xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

เรือเหล็ก “ลุงตู่” ยาวชัวร์ เรือไม้ “เสี่ยแม้ว” เตรียมถอย??

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สิ้นสุดการรอคอย

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จำนวน 36 ตำแหน่ง เต็มพิกัดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

โดยรายชื่อที่ออกมาทั้ง 36 ตำแหน่งนั้นเรียกว่า ไร้เซอร์ไพร์ส ตรงตามโผเป๊ะๆ

ขั้นตอนต่อไปก็คือ การทำหนังสือขอพระราชทานฯ วันเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเข้าทำหน้าที่รัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ที่ในวันเดียวกันนั้นเอง ก็จะส่งผลให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ครองอำนาจมาตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 หมดสภาพลง ปิดตำนาน 5 ปีเศษของ คสช. และคำสั่งมาตรา 44 ครอบจักรวาล

แปรสภาพจาก “รัฐบาลรัฐประหาร” เป็น “รัฐบาลเลือกตั้ง” เต็มตัว

ไล่เรียงตามรายชื่อ 36 เสนาบดี รวมตัวหัวหน้าทีมอย่าง “ลุงตู่” ด้วยแล้ว คงพูดได้ไม่ผิดว่า “ดีที่สุด” แต่เป็น “ดีที่สุด” ภายใต้เงื่อน “ปริ่มน้ำ” ของรัฐบาล ที่ประกอบไปด้วย 19 พรรคการเมือง มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร มาเพียง 4 เสียงเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เมื่อประเมินตามเนื้อผ้า ต้องบอกว่า “ครม.ประยุทธ์ 2” เป็น “ส่วนผสมที่ลงตัว” ประกอบไปด้วยบุคลากรที่มีความโดดเด่นหลากหลาย ทั้งทหาร-การเมือง-เศรษฐกิจ-กฎหมาย-วิชาการ

แถมมีตัวช่วยชั้นดีอย่าง “นักเลือกตั้ง” ที่มีต่อมรับรู้ถึงความต้องการของประชาชนได้ และ “กระแสสังคม” เป็นเลิศ

เพราะฉะนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลลุงตู่จะอยู่ “ยาวชัวร์”

 กางชื่อ 36 เสนาบดี - มี 15 รมต.ป้ายแดง
ทบทวนรายชื่อ “ครม.ลุงตู่ 2” กันอีกหน

เริ่มตั้งแต่ “นายกฯตู่” ที่ถ่างขาควบตำแหน่ง รมว.กลาโหม แบ่งเบาภาระ “พี่ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ “ได้ไปต่อ” เหลือเพียงเก้าอี้รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยมี “บิ๊กช้าง” พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล เป็น รมช.กลาโหม เพื่อประคองงานในกระทรวงกลาโหมต่อด้วยอีกคน ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่การที่ “พี่ป้อม” ถอยย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลไม่น้อย

เช่นเดียวกับ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่ยังคงได้เป็น “แม่ทัพเศรษฐกิจ” และ “เนติบริกร” วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ได้เป็น “ขุนศึกกฎหมาย” รวมไปถึง “ทูตดอน” ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กับหน้าที่ “ขุนพลอินเตอร์” ต่อกันอีกวาระ

และขาดไม่ได้ “พี่ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ควงกะในตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ครองอาณาจักรคลองหลอดต่อ แบบนอนมาและอาจจะทำสถิติเจ้ากระทรวงนี้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็เป็นได้

ถัดมาในส่วน “โควตาพรรคการเมือง” ไล่เรียงตั้งแต่ พรรคพลังประชารัฐ แกนหลักจัดตั้งรัฐบาล ที่กว่าจะลงตัวก็ถูกเขย่าโผกันจนนาทีสุดท้าย ปรากฏว่า “ทีมเฮียกวง” มากันเกือบครบ “สี่กุมาร” เมื่อ อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ได้เป็น รมว.คลัง โดยมี สันติ พร้อมพัฒน์ แกนนำพรรคที่สร้างผลงานกวาด ส.ส.เพชรบูรณ์ ยกจังหวัด ยอมลดเกรดตัวเองจากที่เคยเป็น รมว.หลายกระทรวง มาเป็น รมช.คลัง

