xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

***เหตุผลที่"ทักษิณ" จะไม่วางมือทางการเมืองมีมากกว่าวางมือ หลังลือสะพัด วันเกิดปีนี้จะประกาศถอยห่างการเมือง **

หลังพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวปรับโครงสร้าง นักการเมืองรุ่นเก่าในพรรคที่เคยอยู่ร่วมกับ "ทักษิณ ชินวัตร" ทยอยลดบทบาท หรือกระทั่งประกาศวางมือ เช่น "เฮียเพ้ง" พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ประกาศวางมือทางการเมืองกลางงานวันคล้ายวันเกิดของตัวเอง เมื่อ 5ก.ค.ที่ผ่านมา ..."เฮียเพ้ง"ไม่ได้ถอยฉากคนเดียว ยังห้ามไม่ให้ทายาทเล่นการเมืองด้วย "เฮียเพ้ง" ถือว่าเป็นมือขวาของทักษิณ ซึ่งการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทย รอบนี้ เดิมถูกวางตัวเป็น เลขาธิการพรรค แต่ได้ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่ง ...เมื่อลูกพรรคโบกมือลา จึงทำให้ "นายใหญ่" ทักษิณ ถูกคาดเดาว่าจะวางมือจากการเมืองด้วยเช่นกัน โดยคงจะใช้โอกาสในวันคล้ายวันเกิด 26 ก.ค.ที่จะถึงนี้ ประกาศวางมือ
*ครบรอบวันเกิดปีนี้ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ ที่หลบหนีคดีเร่ร่อนในต่างแดนก็จะมีอายุครบ70 ปี
แม้ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวทำนองทักษิณจะวางมือ ก่อนหน้านี้ก็ปรากฏเป็นระยะๆ จนโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์กันว่า จะวางได้กี่วัน ? หรือ วางมือจริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้อยู่เบื้องหลัง ครอบงำพรรค เหมือนที่รู้ๆ กัน
เหตุผลในการวางมือครั้งนี้ ค่อนข้างหนักแน่น ก็ว่ากันว่า เป็นวัยที่เหมาะสมจะได้พักผ่อน ไม่ต้องมาทนเหนื่อยยาก ทรัพย์สินเงินทอง ถูกอายัดบ้าง ยึดไปบ้างก็ยังมีเหลือเฟือที่จะใช้ชีวิตในต่างแดนไปเรื่อยๆ ... บทบาทในพรรคช่วงนี้เป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่จำเป็นต้องซีเรียสอะไร แตกต่างจากช่วงก่อนเลือกตั้ง ที่ทั้งวางแผนแตกพรรคใหญ่เป็นพรรคย่อย หักเหลี่ยมเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ไปจนถึงลงทุนลงแรงจัดรายการ ออกสื่อโซเชียลฯ บ่อยครั้ง หรือ ให้สัมภาษณ์สื่อระดับโลก อย่างบีบีซี โจมตีรัฐบาล
"ทักษิณ และคนในตระกูลชินวัตร" วันนี้ดูคล้ายๆ แทบจะปล่อยวางกิจการให้ตัวแทน หรือ วางมือมาระยะหนึ่งแล้ว แต่คนที่ "รู้ทันทักษิณ" ย่อมมองออกว่า ควรเชื่อข่าวลือทำนองนี้ได้หรือไม่
ความเป็นจริงตลอดเวลานับแต่ทักษิณก้าวเข้ามาเล่นการเมืองด้วยตัวเอง ตั้งแต่สมัยลงเลือกตั้ง ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ถูกรัฐประหาร 2ครั้ง ต้องโทษมีคดีและหลบหนีออกนอกประเทศ ทักษิณไม่เคยที่จะลดบทบาทแม้แต่น้อย ... ตัวเองเมื่อไม่สามารถมีตำแหน่ง ก็ผลักดันนอมินีสืบทอดอำนาจ ทั้ง สมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขย มาจนถึง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เหล่านี้ คือนายกฯ นอมินีที่ทักษิณ ผูกขาดไว้ในอดีต
