xs
xsm
sm
md
lg

2 หนุ่ม 2 มุม-เมื่อถูก รังสีอำมหิตของทรัมป์

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


2 หนุ่มนี้ คนหนึ่งเป็นประธานธนาคารกลาง (Fed) สหรัฐฯ และอีกคนเป็นทูตสำนักเซนต์เจมส์ประจำดี.ซี.

เขาอายุเท่าๆ กัน 65-66 และมีประวัติดีเยี่ยมในสาขาวิชาชีพของเขา มีผลงานประทับใจที่ทำเพื่อประเทศชาติของเขา

ประธานเฟดคือ Dr.Jerome Powell-ปริญญาเอกด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และเป็นประธานเฟดคนแรกที่ไม่ได้จบทางเศรษฐศาสตร์ แต่มีผลงานด้านการเงินจากทั้งสำนักกฎหมายตรวจสอบชื่อดังของสหรัฐฯ และงานที่กระทรวงการคลังก็เป็นถึงปลัดกระทรวงดูแลด้านสถาบันการเงินจนได้รับการเสนอเป็นกรรมการของเฟดจากโอบามา; แม้ Dr.Jay (ย่อมาจาก Jerome) จะเคยลงทะเบียนเป็นรีพับลิกัน แต่ความที่เขาแสดงจุดยืนมั่นคงว่า “เป็นกลาง” ไม่ฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใด (เวลาเลือกตั้ง-เขาจะไม่ไปลงคะแนน) และเห็นแก่ผลประโยชน์ชาติมาก่อน-เขาเป็นกรรมการเฟดจะอยู่วาระละ 7 ปี และได้ต่ออายุเป็นวาระที่สอง

เมื่อนางJanet Yellen ซึ่งเป็นประธานเฟดที่เป็นผู้หญิงคนแรก ถูกรังสีอำมหิตของทรัมป์ ที่กล่าวหาว่าเธอฝักใฝ่การเมืองเลือกข้างพรรคเดโมแครต โดยแสดงทัศนะว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังร้อนแรง และอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ย; ทรัมป์โวยวายหนักว่า เธอกำลังสกัดเศรษฐกิจไม่ให้โตต่อเนื่องเพราะเธอเป็นเดโมแครต (ซึ่งก็จริง เพียงแต่เวลาเลือกตั้ง-เธอจะไม่ไปลงคะแนน-ตามธรรมเนียมที่ประธานเฟดคนก่อนๆ ทำเอาไว้ เพื่อเป็นกลางทางการเมืองจริงๆ) ดังนั้น เมื่อเธอครบวาระการทำงานครบ 4 ปี ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม ปธน.ทรัมป์ไม่เสนอชื่อของเธอ (ผ่านกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา) อีกครั้งหนึ่ง

เขากลับไปเลือกกรรมการกลางของเฟด ที่เป็นรีพับลิกันคือ ดร.เจ พาวเวลล์ ด้วยคาดว่าเขาจะส่งดร.เจให้อุ้มเศรษฐกิจให้เติบโตเฟื่องฟูอยู่ต่อไป อันเป็นประโยชน์สำหรับการหาเสียงสำคัญยิ่งของทรัมป์ ที่คุยโวตลอดว่า เขาทำเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เติบโต (ทั้งๆ ที่การเติบโตได้เริ่มมาตั้งแต่นโยบายของโอบามา หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่รัฐต้องทุ่มเงินเข้าไปอุ้มบริษัทยักษ์ และสถาบันการเงินไม่ให้ล้มครืน) ด้วยการลดภาษีคนรวย

หลังทรัมป์ประกาศ (อย่างไม่เป็นทางการ) สงครามการค้ากับจีน ซึ่งเริ่มกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (ต้นทุนสินค้านำเข้าจากจีนพุ่งปรี๊ด-ผู้ประกอบการอเมริกันร้องกันทั่ว รวมทั้งผู้บริโภคที่ต้องซื้อของแพงขึ้น) ทำให้ดร.เจ เริ่มเปลี่ยนท่าทีต่อนโยบายการเงินของเฟด คือ จากที่บอกว่าปี 2019 นี้น่าจะขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง หรือสกัดเศรษฐกิจไม่ให้เป็นฟองสบู่ เขาเริ่มเห็นสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว; ต้นปีนี้ เขาเปลี่ยนนโยบายการเงินเป็น-จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปี 2019; และตอนนี้-ภาคผลิตของสหรัฐฯ เริ่มชะลอเห็นเค้า-ดร.เจก็มีท่าทีจะลดดอกเบี้ยด้วยซ้ำ

ไม่ใช่ดร.เจทำตามคำสั่งของปธน.ทรัมป์ ที่พร่ำพูดตั้งแต่ปี 2017 ที่เขาเพิ่งเข้ามาทำเนียบขาว-ให้ลดดอกเบี้ย-ทำไมจะมาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อทำร้ายเศรษฐกิจ, ทำร้ายประชาชน, โดยเฉพาะคือ สกัดกั้นผลงานดีเด่นของทรัมป์-ทำไม??