ส่วน สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค ก็ได้เป็น รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คนแรกในประวัติศาสตร์ หลังเป็นผู้ปลุกปั้นกระทรวงนี้มาตั้งแต่สมัยร่วมรัฐบาลประยุทธ์ 1

ปังที่สุด เห็นจะเป็น “บิ๊กสน” สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค ที่มาเรียบๆเรียงๆ แต่ได้แรงหนุนจากหลายภาคส่วนคว้าชิ้นปลามันเข้าป้าย รมว.พลังงาน ที่ว่ากันว่าเป็น “กระทรวงเอบวก” ไปได้หน้าตาเฉย

ทีม กทม.ที่คว้าแชมป์ ส.ส. 12 ที่นั่ง มากที่สุดในเมืองกรุง อัพเกรด “ลูกกรอก” ขึ้นชั้น “เซียนการเมือง” ทั้ง “เสี่ยตั้น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ที่ได้ รมว.ศึกษาธิการ กระทรวงที่งบประมาณมากที่สุดของประเทศ ส่วนคู่หู “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กับนิคเนมใหม่ “บีดีอี” บนเก้าอี้ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

สวนทางกับ “ก๊วนสามมิตร” ที่ “กลืนเลือด” พอสมควร กับ รมว.อุตสาหกรรม ของ “เดอะซัน” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ รมว.ยุติธรรม ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่ทั้ง 2 กระทรวงถูกมองว่าเป็นเพียง “กระทรวงเกรดบี”

ขณะที่ “ก๊วนเมืองชลฯ” ได้รางวัลปลอบใจในฐานะที่เป็นกลุ่มการเมืองแรกๆ ที่เข้ามาสยบส่ง “เสี่ยติ๊ก” อิทธิพล คุณปลื้ม ผู้อำนวยการพรรค ที่แม้เสียฟอร์มสอบตก ส.ส.เขตที่ชลบุรี ก็ยังได้สานตำนาน “บ้านคุณปลื้ม” สร้างประวัติศาสตร์เป็น รมว.วัฒนธรรม คนที่ 3 ของตระกูล

ด้านมือทำงานที่มีบทบาทสูงทั้งในพรรค และของรัฐบาลอย่าง “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือของพรรคพลังประชารัฐ สไลด์จากระดับ รมว. มาเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ กับ “ภารกิจพิเศษ” ที่ “ผู้ใหญ่” มอบให้โดยเฉพาะ

สุดท้าย “ปลัดแบงค์” อธิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา คว้าเก้าอี้ รมช.คมนาคม สมปรารถนา ปะป๊า วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ขอไปบู๊ในสภาฯกับตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล ส่งลูกชายหัวแก้วขึ้นชั้นรัฐมนตรีหนแรก

ที่เหลือเป็น “โควตาพรรคร่วมรัฐบาล” ที่ต่างใช้ “วิชาเจรจาชั้นเซียน” และโผนิ่งมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น “ค่ายสะตอ” พรรคประชาธิปัตย์ 7 คน 8 ตำแหน่ง มีชื่อ “อู๊ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ - “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ - “เสี่ยไก่” จุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ - นิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย - “สะใภ้บัวหลวง” คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ - “นายหัววอน” ถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และ “เสี่ยตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข

“ค่ายเซราะกราว” พรรคภูมิใจไทย 7 คน 8 ตำแหน่ง มีชื่อ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.สาธารณสุข - “เสี่ยโอ๋” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค เป็น รมว.คมนาคม - “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา - “น้องชาดา” มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ - “เสี่ยป้อม” ทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย - “เสี่ยป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.พาณิชย์ และ “ดร.โอ๊ะ” กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ

