xs
xsm
sm
md
lg

อย่าให้ถึงขั้น ‘ตัวใครตัวมัน’ ...

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"โสภณ องค์การณ์"

การคัดสรรคณะเสนาบดีจากการเลือกตั้งหลังจาก 5 ปีภายไต้คณะรัฐประหารเพื่อจะให้ดูดี มีความน่าเชื่อถือ ได้รับความศรัทธาจากประชาชน ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ “ลุงป็อปปูลาร์” แต่ยังแสดงความเชื่อมั่นในตัวเองสูงในขีดความสามารถการเป็นผู้นำว่าจะ “เอาอยู่”

ที่ผ่านมา ดูแล้วไม่ง่าย ต้องใช้ “นักเคลียร์” มาช่วยกำราบให้พวกงอแง เรียกร้องเก้าอี้เสนาบดียอมรับสภาพเพื่อที่จะได้อยู่รอดเพื่อผลประโยชน์จากทรัพย์สินแผ่นดิน

เสียงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกัน “เพื่อให้ประเทศก้าวต่อไป” เริ่มซ้ำซาก ไร้จินตนาการ ขาดน้ำหนัก แรงจูงใจ เมื่อแต่ละกลุ่มก๊วนในขบวนการหาบหามลุงป็อปปูลาร์ทำให้ชาวบ้านเห็นชัดว่ายังมุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์จากการลงทุนเลือกตั้ง

เมื่อการคัดสรรเสนาบดีเป็นไปตามระบบโควตา แบ่งสันปันส่วนตามสิทธิพึงได้พึงมี จึงไม่มีใครยอมใครเมื่อเป็นเรื่องของผลประโยชน์จากโอกาสที่จะหาได้ไม่ง่าย และยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะอยู่รอดได้นานเพียงใดเมื่อเสี่ยงอยู่ในภาวะปริ่มน้ำและความขัดแย้ง

เห็นได้ชัดถึงความยุ่งยากในการจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัว จึงมีอาการฮึดฮัดในกลุ่มที่ไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นสิทธิตามคะแนนเสียงที่ลงทุนไปให้ได้มา

ถ้าประกาศรายชื่อคณะเสนาบดี จะได้รู้ว่าลุงป็อปปูลาร์เป็นผู้มีหลักการมั่นคง เลือกคนดีมีฝีมือ ใจซื่อมือสะอาด ไร้ปัญหาด้านภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือหรือไม่

ดูรายชื่อตามที่พรรคต่างๆ ส่งรายชื่อให้เป็นเสนาบดี คงเลี่ยงสภาพนั้นได้ยาก

ถ้ายังมียี้น้อย ยี้ใหญ่ อภิมหาซุปเปอร์ยี้ ทั้งหลายจากนักเลือกตั้งเข้ามาอยู่ร่วมกับลุงป็อปปูลาร์ จะเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้นำก็ไม่มีหลักการสูงส่งอะไรให้ชาวบ้านได้ชื่นชม เป็นเพียงการประสานผลประโยชน์เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เป็นผู้นำที่ไม่มีฐานเสียงแข็งแกร่ง

จะอยู่ในสภาพจำยอม นั่งร่วมโต๊ะประชุมกับบรรดายี้หลากระดับ ขาดความเคารพตัวเอง ทำให้ชาวบ้านได้ประเมินได้ว่าที่แท้ ท่านผู้นำเป็นคนประเภทใด

เป็นคนดี มีหลักการ หรือ “อะไรก็ได้” ทั้งนั้น ขอให้ได้อยู่ต่อก็แล้วกัน

อย่างที่ฝรั่งว่า “We judge you by the company you keep” นั่นคือการเลือกคนที่อยู่ในประเภทเดียวกับตัวเอง “ถ้าเราอยากรู้ว่าคนนั้นเป็นอย่างไร ต้องดูว่าเขาคบหาสมาคมอยู่กับคนประเภทไหน” ลุงป็อปปูลาร์เป็นอย่างไร ก็ดูคนที่ลุงเลือกมาทำงานด้วย

คำเปรียบเปรยแสบๆ ในการเมืองน้ำเน่าแบบไทยๆ ก็คือ จะเป็น “พายเรือให้โจรนั่ง นั่งเรือที่โจรพายให้ หรือต่างก็ช่วยกันพายเพื่อประสานผลประโยชน์ ไม่มีใครเอาเท้าราน้ำ” เพราะผลประโยชน์ที่ลงตัวคือสุดยอดปรารถนาเหนือสิ่งอื่นใด “แบบ วิน-วิน” นั่นเลย

