xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อสงครามการค้าญี่ปุ่น-เกาหลีใต้กลายเป็น “เรื่องของมึง”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

 ประธานาธิบดีมุน แจอิน แห่งเกาหลีใต้?       นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
วันนี้...เห็นทีคงต้องร่อนกลับไปแถวๆ คาบสมุทรเกาหลีกันอีกสักรอบ เพราะเผอิญเหลือบไปเห็นข้อเขียน บทความ เรื่อง “ญี่ปุ่นเปิดสงครามการค้าเกาหลีใต้-ซัมซุง-ส่อสาหัส” ที่เว็บไซต์ “ผู้จัดการ” ของเรานี่เอง ไปหยิบเอามาจากเพจ “บูรพาไม่แพ้” ซึ่งได้สะท้อนภาพการไล่บด ไล่บี้ ไล่ฟัด ไล่งับ การฟาดฟันระหว่าง “ซามูไรญี่ปุ่น” กับ “ดาบกิมจิ” ชนิดมันส์ส์ส์หยดติ๋งๆ ยิ่งกว่าได้ดูหนังกำลังภายในของ “ชอว์ บราเดอร์” เอาเลยก็ว่าได้...
 
แต่ก็นั่นแหละ...การที่รัฐบาลญี่ปุ่น หันมาลอกเลียนกระบวนท่าแบบเดียวกับที่ผู้นำอเมริกัน อย่าง “ทรัมป์บ้า” ใช้เล่นงานบริษัท “หัวเว่ย” ของจีนซะแทบม่อยกระรอก ด้วยการห้ามส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้กับบริษัท “ซัมซุง” ของเกาหลีใต้ จนอาจลุกลามไปถึงบริษัทยักษ์ๆ ของเกาหลีใต้ อย่าง “ฮุนได” “แดวู” ฯลฯ ด้วยหรือไม่ อย่างไร อันเนื่องจากเหตุเพราะรัฐบาลเกาหลีใต้ดันไปรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ฉบับ “แค้นสวาทต้องทวงคืน” อะไรประมาณนั้น ต้องถือเป็นเรื่องที่บรรดาผู้นิยมบริโภคปลาดิบ และผู้นิยมบริโภคกิมจิ คงต้องไปจัดสำรับกันเอาเอง ส่วนผู้ที่นิยมบริโภคน้ำพริกปลาทู อย่างบ้านเรา สิ่งที่ควรให้ความสนใจคงไม่เกี่ยวกับเรื่องใครเจ๊ง ใครไม่เจ๊ง ใครแพ้ ใครชนะ ใครเจ็บ ไม่เจ็บ ไปถึงขั้นไหน แต่น่าจะเป็นการหันมาใคร่ครวญหวนคิดถึงฉากสถานการณ์โดยรวมในคาบสมุทรเกาหลี ว่านับแต่นี้ต่อไป...มันจะออกไปในรูปไหน แบบไหน น่าจะเหมาะกว่า...
 
คืออันที่จริง...การงับกันไป-งับกันมา ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้นั้น ต้องถือว่า...นี่ไม่ใช่ครั้งแรก แต่งับกันมาโดยตลอด เพราะด้วยปัญหาทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไปจนหลังสงครามโลกครั้งที่สองเสร็จสิ้นลงไปแล้ว ก็ยังมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนตามมาอีกจนได้ การคว้าดาบซามูไร และปังตอหั่นกิมจิ ออกมาฟาดฟันซึ่งกันและกัน จึงถือเป็นเรื่องปกติ ขึ้นๆ-ลงๆ ไปเป็นช่วง เป็นระยะ เพียงในแต่ละครั้ง อาจไม่ถึงกับเลือดสาด แขนขาด ขาขาด บาดเจ็บล้มตายอะไรกันมากมาย ด้วยเหตุเพราะยังมี “คุณพ่ออเมริกา” ที่ถือเป็น “มหามิตร” ของทั้ง 2 ฝ่าย และต่างก็มี “ฐานทัพอเมริกัน” ตั้งอยู่ด้วยกันทั้งคู่ คอยถ่วง คอยรั้ง คอยเบรก คอยดึง เพื่อให้ร่วมหันดาบไปฟาดฟันเกาหลีเหนือ จีน หรือรัสเซีย กันแทนที่...
 
อย่างครั้งที่อดีตประธานาธิบดี “โอบามา” ลุกขึ้นมาจูงไม้ จูงมืออดีตประธานาธิบดี “ปาร์ค กึน-ฮเย” แห่งเกาหลีใต้ ให้มาจับเข่า จับหัวเหน่า แบบชนิด “face-to-face talks” กับนายกรัฐมนตรี “ชินโซ อาเบะ” แห่งญี่ปุ่น เมื่อช่วงเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2014 ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ครั้งนั้น...ก็เรื่องเดียวกันนี่แหละ กับที่ทำให้ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ต้องงับกันไป-งับกันมาในทุกวันนี้ คือเรื่องความเจ็บใจ แค้นใจ กรณีที่ทหารญี่ปุ่นเคยบังคับสาวอารีดังทั้งหลาย ให้กลายเป็น “ทาสกาม” เมื่อช่วงยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดการทวงเงิน ทวงค่าเสียหาย แบบ “แค้นสวาทต้องทวงคืน” อะไรประมาณนั้น แต่ด้วยอำนาจ อิทธิพล ด้วยบารมี และด้วยนโยบายรัฐบาลอเมริกันขณะนั้น ที่ต้องอาศัยความเป็น “พันธมิตรทางทหาร” ระหว่างอเมริกา-ญี่ปุ่น-และเกาหลีใต้ไปฟาดฟันกับเกาหลีเหนือ จีน และรัสเซีย เป็นหลัก การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จึงไม่ถึงกับบานปลาย ปลายบาน มากมายเกินไปนัก...
 
