xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์หรือเดโมแครต- ฝ่ายใดกำลังต้อนอีกฝ่ายเข้ามุม

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


มันเป็นฤดูร้อนที่เดือดพล่านกว่าความร้อนแล้งของประเทศไทยขณะนี้ และโกลาหลยิ่งกว่าไฟฟ้าดับถึง 5 ชม.ที่เกาะฮัตตัน ขณะที่นายกเทศมนตรีกำลังทิ้งเมืองนิวยอร์กไปหาเสียง (เพื่อแข่งขันเข้าทำเนียบขาว) ที่โอไอวา

นั่นคือ ความเร่าร้อนของชาวอเมริกัน 2 กลุ่มที่กำลังกระพือความเกลียดชังดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามในเชื้อชาติพันธุ์ของคนผิวสี-เพื่อต้อนให้ฝ่ายตรงข้ามจนมุม และพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า (2020)

ฝ่ายทรัมป์ได้ทำอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ได้รับเลือกเข้าทำเนียบขาว คือทุกๆ วัน, ทุกๆ ทวิตเตอร์ที่เขาส่งข้อความออกไป มีแต่ปลุกปั่นให้ชาวผิวขาวเกิดความเกลียดชังเพื่อนร่วมชาติที่เป็นผิวดำหรือผิวสีอื่นๆ รวมทั้งสร้างความกลัวมาผสมกับความเกลียดชังเหมือนอย่างที่ฮิตเลอร์เคยใช้ได้ผลสำเร็จ จนฮิตเลอร์ได้เข้ามากุมอำนาจรัฐ-โดยชนะการเลือกตั้ง-และซึ่งทรัมป์ได้พิสูจน์แล้วว่า เขาใช้ได้ผลดีเยี่ยมในการเลือกตั้งปี 2016

ฝ่ายเดโมแครต โดยเฉพาะปีกหัวก้าวหน้าและเป็น ส.ส.ป้ายแดง กลับมองตรงข้ามกับทรัมป์ มีหัวหอกอยู่ 4 คนที่เป็นกลุ่ม 4 สหาย (a squad) ซึ่งเป็นหญิงล้วน และเป็นผิวสีทั้งหมด...พวกเธอวิเคราะห์ว่าอเมริกากำลังตื่นจากการสะกดจิตของทรัมป์ที่ปลุกปั่นความหวาดกลัวคนผิวสี และสร้างความเกลียดชังเพื่อทรัมป์จะครองอำนาจต่อไป

กลุ่ม 4 สหายวิเคราะห์ถึงการที่พวกตนและ ส.ส.ป้ายแดงเดโมแครตหลายคน สามารถเข้าสภาและพลิกทำให้สภาล่างกลับมาเป็นของฝ่ายเดโมแครตอีกครั้ง (หลังจากเสียทั้งสภาล่างและสภาสูงให้รีพับลิกันไปถึง 8 ปีเต็ม) ก็เพราะคนอเมริกันส่วนใหญ่เริ่มตาสว่างกับการปลุกปั่นของทรัมป์

แต่ฝ่ายทรัมป์สวนกลับว่า เขาสามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นรีพับลิกันด้วยซ้ำ จึงไม่ใช่ว่าคนอเมริกันกำลังหันไปหาเดโมแครตสักหน่อย!

อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของสหรัฐอเมริกา
ฝ่ายเดโมแครตปีกก้าวหน้าจะตีจุดอ่อนของทรัมป์ถึงการปลุกปั่นสร้างความแตกแยกให้สหรัฐฯ; และได้ยกเอาคำพูดสั่งเสียสุดท้ายของอดีตปธน.เรแกน (ซึ่งเป็นปธน.ที่ชาวรีพับลิกันเทิดทูน) ก่อนจะถูกโรคอัลไซเมอร์ทำลายโดยสิ้นเชิง ที่ได้ฝากชาวอเมริกันให้ยึดมั่นในความหลากหลาย (Diversity) และความมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (Inclusiveness) ที่จะทำให้อเมริกายังดำรงความยิ่งใหญ่ต่อไป

เดโมแครตมีตัวอย่าง คนอเมริกันที่ต่างชาติพันธุ์และไม่ใช่คนผิวขาว (Caucasian) ที่มีส่วนสร้างความยิ่งใหญ่ให้อเมริกา ไม่ว่าจะเป็นสตีฟ จอบส์ ซึ่งมีพ่อเป็นคนตะวันออกกลาง (ชาวซีเรีย) หรือเหล่าบรรดา CEO’s ของบริษัทไอทีและของสถาบันการเงินใหญ่ๆ ของสหรัฐฯ ขณะนี้ ก็เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียหรือที่มีเชื้อสายจากตะวันออกกลาง

