xs
xsm
sm
md
lg

คุณสมบัติลุงตู่และเนติบริกรวิษณุ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

แม้ว่า กกต.จะเคยพิจารณาคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตามที่มีผู้ร้องว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช.ที่พล.อ.ประยุทธ์ดำรงตำแหน่งนั้นอาจถือเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ที่ทำให้ขัดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วกกต.ทั้ง 7 คน มีมติด้วยเสียงเอกฉันท์ เห็นว่า การประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ชอบด้วยกฎหมาย โดยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 88 และมาตรา 89 รวมถึงเป็นไปตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 13 และมาตรา 14นั้น

จะเห็นว่า กกต.ไม่ได้อธิบายข้อเท็จจริงในเชิงกฎหมายมากกว่านั้น คล้ายกับบอกแค่ว่ามีมติว่าไม่ผิดเท่านั้นเอง แต่ไม่ผิดอย่างไรไปดูกฎหมายที่ยกมาอ้างเอาเอง และทำอย่างนี้หลายครั้งในการวินิจฉัยข้อกฎหมาย คล้ายกับว่าเป็นอำนาจที่ตัวเองมีไม่สนใจว่าประชาชนทั่วไปจะเข้าใจหรือไม่

แต่ผมก็เหมือนกับหลายคนที่ยังมีเหตุสงสัยว่า ถ้าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐแล้วมีสถานะเป็นอะไร เพราะมีอำนาจสั่งการและออกคำสั่งให้ผู้อื่นปฏิบัติตามได้ทั้งประเทศ ใครไม่ปฏิบัติตามก็เป็นความผิด คำสั่งของ คสช.ยังถือเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ได้โดยชอบ

อย่าลืมว่า ปัญหาหลักของความขัดแย้งในบ้านเราตลอดสิบกว่าปีมานี้คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าสองมาตรฐาน แต่กระบวนยุติธรรมชั้นศาลนั้น กลายเป็นสิ่งสถิตที่ไม่มีใครกล้าไปก้าวล่วง และระบบ 3 อำนาจของไทยก็ไม่ได้ทำหน้าที่คานอำนาจกันจริง เพียงแต่แบ่งแยกกันทำหน้าที่เท่านั้นเอง

ผมจึงเห็นด้วยที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เพราะเหตุเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่

ในขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม เนติบริกร ระบุกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงหรือไม่ ว่า ไม่ได้มีผลอะไร แล้วแต่ศาลจะว่าอย่างไร เรื่องนี้ไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนที่มีความพยายามจะนำมาเปรียบเทียบกับกรณีของนายธนาธร ที่ถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเช่นกันนั้น จะเปรียบเทียบได้อย่างไร ในเมื่อศาลเป็นคนสั่ง และเรื่องนี้ทาง กกต.เคยตรวจสอบมาก่อนแล้วเห็นว่าไม่ขัดจึงรับรายชื่อเอาไว้ได้ ขอให้ไปดูมาตรา 82 ที่ระบุว่า ถ้ากรณีมีเหตุอันควรสงสัย ศาลจึงจะสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าไม่มีอะไรสงสัยก็รับเรื่องไว้แล้วดำเนินการต่อไป

เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันต่อไปหรือไม่ หากผลวินิจฉัยจะออกมาทางใดทางหนึ่ง เนติบริกร กล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่รู้จะไปถกเถียงอย่างไร เพราะในเมื่ออำนาจเขาให้แก่ศาลไว้ ศาลวินิจฉัยอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น อย่างกรณี 41 ส.ส. ศาลวินิจฉัยไว้ชัดเจนว่าที่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้เพราะอะไร และกรณีของนายธนาธรที่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะอะไร มันไม่ใช่เรื่องสองมาตรฐาน แต่เพราะมันมีเกณฑ์ของเขา ส่วนที่ถามว่านายกฯ ได้ปรึกษาทางออกในเรื่องนี้หรือไม่นั้น ไม่มี ยังไม่เคยพูดกัน ไม่มีอะไรเลย ไม่มีปัญหาหรอก ไม่มีความเดือดร้อน การทำอะไรที่อยู่ในเกณฑ์ ในกติกานั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และดำเนินไปได้ แต่ที่ไม่ถูกต้องคือการไปดึงเกมลงสู่ท้องถนน ตรงนี้แหละสำคัญกว่า