ค่ายสุพรรณฯ” พรรคชาติไทยพัฒนา ที่มี 10 ส.ส. แต่มาแบบ “เส้นใหญ่พิเศษ” ได้มา 2 เก้าอี้ มี “เสี่ยท๊อป” วราวุธ ศิลปอาชา นั่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ประภัตร โพธสุธน เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์

“ค่ายสุเทพ” พรรครวมพลังประชาชาติไทย ส่ง “หม่อมเต่า” ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค เป็น รมว.แรงงาน สำเร็จ ขณะที่ “ค่ายโคราช” พรรคชาติพัฒนา ไม่ยอมตกรถ ใช้ 3 ที่นั่ง ส.ส.พ่วง “สัญญาใจ” ส่ง เทวัญ ลิปตพัลลภ น้องชาย สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค ไปรอโอกาสที่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

ในจำนวน 36 รายชื่อที่ว่าไป มีถึง 15 รายด้วยกันที่เพิ่งประเดิมขึ้นชั้นรัฐมนตรีครั้งแรก คือ

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, อิทธิพล คุณปลื้ม,เทวัญ ลิปตพัลลภ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, พิพัฒน์ รัชกิจประการม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, วราวุธ ศิลปอาชา, สาธิต ปิตุเตชะ, นิพนธ์ บุญญามณี, อธิรัฐ รัตนเศรษฐ, กนกวรรณ วิลาวัลย์, มนัญญา ไทยเศรษฐ์, วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือกระทั่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า

 สยบ “สนิมเนื้อใน” ได้ก็อยู่ยาวชัวร์
เรื่องโวหารเปรียบเปรยทางการเมือง คงไม่มีใครเกิน วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่นอกเหนือจากความช่ำชองด้านกฎหมายเป็นเอกอุ จนสามารถอยู่ในวงจรอำนาจของทุกขั้ว มาได้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาแล้ว ยังเป็นเลิศทางด้านการประพันธ์ จนเขียนหนังสือระดับได้โล่มาหลายต่อหลายเล่ม

“ไม่มีเรือแป๊ะแล้ว บัดนี้เรือลำใหญ่มาก เพราะบรรทุกคนก็เยอะกว่า สินค้าก็เยอะกว่า ความรับผิดชอบก็มากกว่า แต่ว่าบังเอิญเรือมันใหญ่ยังไม่รู้ ยังตั้งไม่ออก มันใหญ่กว่าเรือแป๊ะ เพราะเรือแป๊ะมันเป็นไม้ เรือลำนี้พื้นมันเป็นเหล็ก...”

หากจบคำพูดของ “รองฯวิษณุ” เพียงเท่านี้ ก็เหมือนจะมั่นใจในความแข็งแกร่งของรัฐนาวาที่เดิมเจ้าตัวเคยให้สมญาว่า “เรือแป๊ะ” แต่ผ่านการจาระไนมาถึง 5 ปีกว่า ด้วยกรรมวิธีปกติ และด้วย “อำนาจพิเศษ” จนกลายมาเป็น “เรือเหล็ก” ในวันนี้

ทว่ายังมี “ท่อนสร้อย” ต่อไปอีกว่า “...ดังนั้น เมื่อเป็นเหล็กสนิมมันเกิดได้ และปกติสนิมเกิดแต่เนื้อในเหล็ก อะไรก็ตามที่เป็นเหล็กสนิมมันเกิดได้ทั้งนั้น อะไรก็ตามที่เป็นแผล บาดทะยักก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น อะไรที่ป่วย โลหิตก็เป็นพิษได้ทั้งนั้น ส่วนวิธีป้องกันก็ต้องหามา ซึ่งทุกคนจะเป็นคนป้องกัน...”