แต่เมื่อมาถึงยุค “ทรัมป์บ้า” นี่เอง...ที่รัฐบาลอเมริกันกลับออกอาการเฉยๆ ซะยังงั้น!!! ถึงขนาดที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา “นายDavid Stilwell” ออกมายืนยันเอาไว้ชัดเจนว่า “อเมริกาไม่มีแผนการใดๆ ที่จะเป็นตัวกลางในเรื่องนี้” และทำให้ผู้เชี่ยวชาญอย่างศาสตราจารย์ “Zhang Yun” แห่งศูนย์ศึกษากิจการต่างประเทศมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยนิกิตาประเทศญี่ปุ่น และสมาชิกอาวุโสแห่งสถาบัน “Institute of Advanced Area Studies and Global Governance” อดไม่ได้ที่ต้องตั้งคำถามไว้ในสื่อทางการของจีนอย่าง “Global Times” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาประมาณว่า “Why US is an onlooker in S.Korea-Japan row” หรือทำไมอเมริกาจึงกลายเป็นแค่ “คนดู” ในการทะเลาะวิวาทระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น???
 
อันนี้นี่แหละ...ที่ต้องถือเป็นคำถามที่น่าสนใจเอามากๆ ส่วนใครอยากรับรู้รายละเอียดตื้น-ลึก-หนา-บาง คงต้องไปหาอ่านกันเอาเอง แต่โดยสรุปรวมๆ แล้ว...ไม่ว่านโยบายของ “ทรัมป์บ้า” และ“โอมาบ้า” (โอบามา) จะแตกต่างกันไปในแบบไหน แนวไหน ใครผิด ใครถูก ก็แล้วแต่ แต่ภาพของความเป็น “พันธมิตรทางทหาร” ระหว่างอเมริกา-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ที่เคยมีศัตรูร่วมศัตรูหลัก เป็นเกาหลีเหนือ หรือแม้แต่จีนและรัสเซีย ต้องเรียกว่า...กำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมี “นัยสำคัญ” ทีเดียว หรือกำลังสะท้อนให้เห็นว่าทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ต่างมีฐานทัพอเมริกันตั้งอยู่ด้วยกันทั้งคู่ เริ่มจะมี “ความเป็นตัวของตัวเอง” เพิ่มขึ้น จนพร้อมที่จะกำหนดนโยบายที่สนองตอบต่อผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ไม่ว่าต่อศัตรูร่วม ศัตรูหลัก อย่างเกาหลีเหนือ จีน หรือรัสเซีย ไปจนกระทั่งผู้ที่ถูกมหาอำนาจอย่างอเมริกาพยายามผูกรวมเข้าไว้ด้วยกัน ให้ร่วมเป็น “พันธมิตรทางทหาร” บนพื้นฐานผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นสำคัญ...
 
พูดง่ายๆ ว่า...มันได้สะท้อนให้เห็นว่า อำนาจ อิทธิพล บารมี ของอภิมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกา อ่อนยวบยาบลงไปไม่น้อย เลยทำให้ “พันธมิตรทางทหาร” ที่สำคัญเอามากๆ ของอเมริกาในภูมิภาคเอเชียเหนือ หันมา “ใส่กันเอง” แบบสุดฤทธิ์ สุดหลอด ส่วนใครจะเจ็บ จะปวด จะรวดร้าวไปกว่ากัน นั่นคงเป็น “เรื่องของมึง” ด้วยเหตุเพราะ “เรื่องของกู” ก็คือ “อเมริกาต้องมาก่อน” ลูกเดียวเท่านั้นเอง ท่ามกลางสงครามการค้าหรือการทะเลาะวิวาทระหว่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น อเมริกาเลยต้องเป็นแค่ “คนดู” ไปตามสภาพ ไม่คิดจะเป็นตัวกลาง หรือคิดจะจูงมือใครต่อใครไปจับเข่า จับเหน่าอีกต่อไปแล้ว...
 
ต่างไปจากศัตรูหลัก ศัตรูร่วม อย่างเกาหลีเหนือ-จีน-และรัสเซีย ที่ไม่เพียงนับวันจะแน่นเหนียว ผูกโยงเป็นเกลียวยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แถมยังเริ่มดึงดูดเอาทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เข้าไปใกล้ชิดติดพันกับผลประโยชน์ทางการค้า การลงทุน ที่สามารถแปรสภาพไปเป็นผลประโยชน์ทางการเมือง หรือแม้แต่การทหาร ไม่วันใด-วันหนึ่งก็ย่อมได้ อันนี้นี่แหละ...ที่น่าสนใจ น่าคิดสะกิดใจเอามากๆ เพราะแม้ว่าสงครามการค้า ไม่ว่าระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น หรือระหว่างใครต่อใครก็ตาม คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอยู่แล้วแน่ๆ แต่การหันมา “ใส่กันเอง” ระหว่างพันธมิตรทางทหารรายสำคัญของอเมริกาในภูมิภาคนี้ อาจต้องถือเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้เห็นขึ้นมาแล้วรางๆ ว่าอำนาจ อิทธิพล บารมีของผู้ซึ่งเคยถูกถือเป็น “ประมุขโลก” ในทุกวันนี้ กำลังอ่อนยวบ อ่อนยาบลงไปทุกที ไม่ว่าในแนวรบด้านไหนต่อด้านไหนก็แล้วแต่...


กำลังโหลดความคิดเห็น...