กลุ่ม 4 สหายพยายามชี้ว่า ความหลากหลายของชาติพันธุ์, เพศ, วัย จะสร้างให้อเมริกันแข็งแกร่งและเติบใหญ่ ขณะที่ทรัมป์ชี้ให้คนผิวขาวที่กำลังมองว่า คนผิวสี-โดยเฉพาะที่จะอพยพเข้ามาใหม่ (โดยข้ามชายแดนเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เพื่อมารับจ้างทำงานที่แสนสกปรกระดับล่าง) กำลังมายึดครอง (Invasion) อเมริกาหรือเข้ามาแย่งชิงชีวิตที่คนผิวขาวเคยเป็นใหญ่-สมัยคนผิวดำเป็นทาส, (ไม่มีปากเสียง, อยู่แบบครึ่งคนครึ่งสัตว์)

กลุ่ม 4 สหายพยายามยกประเด็นความไร้มนุษยธรรมของทรัมป์และครม.ของเขา ในการพยายามขับไสไล่ส่งเหล่าผู้อพยพเข้าเมืองกลุ่มล่าสุด ทั้งๆ ที่ถ้าคนที่อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายถึง 11-12 ล้านคนเหล่านี้ ถูกเนรเทศออกไป...คนอเมริกันจะไม่มีอะไรกินบนโต๊ะอาหารของพวกเขาเลย เพราะงานดูแลทั้งฟาร์มปศุสัตว์ และผักผลไม้ของบริษัทผลิตอาหารใหญ่ๆ และขนาดกลาง-เป็นการแอบจ้างงานเหล่าคนงานผิวสีที่อยู่แบบผิดกฎหมายทั้งนั้น...โดยคนอเมริกันเมินงานที่ทั้งเหม็นและสกปรกเหล่านั้นไปนานแล้ว

หรือมิฉะนั้น ขบวนการลูกโซ่การผลิตอาหารของอเมริกัน ก็จะมีราคาพุ่งสูงกว่าปัจจุบันเป็นหลายเท่าตัว ถ้าจะต้องง้อคนงานผิวขาวให้กลับมาทำงานแสนสกปรกเหล่านั้น ด้วยค่าจ้างชั่วโมงละ 10-15 เหรียญ จากที่จ่ายแรงงานผิวสีผิดกฎหมายเพียง 5-10 เหรียญ

เมื่อกลุ่มหญิง 4 สหายเน้นว่า สิ่งที่รัฐบาลทรัมป์พยายามกีดกันคนงานอพยพใหม่ด้วยความไร้มนุษยธรรมต่างๆ นานานั้น เป็นการกระทำที่ไม่ใช่ค่านิยมอเมริกัน (Un-American)

ทรัมป์ก็เลยเปิดฉาก “ไล่” พวกเธอให้กลับไปอยู่ประเทศของเธอที่แสนโสโครก (แบบ Shit Holes “รูอุจจาระ!!”) โดยทรัมป์ไม่ได้ทำการบ้านว่า 3 ใน 4 ของกลุ่ม 4 สหายนั้นเกิดที่สหรัฐฯ และประเทศบ้านเกิดของเธอคืออเมริกาที่เดียวกับคุณทรัมป์นั่นแหละ และคนที่ 4 ก็อพยพเข้าอเมริกาตั้งแต่ยังเล็กอายุแค่ 12 ขวบ (ต่างกับสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งศรีภรรยาของคุณทรัมป์คนล่าสุด ที่เพิ่งโอนสัญชาติเป็นอเมริกันแล้วแต่งงานกับทรัมป์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเมลาเนียอายุ 35 แล้ว)

ข่าววงในทำเนียบขาวเล็ดลอดออกมาว่า เหล่าทีมประชาสัมพันธ์ของทรัมป์ต้องรีบปฏิบัติการ-ควบคุมความเสียหาย (Damage Control) จากการทวีตของทรัมป์ที่ออกปาก “ไล่” ส.ส.อเมริกันให้ออกไปจากสหรัฐฯ (ช่างคล้ายกับอดีต ส.ว. Joe McCarthy ที่สร้างความหายนะใหญ่หลวงแก่สหรัฐฯ ช่วง 1950’s-กล่าวหาว่ามีพวกคอมมิวนิสต์แทรกซึมอยู่ในทุกๆ วงการของสหรัฐฯ และให้มีการกวาดล้างใหญ่ ทำให้เกิดการระแวงทั้งที่ทำงานและระหว่างเพื่อนบ้าน)

วันรุ่งขึ้นหลังทวิตเตอร์ข้อความอัปยศของทรัมป์ส่งออกไป มีข้อความใหม่ที่พยายาม “บิด” (Spin) ว่า ทรัมป์เพียงต้องการให้ใครที่ไม่มีความสุขและเกลียดชังการมีชีวิตอยู่ในสหรัฐฯ ขอให้ “ออกไป” จากสหรัฐฯ เสีย...คือ ต้องตัดตอนข้อความที่ขับไล่ให้กลับไปยังประเทศโสโครกที่ตนออกมา

และยังมีทวิตเตอร์ต่อๆ มาในอีก 2 วันว่า ทางกลุ่ม 4 สหายควรกลับไปยังประเทศของบรรพบุรุษของพวกหล่อน เพื่อไปจัดการกับความเน่าเฟะของประเทศ (Shit Holes) เหล่านั้น ดีกว่ามาตำหนิสหรัฐฯ หรือมาจำใจอยู่ในสหรัฐฯ!!