เหตุผลที่ต้องมีอำนาจ ว่ากันว่า เพราะ รักษาผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ที่ยึดโยงอำนาจรัฐ ขาดทักษิณไปก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
ต้องไม่ลืมว่า รากฐานเครือข่ายธุรกิจของทักษิณและพวกพ้อง ที่ได้ประโยชน์จากอำนาจรัฐ ทั้งสัมปทานต่างๆ และกิจการโทรคมนาคม มูลค่าหลายแสนล้านยังฝังรากลึกอยู่ในประเทศ ... ประการสำคัญ "ทักษิณ" คงไม่อาจวางมือได้ ตราบเท่ายังคาใจ และฝังใจเชื่อว่า ไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง
* ทักษิณและคนในตระกูลชินวัตร ทั้งไม่ยอมรับ และไม่เชื่อถือในกระบวนการยุติธรรม จึงปล่อยให้ลูกน้องติดคุกแทน
ดังคดีทุจริต คอร์รัปชันต่างๆ ที่ถูกขุดคุ้ยจนนำไปสู่การพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม ตัดสินความผิดมาหลายคดี และอีกหลายคดีที่ถูกพักไว้รอให้ทักษิณกลับมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ... วันเกิดเมื่อปีที่แล้ว "แม้ว" ยังเอาตัวเองไปเทียบกับ "มหาเธร์" ของมาเลเซีย ที่หวนคืนสู่อำนาจขณะที่สูงวัยกว่า เพื่อทำทุกอย่างให้พรรคการเมืองของตระกูลชินวัตร กลับมาเป็นรัฐบาล
เชื่อว่า ทักษิณ ประเมินสถานการณ์การเมืองไทยอยู่ตลอดเวลา วันนี้เครือข่ายระบอบทักษิณ แพ้การเลือกตั้ง แต่ใครจะไปรู้ "รัฐบาลลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะพายเรือเหล็กสนิมเกาะในไปได้สักกี่น้ำ ? ยิ่งอาศัยความแตกแยกของประชาชนที่ ทักษิณ ได้สร้างไว้ รวมกับผู้มีอำนาจ-พรรคการเมือง ที่ยังไม่ได้ก้าวข้ามผ่านทักษิณ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เมื่อรวมกับ 5 ปีรัฐบาลคสช. และ "ลุงตู่" ที่ไม่ได้ปฏิรูปการเมือง และประเทศอย่างแท้จริง เงื่อนไขการเมืองแบบนี้ โอกาสที่"ทักษิณ" จะฟื้นคืนหวนกลับมามีอำนาจรัฐอีกครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ปิดประตูตาย
*ในวงนักเลงมีคำกล่าวว่า ลูกผู้ชายสิบปีล้างแค้นก็ยังไม่สาย ทักษิณก็จัดอยู่ในคนประเภทนี้
เหตุผลอีกข้อก็คือ ไม่ว่าพรรคการเมืองของทักษิณ จะถูกยุบพรรค จะตั้งพรรคใหม่ ตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน จนมาเพื่อไทยในทุกวันนี้ การเลือกตั้งทุกครั้ง ต้องอาศัยชื่อและบารมีของทักษิณ
เรียกได้ว่า "พรรค = ทักษิณ" แม้วก็คือแบรนด์ที่คนเลือกไม่ได้เลือกเพราะพรรค ทุกวันนี้ซึ่งอาจจะเลยไปสมัยหน้า ชื่อทักษิณ ก็ยังขายได้ และทุนก็ยังมีที่จะตรึงนักการเมืองเอาไว้ได้
*เหตุผลที่จะไม่วางมือของทักษิณจึงมีมากกว่าจะวางมือ ซึ่งหากจะให้วางมือ ก็คงมีเพียงเหตุผลเดียว คือ ตายจากกันไปข้าง.