เวลามีข้อโต้แย้งทางกฎหมายก็จะมีกูรูกฎหมายที่ครองอำนาจในสังคมไทยมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ต้องเรียกใช้อย่างนายวิษณุออกมาแสดงความเห็นชี้นำตลอดเวลา มีคำถามว่าภายใต้อำนาจที่ตัวเองดำรงอยู่ ความเห็นทางกฎหมายของนายวิษณุนั้นควรจะมีขึ้นหรือไม่เมื่อกระบวนการต่างๆนั้นถูกนำขึ้นสู่ศาลแล้ว แน่นอนว่าเป็นเพียงความเห็น แต่นายวิษณุก็ไม่ใช่นาย ก.นาย ข.ที่ไหน แต่เป็นผู้ทรงอำนาจในสังคมไทยมาหลายศตวรรษและรับใช้รัฐบาลทุกฝ่ายทุกพรรคมาโดยตลอด

แต่ก็มีข้อสงสัยว่าถ้านายวิษณุแม่นยำในกฎหมายจริง ทำไมรัฐบาลที่นายวิษณุเคยร่วมเช่น รัฐบาลทักษิณ ถ้ารู้จริงชี้ถูกชี้ผิดได้ในกระบวนการกฎหมายทำไมถึงปล่อยให้ทักษิณกระทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายได้เล่า หรือจริงๆ แล้วนายวิษณุเลือกใช้กฎหมายเพื่อหาทางรอดเท่านั้นเอง

สิ่งที่ท้วงติงมานี้เพื่อจะบอกว่า สถานะของนายวิษณุกับความเห็นทางกฎหมายนั้นจะต้องใช้อย่างระมัดระวัง

จริงแล้วกรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ก็มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติที่ขัดต่อกฎหมายเช่นเดียวกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แต่ของนายธนาธรนั้นเป็นเพียงคุณสมบัติต้องห้ามในการสมัคร ส.ส.เท่านั้น แต่ของ พล.อ.ประยุทธ์นั้น ถูกตั้งคำถามว่าอาจจะมีคุณสมบัติต้องห้ามในการเป็นนายกรัฐมนตรี

การที่อ้างว่า กรณีของธนาธรนั้นศาลจึงมีเหตุสงสัยจึงให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะตัวเองก็แสดงความเห็นมาหลายครั้งและมีความเชื่อเช่นเดียวว่า ธนาธรน่าจะขัดคุณสมบัติ แต่กรณีของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อนายวิษณุอ้างว่า กกต.เคยวินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่มีเหตุสงสัยที่จะให้ยุติการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์นั้นเป็นตรรกะที่ประหลาด เพราะการวินิจฉัยของ กกต.ไม่ได้ผูกพันกับศาลรัฐธรรมนูญ

ถ้าอ้างเหตุอย่างนั้น กรณีถือครองหุ้นสื่อ แม้จะเป็นการจดบริคณห์สนธิซึ่งศาลฎีกาเคยตัดสินคดีหนึ่งมาแล้วว่ามีความผิด ทำไมไม่อ้างเหตุสงสัยที่ศาลฎีกาเคยตัดสินในกรณีเดียวกัน เพื่อให้ทุกคนที่ถือหุ้นสื่อหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดด้วยเล่า ก็เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยโดยอิงกับคำวินิจฉัยขององค์กรอื่นไม่ใช่หรือ

แถมอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าคำวินิจฉัยของ กกต.ในหลายเรื่องนั้น เพียงแต่อ้างมติเสียงข้างมากใช้อำนาจตามกฎหมายที่ตัวเองมี แต่ไม่เคยอธิบายแสดงเหตุผลจำแนกรายละเอียดข้อกฎหมายให้ประชาชนเข้าใจเลย

อย่าลืมว่า ขนาด ส.ส.ที่มีข้อสงสัยในเรื่องคุณสมบัติจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในสภา ยังไม่สามารถทำได้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะอาจจะเกิดความเสียหายเกิดขึ้น แล้วกรณีคุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ซึ่งถูกตั้งข้องสงสัยเช่นเดียวกันจะไม่ส่งผลกระทบไปยิ่งกว่าการดำรงตำแหน่งส.ส.หรือ เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำของประเทศ

