousavi” และสื่อมวลชนอิหร่าน อย่าง “นายAbbas Aslani” ได้แสดงความเห็นพ้องต้องกัน ขณะตั้งวงเสวนากับสำนักข่าว “รัสเซีย ทูเดย์” เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมานั่นแหละว่า ด้วยเหตุเพราะ “การถอนตัวจากข้อตกลง JCPOA” ของรัฐบาลอเมริกันในยุค “ทรัมป์บ้า” นั่นเอง ที่ถือเป็นตัว “ลั่นไก” ให้ฉากสถานการณ์ต่างๆ อุบัติตามมาอย่างเป็นระลอก...

หรือพูดง่ายๆ ว่า...ทั้งๆ ที่ “ทางไปสวรรค์” หรือทางที่อดีตประธานาธิบดีอเมริกัน อย่าง “นายบารัค โอบามา” ได้ร่วมกับบรรดาประเทศต่างๆ ไม่ว่าอังกฤษ-ฝรั่งเศส-เยอรมนี-รัสเซีย และจีน ช่วยกันถากช่วยกันถาง จนกว้างพอที่ทำให้ประเทศอย่างอิหร่านหันมาร่วมก้าว ร่วมเดิน เลิกสนใจที่จะไปพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หรือไปยกระดับสมรรถนะยูเรเนียม อันเป็นที่หวาดระแวงของใครต่อใครในโลกนี้ แต่แทนที่ผู้นำอเมริกันรายใหม่อย่าง “ทรัมป์บ้า” จะเดินตามแบบสบายเนื้อ สบายตัว ไปในทางที่ว่านี้ กลับดันหันมาเจาะช่อง ขุดช่อง พยายามมุดหัวเข้าไปในประตูนรก หรือพยายามเปิดกล่องแพนโดรา...ซะยังงั้น!!!

ทุกสิ่งทุกอย่าง...มันก็เลยร้อนฉ่า ร้อนระเบิดเถิดเทิงยิ่งเข้าไปทุกที จนอาจนำไปสู่ฉากสถานการณ์ที่ผู้หนึ่ง-ผู้ใดมิอาจควบคุมได้หรือฉากสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิด “อุบัติเหตุทางทหาร” ขึ้นมาได้ทุกเมื่อ เช่นเหตุการณ์ที่ยังแทบสรุปไม่ได้ ว่าเครื่องบินโดรนของใครถูกใครยิง ใครสอยกันแน่ เรือของใครถูกจับ ถูกยึด ถูกวินาศกรรม ด้วยฝีมือใคร??? และสิ่งที่มิอาจสรุปได้ชัดเจนนี่เอง มันจะนำไปสู่อะไรต่อมิอะไร ก็ยังยากส์ส์ส์ที่จะจินตนาการ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...มันย่อมส่งผลให้โลกทั้งโลกต้องร้อนฉ่าตามไปด้วย หรืออย่างผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “ปูติน” ท่านให้สัมภาษณ์คราวล่าสุดนั่นแหละว่า... “รัสเซียมีความรู้สึกเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง ต่อเหตุการณ์การเผชิญหน้าระหว่างอเมริกาและอิหร่าน เพราะไม่เพียงแต่เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นใกล้พรมแดนของเรา โดยอาจสร้างความไร้เสถียรภาพต่อรอบๆ อาณาบริเวณประเทศอิหร่าน กระทบต่อบางประเทศที่มีสัมพันธภาพอย่างใกล้ชิดกับรัสเซีย แต่มันยังอาจนำมาซึ่งการอุบัติของคลื่นผู้อพยพขนานใหญ่ เป็นการส่งสัญญาณในแง่ร้ายต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งอุตสาหกรรมพลังงานของโลกอีกด้วย...”

แต่ก็นั่นแหละ...ภายใต้ฉากสถานการณ์ที่ว่า อย่างน้อยก็ยังพอมีผู้ที่พยายาม “มองโลกในแง่ดี” อยู่บ้าง เช่น อดีตวุฒิสมาชิกอเมริกัน “นายรอล พอล” (Ron Paul) ที่ให้ข้อวิเคราะห์ไว้กับสำนักข่าว “รัสเซีย ทูเดย์” ชนิดที่พอทำให้เราๆ-ทั่นๆ ไม่ถึงกับต้องขนหัวลุก ขนคอตั้งมากมายจนเกินไป ด้วยการสรุปเอาไว้ประมาณว่า...เนื่องจากกระแสการเมืองในอเมริกาทุกวันนี้ ใกล้เข้าสู่ช่วงการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่เต็มที และ “นักการเมือง” ประเภทเขี้ยวงอก เกล็ดแตกลายงา มีปีก มีหาง แถมพ่นไฟได้ด้วย อย่าง “ทรัมป์บ้า” นั้น ไม่น่าคิดเปิดศึกกับอิหร่านโดยเด็ดขาด แม้บรรดาพวก “เหยี่ยว” ที่อยู่รอบข้างทั้งหลาย จะกระเหี้ยนกระหือรือเพียงใดก็ตาม...

ด้วยเหตุเพราะการเปิดศึกอิหร่าน...แม้เป็นการโจมตีทางยุทธวิธี หรือการโจมตีในช่วงสั้นๆ แต่ถ้าหากมันเริ่มต้นขึ้นมาแล้ว รับรองว่า...คงจบไม่ลง หรือหามุมจบแทบไม่เจอ และคงไม่มี “นักการเมือง” รายใด ที่อยากให้เกิด “ศึกยืดเยื้อ” ในระหว่างตัวเองกำลังรณรงค์หาเสียงอยู่แล้วแน่ๆ แม้แต่นักการเมืองอังกฤษ อย่าง “นายเจเรมี ฮันท์” ที่กำลัง “ชิงดำ” ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กับ “นายบอริส จอห์นสัน” คือถึง “รับไม่ได้” กับการยึดเรือของอิหร่าน และประกาศตอบโต้อย่างหนักหน่วงเพียงใดก็ตาม แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่ต้องต่อสร้อยตอนท้ายเอาไว้ว่า จะไม่ใช้ “วิธีทางทหาร” แต่จะหันไปใช้ “วิธีทางการทูต” กันแทนที่ ดังนั้น...บรรดาเราๆ-ทั่นๆ ทั้งหลาย คงไม่ถึงกับต้อง “ตื่นเต้ลล์ล์ล์” เอาแค่ “ตื่นตัว” เข้าไว้นั่นแหละดี...


กำลังโหลดความคิดเห็น...