*** ปัญหาตำแหน่ง "หัวหน้าคสช." เป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" หรือไม่ ถึงมือศาลรัฐธรรมนูญแล้ว เรื่องนี้รอลุ้น 2 ขยัก ว่าศาลฯ จะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ จากนั้นรอคำวินิจฉัยชี้ขาด ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไป แต่ถ้าใช่ ก็วุ่นไม่ใช่น้อย

ประเด็นร้อนที่อยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากจะมีเรื่อง ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ประมาณ 70 คน ที่ถูกร้องว่าถือหุ้นสื่อฯ จะถูกพิจารณาให้พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.หรือไม่แล้ว ขณะนี้ยังมีเรื่องคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี ที่ว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ในฐานะหัวหน้าคสช. ถือเป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" หรือไม่ เพราะถ้าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ก็เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติในการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ของพรรคการเมือง
ก่อนหน้านี้ กกต. เคยมีมติในเรื่องนี้มาแล้ว หลังจาก "นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ" อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ได้ยื่นคำร้องว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นข้าราชการ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งต้องห้ามมิให้เสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ... ซึ่ง กกต.ได้ออกเป็นหนังสือชี้แจงว่า กรณีนี้ กกต.ได้พิจารณา และมีมติแล้วว่า การประกาศชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี "ชอบด้วยกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 และ 89 และพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 13 และ มาตรา 14 " ...เป็นอันว่า ในชั้นกกต.นี้ คำร้องถูกตีตกไป
แต่คำตอบ ของ กกต. ที่ว่ายังคงคาใจผู้ร้อง รวมทั้งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ที่เห็นว่า กกต.ไม่ได้วินิจฉัยประเด็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" หรือไม่ ... กกต.เพียงบอกว่า การประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เท่านั้น
ทำให้ "นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว" ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยส.ส.พรรคร่วมฝ่านค้าน จำนวน 110 คน ร่วมกันเข้าชื่อ ขอให้ "นายชวน หลีกภัย" ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170(4) ประกอบ มาตรา 160(6) และ มาตรา 98(15) เหตุเป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" หรือไม่ ... และขณะนี้ ประธานสภาฯ ก็ได้ส่งคำร้องดังกล่าวไปถึงมือศาลรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว รอเพียงการวินิจฉัย ชี้ขาด
ในมุมของฝ่ายค้านมองว่า ตำแหน่ง "หัวหน้าคสช." เป็นตำแหน่งที่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และตามรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับชั่วคราว ปี 2557 และฉบับปี 2560 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าคสช.ไว้ จึงถือว่าตำแหน่งดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งโดยกฎหมาย และได้รับค่าตอบแทน เป็นเงินประจำตำแหน่ง หัวหน้า คสช. 75,590 บาท ต่อเดือน และเงินเพิ่มอีก 50,000 บาทต่อเดือน รวมเป็น 125,590 บาทต่อเดือน แยกต่างหากจาก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี...
ทั้งยังยกคดีอื่นมาเทียบเคียง โดยอ้างถึง คำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 3578/2560 คดีที่อัยการสูงสุดฟ้อง "นายสมบัติ บุญงามอนงค์" ข้อหาขัดคำสั่งให้รายงานตัวตามประกาศ คสช. ซึ่งศาลฯ ได้วินิจฉัยสรุปว่า หัวหน้าคสช. เป็นเจ้าพนักงาน มีอำนาจออกคำสั่ง คสช. ให้จำเลยมารายงานตัว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม จึงเป็นการขัดคำสั่งของเจ้าพนักงาน จึงเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง...
จากคำพิพากษานี้ และการที่หัวหน้าคสช. รับเงินเดือนจากรัฐ ฝ่ายค้านจึงเห็นว่า ตำแหน่งหัวหน้าคสช. เป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"
อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตำแหน่งหัวหน้าคสช. ไม่เป็น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ คำร้องนี้ก็เป็นอันตกไป แต่ถ้า เห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จะส่งผลให้ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ... ก็จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลทันที
สิ่งที่ฝ่ายค้านกำลังลุ้นตอนนี้ก็คือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว จะมีคำสั่งให้ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษา หรือไม่ หลังจากนั้นจะวินิจฉัยคำร้องนี้ไปในทางใด... จะยึดบรรทัดฐานเดียวกับศาลฎีกา หรือจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างอื่น ... เรื่องนี้ต้องติดตาม

----------
รูป-- ทักษิณ ชินวัตร - พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล -ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา -- ชลน่าน ศรีแก้ว - ชวน หลีกภัย




กำลังโหลดความคิดเห็น...