ปรากฏว่า ฝ่ายนำของเดโมแครตคือ ส.ส./ส.ว.หลายสมัยของพรรค คราวนี้เลยหันมาช่วยปกป้องและสนับสนุนจุดยืนของกลุ่ม 4 สหาย ทั้งๆ ที่ก่อนนั้น พวกเขาพยายามออกมาตักเตือนปีกก้าวหน้าของพรรคว่า ให้ใจเย็นๆ ไว้อย่าร้อนวิชามาก

ประธานหญิง (หญิงคนแรกของสหรัฐฯ) แนนซี เพโลซี ได้เสนอญัตติเข้าสภาล่างให้ “ประณาม” คำพูดของทรัมป์ที่ขับไล่ ส.ส.หญิงให้กลับไปบ้านของบรรพบุรุษ เป็นการประณามว่า เป็นคำพูดที่เหยียดหยามดูถูก ดูหมิ่นคนอเมริกัน และทำให้แตกแยก

มติของเธอชนะ-โดย ส.ส.เดโมแครตลงคะแนนให้เต็มที่ 235 เสียง (จาก ส.ส. 500 คน) และมี ส.ส.รีพับลิกัน 4 คนข้ามฟากมาลงคะแนนสนับสนุนด้วย และมี ส.ส.รีพับลิกันอีก 5 คนงดออกเสียง

ส่วน ส.ส.รีพับลิกัน 187 เสียงยกมือค้าน-ซึ่งเป็น ส.ส.ส่วนที่เดโมแครตพยายามหว่านล้อมให้พวกเขาตีตัวออกห่างจากทรัมป์ แต่พวกเขายังเกาะขากางเกงทรัมป์แน่น เพราะมองว่า เศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลทรัมป์ยังดีอยู่ จึงไม่กล้าออกมาวิพากษ์หรือยืนตรงข้ามทรัมป์

ตอนนี้ เดโมแครตกำลังต้องตัดสินใจว่า จะเดินหน้าผลักดันประเด็นทรัมป์เป็นคนเหยียดหยามผิวอย่างรุนแรง เพื่อได้คะแนนจากฝ่ายคนผิวขาวที่หัวก้าวหน้า,คนผิวสีที่จะต้องออกมาลงคะแนนทุกๆ คน ทุกๆ บ้าน (ตอนฮิลลารีลงแข่งกับทรัมป์-เกิดปรากฏการณ์คนผิวสีหลายคนมองว่าจะไม่ออกไปลงคะแนนให้ฮิลลารี ทั้งๆ ที่เคยออกมามืดฟ้ามัวดินลงคะแนนให้โอบามา...เพราะการเปิดโปงอีเมลลับของฮิลลารี-ไม่กี่วันก่อนลงคะแนน ที่รัสเซียเจาะข้อมูลของพรรคเดโมแครต และทีมหาเสียงของทรัมป์สมคบและนำออกมาเผยแพร่เพื่อทำลายฮิลลารี)

แต่สำหรับทรัมป์ เขาเดินหน้าเล่นเกมที่ชำนาญมากในฐานะนักแสดง Reality Show ในอดีต (และยังคงแสดงอยู่ทุกวันที่ทำเนียบขาว) คือ ใช้ความเกลียดชังและความหวาดกลัว หวาดระวัง เพื่อปลุกปั่นให้ฐานเสียงของเขาเชื่อฟังอย่างไม่ลืมหูลืมตา และนำเขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งหนึ่ง

ทรัมป์ไม่เชื่อว่า ฐานเสียงของเขากำลังแปรพักตร์ไปเข้าข้างเดโมแครต

มีเสียงเตือนจากนักวิเคราะห์หลายคน ที่ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์ที่นิกสันกำลังคะแนนตก ในปลายสมัยที่ 1 ของเขา แต่ในที่สุดก็กลับมาชนะเลือกตั้งเข้าทำเนียบขาวเป็นสมัยที่สองได้ เพราะพรรคเดโมแครตกลับไปเลือกผู้สมัครที่อยู่ปีกซ้ายเกินไป (นายจอร์จ แมคโกแวน)-ซึ่งตักเตือนต่อเดโมแครตครั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า ทรัมป์กำลังขุดหลุมพรางให้เดโมแครตพลัดตกลงไป กับดักของเขาก็คือ เลือกเหยียดผิวที่ทรัมป์ต้องการให้ฝ่ายก้าวหน้าของเดโมแครตมาเสียเวลาในประเด็นนี้ ซึ่งเสียงเป็นประเด็นที่เขาจะยิ่งเพิ่มความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น และทรัมป์คาดว่า คนเดโมแครตฝ่ายกลางๆ จะทนปีกก้าวหน้าของเดโมแครตไม่ไหว จะไม่ออกจากบ้านมาลงคะแนนให้ผู้สมัครเดโมแครตแบบที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับฮิลลารีมาแล้ว
แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา
กำลังโหลดความคิดเห็น...