สาระสำคัญของ “รองฯ วิษณุ” อยู่ที่ท่อนหลังมากกว่า ด้วยเป็นการแสดงความเห็นในช่วงที่พรรคพลังประชารัฐ กำลังมีปัญหาภายใน ต่อสู้แย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีกันอย่างหนัก

จึงมีการเปรียบเปรย “เรือเหล็ก” กับโอกาสเกิด “สนิมเนื้อใน” ซึ่งก็มาจากปม “รัฐบาลปริ่มน้ำ” นี่เอง ที่เมื่อการแบ่งสรรผลประโยชน์ไม่ลงตัว ทำให้มี “เด็กดื้อ” เหมือนที่ร่ำๆจะแตกหักกันในช่วงจัดวางตัวบุคคลเป็นรัฐมนตรี เฉกเช่นกรณี “กลุ่มสามมิตร” ที่ชักแถวออกมาตะเพิด “สนธิรัตน์” ก่อนมีการเคลียร์ใจหย่าศึกกันจบ

คำถามมีอยู่ว่า หลังตั้งรัฐบาลสำเร็จแล้ว โอกาสที่จะมีการ “งัดข้อ” โดยเฉพาะภายในพรรคพลังประชารัฐมีอยู่หรือไม่

แน่นอน ในทางทฤษฎีย่อมมีความเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติ เชื่อเหลือเกินว่าบรรดา “โคตรเซียนการเมือง” ที่ผ่านสนามเลือกตั้งมาอย่างโชกโชนย่อมรู้ดีว่า “อะไรเป็นอะไร”

ที่สำคัญคือ พวกเขาย่อมรับรู้ด้วยว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 2” ไม่มีช่วงเวลาให้ “ฮันนีมูน” เหมือนรัฐบาลปกติ ด้วยเหตุที่อยู่มาก่อนหน้ากว่า 5 ปีเศษแล้ว ทุกวาระหลังจากนี้ของ “ฝ่ายค้าน” ย่อมต้องการเล็งเห็นผล ไม่มีการออมมือหรือลองเชิงอีกต่อไป ดังนั้น สู้จับมือและก้มหน้าก้มตา “ทำงาน” เพื่อสร้างผลงานให้เข้าตาชาวบ้านร้านตลาดน่าจะเป็นการดีกว่าเพราะจะทำให้สามารถเป็นรัฐบาลได้แบบ “ยาวยาว”

และการอยู่ “ยาวยาว” ย่อมหมายความว่าบรรดา “คนอกหัก” ก็อาจได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีในการ “ปรับ ครม.” ครั้งหน้า

แต่ที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก็คือ ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายสำหรับบรรดานักการเมืองสังกัดพรรคพลังประชารัฐ หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ หากจะ “ยุบสภา” เพื่อ “เลือกตั้งใหม่” ในเร็ววัน เพราะสถานการณ์ ณ เวลานี้ย่อมไม่เหมือนเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมา

บรรดา ส.ส.ที่เคย “สอบได้” ก็อาจ “สอบตก” ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปเสี่ยงให้เหนื่อยและเปลืองกระสุนดินดำเสียเมื่อไหร่

ดังนั้น สิ่งที่หลายคนเป็นห่วงคือการแถลงนโยบายแห่งรัฐ ต่อที่ประชุมรัฐสภา ที่ “ฝ่ายค้าน - ฝ่ายแค้น” ลับมีดรอไว้นานแล้ว ต่อเนื่องไปถึงวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ที่เป็นวาระสำคัญที่จ่อคิวต่อการแถลงนโยบายรัฐบาลทันที เพื่อให้ทันต่อการเริ่มต้นปีงบประมาณ 2563 ในเดือนตุลาคม 2562 ที่จะถึงนี้ จึงน่าจะ “ไม่เป็นปัญหา” อย่างที่มีการคาดการณ์เอาไว้

ขณะที่ตัว “ลุงตู่” เอง ที่อีกไม่นาน น่าจะกระโจนลงมาเป็น “หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” ด้วยตัวเองเพื่อสยบแรงกระเพื่อมภายใน ประสานรอยร้าวของกลุ่มก๊วนมุ้งต่างๆ ทั้งในพรรค และในพรรคร่วมรัฐบาลให้เบ็ดเสร็จ ซึ่งดูทรงแล้วน่าจะ “เอาอยู่” และเชื่อว่าไม่มีใครกล้า “แหกคอก”