มาตรา 160 ระบุว่า คณะรัฐมนตรีต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 มาตรา 98 (12) เป็นข้าราชการซึ่งมีตําแหน่งหรือเงินเดือนประจํานอกจากข้าราชการการเมือง และ (15) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ผมคิดว่า โดยตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ของพล.อ.ประยุทธ์นั้น ไม่น่าจะขาดคุณสมบัติเพราะถือเป็น “ข้าราชการการเมือง” ซึ่งเป็นข้อยกเว้นมีคุณสมบัติไม่ขัดตามมาตรา 98 (12)

แต่คำถามที่ถูกตั้งขึ้นในวันนี้คือ ตำแหน่ง “หัวหน้า คสช.” เป็น “ข้าราชการการเมือง” หรือเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”

ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐก็จะเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 98 (15)

ดังนั้น ที่ต้องหาข้อยุติทางกฎหมายคือ ตำแหน่งหัวหน้า คสช.และสมาชิก คสช.มีสถานะเป็นอะไร

มีกฎหมายบัญญัติไว้นะครับว่า ข้าราชการการเมืองหมายถึงตำแหน่งอะไรบ้าง ลองไปดูพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ข้าราชการการเมืองได้แก่บุคคลซึ่งรับราชการในตำแหน่งข้าราชการการเมือง ดังต่อไปนี้

(๑) นายกรัฐมนตรี (๒) รองนายกรัฐมนตรี (๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง (๔) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (๕) รัฐมนตรีว่าการทบวง (๖) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง (๗) รัฐมนตรีช่วยว่าการทบวง (๘) ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (๙) ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (๑๐) ที่ปรึกษารัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (๑๑) เลขาธิการนายกรัฐมนตรี (๑๒) รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (๑๓) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (๑๔) รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (๑๕) เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (๑๖) ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (๑๗) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (๑๘) ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (๑๙) เลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวง (๒๐) ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวง

จากกฎหมายนี้ชัดเจนว่า โดยลำพังตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มีคุณสมบัติขัดต่อกฎหมาย เพราะถือเป็นข้าราชการการเมืองชัดเจน

แต่ประเด็นคือ ตำแหน่งหัวหน้า คสช.ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในกฎหมายข้าราชการการเมือง ตำแหน่งหัวหน้า คสช.จึงไม่มีทางเป็นข้าราชการเมืองไปได้ แล้วเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”หรือไม่

อย่าลืมนะครับว่า เคยมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในประเด็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”ได้เคยมีคำวินิจฉัยไว้แล้วตามที่ กกต.เคยยื่นคำร้องไปดังนี้

คำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” เป็นคำทั่วไป จึงต้องตีความโดยให้มีความหมายคล้ายคลึงกันหรือในแนวเดียวกับคำว่า “พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น” ดังนั้น คำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

1. ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย

2. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ

3. อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ

4. มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “ไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ชี้ไว้ดังนี้

มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย และปฏิบัติงานประจำ แต่การใช้อำนาจหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยคณะบุคคลที่ประกอบกันขึ้นเป็นคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แต่ละคนไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเป็นของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการได้ ด้วยตนเองโดยลำพัง เพราะกฎหมายให้อำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ แม้จะอยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ และมีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมายก็ตาม

ลองพิจารณาดูสิครับว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช.นั้น จะไม่เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐได้อย่างไร แล้วชัดเจนว่า คสช.ไม่ได้ออกคำสั่งโดยคณะบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ออกคำสั่งในนามหัวหน้า คสช.ได้ด้วย

คนเขาพูดกันว่าศาลนั้นจะออกทางไหนก็ได้ทั้งนั้น(ซึ่งน่าจะเป็นคำอธิบายที่ไม่ถูกต้อง) แล้วรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นในตำแหน่งเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐนอกเหนือจากที่เคยวินิจฉัยไว้ได้หรือไม่

นี่จะเป็นบทพิสูจน์นะครับว่า สังคมไทยมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมเพื่อจะออกจากเงื่อนไขของความขัดแย้งตลอดระยะเวลา 10 ปีมานี้ได้หรือไม่

หรือจะเป็นดังเรื่องที่เขาล้อกันว่า คนไทยไปถามคนลาวว่า ลาวไม่มีทางออกทะเลทำไมมีกองทัพเรือ แล้วคนลาวก็ถามกลับว่าประเทศไทยไม่มีความยุติธรรม ทำไมถึงมีกระทรวงยุติธรรม

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...