มีหลายครั้งที่ทรัมป์ประกาศจะปลดดร.เจ พาวเวลล์ จากประธานเฟด ก็เกิดเสียงต้านในสภาว่า ปธน.ไม่มีอำนาจปลดนะ ทรัมป์ยังขู่ว่าเขามีอำนาจจะทำให้ได้

ล่าสุด ดร.เจ พาวเวลล์ ออกมาตอบกรรมาธิการในสภา เมื่อไปให้ปากคำ (ประจำปี-ช่วงครึ่งปี) ว่า เขาจะไม่ยอมลาออก (ถ้าปธน.-ขอให้ลาออก) และจะอยู่จนครบเทอมในปี 2022 (อีก 3 ปี)
อดีตรมต.ต่างประเทศ Boris Johnson ดีเบตกับรมต.ต่างประเทศ Jeremy Hunt ในศึกชิงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคและนายกฯ อังกฤษ
ส่วนท่านเซอร์คิม ดาร์รอค เขียนจดหมายลาออกทันทีไม่ถึง 24 ช.ม. หลังจากอดีตรมต.ต่างประเทศ Boris Johnson ไปดีเบตกับรมต.ต่างประเทศ Jeremy Hunt ในศึกชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและนายกฯ อังกฤษ โดยเซอร์คิม ได้รับสัญญาณจากนายบอริส (ซึ่งมีโอกาสสูงมาก ว่าจะได้รับเลือกภายในพรรคให้มาเป็นนายกฯ) โดยนายบอริส ถูกท้าและตามจากนายเจรามี ฮันต์ ว่า คุณจะยังให้ท่านเซอร์คิม อยู่ในตำแหน่งทูตต่อไปหรือไม่-นายบอริสไม่ตอบ-พูดเลี่ยงๆ ไปว่า-มันเป็นเรื่องในอนาคตขอไม่ตอบ-ถึง 2-3 ครั้งที่เขาไม่ยอมตอบ ขณะที่นายเจรามี ฮันต์ พูดชัดว่า ถ้าเขาได้เป็นหัวหน้าพรรคและนายกฯ อังกฤษ เขาจะให้เซอร์คิม ที่มีความดีเด่นมาตลอด-ยังอยู่เป็นทูตต่อไปจนครบวาระ (ในปี 2020 อีก 1 ปี)

จริงๆ แล้ว นายทรัมป์เดือดดาลมากต่อข้อมูลลับที่รั่วออกมา และออกมาทวิตด่ากราดต่อเซอร์คิมว่าเป็นคนบ๊องๆ โง่เขลา และยังพาลไปถึงท่านนายกฯ เมย์ (ซึ่งได้ออกมาปกป้องท่านเซอร์คิมว่า เขาเขียนรายงานลับอย่างตรงไปตรงมา-แม้เธอจะออกคำแถลงว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่ “unfortunate” (เคราะห์กรรมร้ายจริงๆ) ที่เกิดขึ้น และไม่ใช่จงใจให้ข้อความลับไปปรากฏในที่สาธารณะ)

เธอถูกพาดพิงว่า การดำเนินการเพื่อออกจากอียูของเธอนั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะเธอไม่ทำตามคำแนะนำของทรัมป์ (ที่เสนอให้เธอฟ้องอียู เพื่อออกจากอียู ซึ่งเป็นเรื่องที่ทรัมป์ถนัดในการฟ้องศาลเมื่ออยู่ภาคธุรกิจ-และเธอทำไม่ได้-เพราะตัวเธอฟ้องศาลอียูว่าอียูกระทำต่ออังกฤษอย่างไม่เป็นธรรม จึงอยากออกจากอียู-ก็เท่ากับเธอยอมรับในอำนาจศาลของอียู-แล้วทำไมจะอยากออกจากอียูล่ะ???)

เซอร์คิมเขียนในจดหมายลาออกว่า เพื่อไม่ให้มีการคาดเดาว่าเหตุการณ์จะจบอย่างไร-ทำให้เสียงานของสถานทูตอังกฤษที่สหรัฐฯ เขาจึงขอระงับบทบาททันที (คือลาออก) เพื่อให้งานของสถานทูตได้เดินหน้าต่อ เพื่อผลประโยชน์ของอังกฤษ

ฝ่ายประธานกรรมาธิการต่างประเทศของสภาอังกฤษ ออกมาสรรเสริญ (ก่อนที่เซอร์คิมจะลาออก) ผลงานดีเยี่ยมของเซอร์คิม-ว่าเป็นการรายงานอย่างตรงไปตรงมาและน่าชื่นชม และพอรู้ว่าเซอร์คิมตัดสินใจลาออก-ก็มีแถลงการณ์เสียดายอย่างยิ่ง โดยบอกว่า เซอร์คิมเป็น The Best of us ทีเดียว

อดีตทูตอังกฤษประจำดี.ซี.คนก่อนหน้าเซอร์คิมออกมาชื่นชมผลงานของเซอร์คิมว่าทำถูกต้องแล้วในบันทึกลับนั้น เพราะเป็นความเห็นที่ตรงกับนักการทูตในดี.ซี.หลายๆ คนมากที่ประเมินเช่นนั้น; และยังวิเคราะห์ด้วยว่า การที่มีความจงใจให้ข้อมูลลับนี้รั่วออกมา เพราะต้องการเปลี่ยนตัวทูตอังกฤษประจำดี.ซี. เพราะต้องการเอาคนของตนที่จะทำงานร่วมกับทรัมป์อย่างเต็มที่ หลังจากอังกฤษออกจากอียู และจะต้องพึ่งพาทรัมป์มากยิ่งขึ้น

ถ้าวิเคราะห์ในแนวทางนี้ ก็หมายถึงทีมของบอริสที่กำลังจะเป็นนายกฯ คนใหม่นั่นแหละ ที่จงใจทำข้อมูลให้รั่วนั่นเอง
นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ


กำลังโหลดความคิดเห็น...