นอกจากนี้แม้ “อำนาจพิเศษ” อย่างมาตรา 44 จะหมดไป แต่อย่างน้อยๆ สิ่งที่มั่นใจได้ก็คือ “กองทัพ” กับ “รัฐบาล” ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และพร้อมอุ้มชู “บิ๊กตู่” บนเก้าอี้นายกฯให้ตลอดรอดฝั่ง…เพราะฉะนั้นดูยังไงก็ “ยาวชัวร์”

 “ผู้กองมนัส” กับภารกิจพิเศษ
ใน ครม.ประยุทธ์ 2 บุคคลที่ต้องลุ้นมากที่สุด เห็นจะเป็น “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ที่รับหน้าเสื่อเป็นขุนพลแดนเหนือของพรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็น “เด็กนาย” ที่อยู่เบื้องหน้า-เบื้องหลังของภารกิจสำคัญๆมาตลอด

ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งชื่อของ “ผู้กองมนัส” จับจองเป็น 1 ในเสนาบดีอยู่แล้ว ยิ่งหลังผลการเลือกตั้งออกมาแล้วมั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แน่ ชื่อของ “กัปตันมนัส” ก็ยิ่งขึ้นหม้อ

มีชื่อแปะอยู่ที่ รมว.แรงงาน ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น รมว.ดีอี ก่อนมีกระแสข่าวว่า ไม่เป็นที่ยอมรับ ถึงขั้นติดแบล็กลิสต์ จนต้องส่งไม้ต่อให้ “เสี่ยดม” อัครา พรหมเผ่า น้องชาย มาเสียบแทน

แต่ก็มาหักมุมเมื่อ “อัครา” ประกาศถอนตัว ทั้งที่ส่งเอกสารประวัติไปแล้ว จนลือกระหึ่มไปใหญ่ว่า “ผู้กองมนัส” ถูกริบโควตา ก่อนจะกลับมาอีกรอบเป็น รมว.แรงงาน เช่นเดิมเหมือนโผแรก และมาจบที่ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในที่สุด

จนจับทางได้ว่า ที่ชื่อหายไปจากโผ ก็เพียงเพื่อ “หลบกระแส” เท่านั้น ตามที่เจ้าตัวว่าไว้ว่า ผู้ใหญ่ขอร้องให้อยู่เงียบๆ จนกว่าทุกอย่างจะลงตัว

ย้อนความแล้ว ต้องถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียวสำหรับ “ผู้กองมนัส” ที่สามารถทะลวงกระแส ที่ยังโจมตีต่อเนื่อง แม้มีการโปรดเกล้าฯ แล้วก็ตาม

คำถามมีว่า แล้วเหตุใดชื่อของ “ผู้กองมนัส” ถึงมาอยู่ที่ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทั้งที่ “กระทรวงพญานาค” มีรัฐมนตรีอยู่แล้วถึง 3 คน คือ 1 ว่าการ และ 2 ช่วยว่าการ

เท่ากับว่าในรัฐบาลใหม่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีรัฐมนตรีถึง 4 คน เทียบกับกระทรวงใหญ่ในระนาบเดียวกันอย่างกระทรวงการคลัง หรือกระทรวงพาณิชย์ ก็มีแค่ 1 ว่าการ และ 1 ช่วยว่าการ เท่านั้น

อย่าลืมว่า “ผู้กองมนัส” มี “เอกลักษณ์เฉพาะตัว” ในการผ่านงานมวลชนมาอย่างโชกโชน มีคอนเนกชันในทุกระดับทุกสาขาอาชีพ

การรับภารกิจของ “กระทรวงพญานาค” ที่มีไม้เบื่อไม้เมาคือ “ม็อบเกษตรกร” ก็ตอบคำถามไปในตัว

คงคุ้นตากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นเกษตรกร ทั้งข้าว-ยาง-ปาล์ม-มัน-อ้อย ที่มักออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำต่อเนื่อง โดยมาตรการในระยะหลังของเกษตรกรก็มีความสุ่มเสี่ยงแหลมคม โดยเฉพาะการ “ปิดถนน” ที่ทุกรัฐบาลเข็ดขยาด เพราะทั้งกระทบภาพลักษณ์ของรัฐบาล และยังสร้างผลเสียหายทางเศรษฐกิจอีกด้วย

สำคัญกว่านั้น คือการสกัดวงจร “ม็อบการเมือง” ที่อาจจะใช้ปัญหาด้านเกษตร เป็นชนวนให้การปลุก ม็อบการเมือง ที่หนักข้อเข้าก็จะแวะเวียนมาปักหลักค้างแรมบริเวณหน้า “กระทรวงพญานาค” ริมถนนราชดำเนิน ประจานผลงานรัฐบาลเป็นประจำ

การวางตัว “ผู้กองมนัส” ที่ถนัด “งานมวลชน” เชี่ยวชาญ “การเจรจา” จึงถือว่าเหมาะสม ซึ่งในฐานะ “เด็กนาย” เจ้าตัวก็ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว

นอกจากนี้ การที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีรัฐมนตรีถึง 4 ตำแหน่ง คือ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็น รมว.เกษตรฯโดยมี มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ประภัตร โพธสุธน และผู้กองมนัส เป็น รมช.เกษตรฯ ก็แสดงให้เห็นว่า “ไม่ธรรมดา”

เพราะรัฐมนตรีทั้ง 4 คนมาจาก 4 พรรค

ถ้ามองข้ามเรื่อง “โควตา” ไปเสีย ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลลุงตู่ให้ความสำคัญกับกระทรวงนี้เป็น “พิเศษ” เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายให้โดนใจประชาชนอันจะทำให้รัฐบาลเรือเหล็กสามารถอยู่ได้ “ยาวยาว” และ “ยาวแบบชัวร์ๆ” อีกด้วย

 เรือไม้ “ทักษิณ” ส่อหมอบ
เกมลับลวงพรางที่ต้องจับตา
ตัดฉากกลับไปที่ฝ่าย “ระบอบทักษิณ” กันบ้าง สถานการณ์ของพรรคในเวลานี้ ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วย “เกมลับลวงพราง” โดยมีการสร้างกระแส+ปล่อยข่าวเรื่อง “การถอย” ของนายใหญ่-“นักโทษชายหนีคดีทักษิณ ชินวัตร” จนผิดสังเกต และนำมาซึ่งการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวางถึง “ข้อเท็จจริง” ในเรื่องดังกล่าว

ถ้าหากมองการก่อกำเนิดของ “รัฐบาลลุงตู่ เฟส 2” ที่น่าจะอยู่ “ยาวชัวร์” ก็พอจะมองเห็นว่า โอกาสที่จะ “ถอย” ก็น่าจะมีอยู่ เพียงแต่ดำเนินไปในลักษณะ “ชั่วคราว” มากกว่า “ถาวร”

ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ก็มีสัญญาณที่มีการปะติดปะต่อกันทำให้พอจะเชื่อในสมการดังกล่าวได้ โดยเฉพาะการที่ “เสี่ยเพ้ง-นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” ขุนพลคนสำคัญของระบอบทักษิณประกาศวางมือทางการเมืองไปก่อนหน้า หรือ “เสี่ยอ้วน-ภูมิธรรม เวชยะชัย” เลขาธิการพรรคที่ประกาศวางมือ และผู้ร่วมก่อตั้งไทยรักไทยกับทักษิณ ที่ถอยออกไปเป็นโค้ชอยู่เบื้องหลังพรรค

แถมมีข่าวว่า แกนนำเพื่อไทยหลายคน ที่อยู่คนละฟากกับ “เจ๊หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ก็เริ่มคิดจะเดินรอยตาม ภูมิธรรม และเสี่ยเพ้ง คือจะลดบทบาทตัวเองลง และอาจมองไปถึงการออกไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่น เมื่อจังหวะและโอกาสมาถึง เพราะรู้ว่า อยู่ไปก็ “ไม่มีอนาคต”

จากนั้น “ทักษิณ” ก็ทวีตข้อความเนื่องในวันคล้ายวันเกิดว่า “วันเกิดครบ 70 ปีของผม หลายท่านแจ้งว่า จะมาร่วมงาน ผมต้องขอโทษด้วย ที่ไม่ได้จัดงานในปีนี้ ผมคงทานข้าวกับลูกหลานในบ้าน ซึ่งสถานที่มีจำกัด และอากาศที่ดูไบ ร้อนเกือบ 50 องศา ไม่สามารถจัดนอกอาคารได้ ขอบคุณทุกท่านสำหรับความปรารถนาดี และยังนึกถึงกันเสมอครับ” อันนำมาซึ่งการตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณ “ถอย” ให้บรรดาผู้คนในระบอบทักษิณได้รับรู้

บ้างก็ว่า เหตุที่ “ทักษิณ” คิดจะถอยก็เพราะต้องการรักษา “เงาหัว” ของตัวเองและเครือญาติเอาไว้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องคดีความของ “เสี่ยโอ๊ค-พานทองแท้” ลูกชายคนเดียวที่คดีกรุงไทยงวดเข้ามาทุกที

บ้างก็ว่า สถานการณ์ในตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวเหมือนเดิมเพื่อประหยัดงบประมาณในการเลี้ยงลูกน้อง ซึ่งก็คงจะจริงเพราะไม่รู้จะต้องจ่ายอีกเท่าไหร่ จึงจะได้เลือกตั้งและได้อำนาจกลับมา ดังนั้น จึงสู้ปิดตู้เอทีเอ็ม ไปก่อนดีกว่า

ทั้ง 2 ประเด็นมีเหตุและผลในตัวเองพอสมควร เพียงแต่สุดท้ายแล้ว คนอย่าง “ทักษิณ” ไม่น่าจะยอมอะไรง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาเคยมีข่าวถอยเรื่อยมา ทว่า เขาก็ยังอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยมาโดยตลอด

ขณะที่ “พรรคอนาคตใหม่” ของ “เสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ใครๆ ก็ว่ามาแรง ทำไปทำมาชักจะเกิดปัญหาอยู่ไม่น้อย ด้วยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่า ดีแต่สร้าง “วาทกรรม” แต่ปฏิบัติงานจริงก็ยังอ่อนต่อโลกอยู่ไม่น้อย ดังที่เห็นได้จากกรณี “เรือประมง” หรือเรื่อง “อาเซียน” ที่ถูกย้อนศรจนแทบต้องเอาหน้าซุกแผ่นดิน ซึ่งสะท้อนว่ายังไม่เข้าใจปัญหาของชาติบ้านเมืองที่แท้จริง

แถมตัว “ผู้นำพรรค” ก็มักจะใช้ยุทธศาสตร์ “โลกล้อมประเทศ” ซึ่งผู้คนจำนวนไม่น้อยมองว่า ไม่ต่างอะไรกับทักษิณที่ดึงต่างชาติเข้ามาวุ่นวายและสร้างปัญหาทางด้านภาพลักษณ์ให้กับประเทศอยู่เนืองๆ

ที่สำคัญคือ ถ้าจะว่าไปแล้วสาเหตุที่พรรคพ่อฟ้าได้ ส.ส.เยอะก็เป็นที่รับรู้กันว่า เป็นผลมาจากการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของนายใหญ่คนเสื้อแดงในการขับเคลื่อนพรรคไทยรักษาชาติจนต้องถูกยุบและจำใจต้องโอนคะแนนมาให้พรรคอนาคตใหม่ มิใช่เป็นผลมาจากคะแนนนิยมในตัวพรรคอนาคตใหม่ล้วนๆ เสียเมื่อไหร่

....จากสถานการณ์ทั้งหลายทั้งปวงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถ้าไม่มีการ “สะดุดขาตัวเอง” เสียก่อน เชื่อเหลือเกิน “เรือเหล็กของลุงตู่” อยู่ “ยาวชัวร์”


กำลังโหลดความคิดเห็น...