บ้านเราไม่คำนึงถึงสิ่งที่สังคมพัฒนาแล้วให้ความสำคัญอย่างมาก นั่นคือ “Character” หรือคุณภาพและคุณค่าของความเป็นคน ซึ่งจะต้องมีความน่าเชื่อถือ ความน่าศรัทธา น่าไว้ใจ มีความสูงส่งในสถานภาพ โดยรวมแล้วฝรั่งเรียกว่า “Integrity”

ถ้าไม่มีคุณสมบัติข้อนี้ สังคมย่อมมีสิทธิสงสัยว่าเป็นบุคคลไม่น่าไว้ใจ ยอมทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในอำนาจ หรือได้อะไรๆ สมปรารถนา ชาวบ้านจะหวังคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง คงเป็นไปได้ยาก

มีแต่ราคาคุย สร้างภาพ ชาวบ้านด้อยสิทธิอยู่แบบจมูกปริ่มน้ำ ไร้ทางออก!

การมีเสนาบดี “ยี้” หรือมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ มีประวัติด่างพร้อย มีคำครหาว่าเป็นนักเปิบ เท่ากับว่าบ้านเมืองเสี่ยงต่อปัญหาทุจริต คอร์รัปชั่น และก็มีเสียงแก้ตัว ออกตัวเผื่อไว้แล้วว่า “ก็ประชาชนเขาเลือกเข้ามาแล้วนี่”

คำพูดเช่นนี้ เท่ากับว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากกลุ่มที่ยอมรับการซื้อเสียง เลือกพวกมีปัญหา พวกกังฉินกินเมือง ไม่สามารถทำให้ชาวบ้านไว้ใจได้ว่าทรัพย์สินแผ่นดินจะอยู่รอดปลอดภัยจากพวกปากมัน เปิบหนัก นักถอนทุนหวังกำไรสูง ถ้าไม่โดนจับได้ไล่ทัน

จะมีคำพูดจากพวกติ่ง หรือหน้าซื่อบ้องตื้นมองโลกสวย “จะให้ทำอย่างไร ก็มากันอย่างนี้ จะหาคนดีได้จากที่ไหน” นี่ก็จะเป็นสภาวะจำยอม รับสภาพว่าไม่มีหลักการสูงส่ง

หลังจากการเลือกตั้งกว่า 3 เดือน ยังไม่มีสัญญาณอะไรให้ประชาชนได้เห็นและอุ่นใจว่าบ้านเมืองจะดีขึ้น มีความหวังในชีวิต ยิ่งได้รับรู้ถึงสภาพหนี้สินทั้งระดับครัวเรือนและหนี้สาธารณะมหาศาลจากนโยบายประชานิยมถมไม่เต็ม ก็ยิ่งรู้สึกว่าเสี่ยงจะมีวิกฤต

เสียงร่ำลือว่าเงินคงคลังไม่เหลือ อยู่ในสภาพ “ถังแตก” ก็ทำให้มีคำถามว่าบริหารจัดการบ้านเมืองกันอย่างไร จึงนำพาบ้านเมืองมาอยู่ในระดับเสี่ยงกับการขาดสภาพคล่องอย่างแรง เทียบคำคุยโวโอ่อ่าแล้ว ก็ฟ้องให้เห็นว่าไร้ฝีมือในการบริหารประเทศ

การสร้างหนี้สินด้วยการเป็นนักกู้สิบทิศ หว่านโครงการประชานิยมเอาใจชาวบ้าน ไม่ให้ออกมาเรียกร้อง ถึงขั้นรวมตัวประท้วง เดินขบวน ใช้วาทกรรมลีลาลูกเล่นแหกตาชาวบ้านเอาตัวรอดไปวันๆ สักวันจะถึงจุดที่ชาวบ้านจะไม่ยอมให้ถูกหลอกอีกต่อไป

ความกังวลของชาวบ้านจมูกปริ่มน้ำ อยู่บนพื้นฐานของข้อสงสัยว่าบ้านนี้เมืองนี้มีใครปกป้องดูแลผลประโยชน์ของชาติ ทรัพย์สินแผ่นดิน หรืออนาคตของประเทศหรือไม่ หรือจะให้กลุ่มนักสร้างภาพร่วมมือกับนักการเมืองกังฉิน กลุ่มทุนใหญ่ยึดครองจนหมด

อย่าหวังว่าจะให้ประชาชนคนดี รักชาติรวมตัวประท้วง เดินขบวนชุมนุม ภายไต้กฎหมายกดหัวอย่างนี้ ที่ผ่านมาได้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายต่อสู้เพื่อบ้านเมือง ผลสุดท้ายได้แต่คดีอาญาร้ายแรง ต้องติดคุกตะราง พวกชุบมือเปิดฉวยโอกาสยึดอำนาจตีกินอยู่ยาว

เริ่มมีเสียงดังๆ แล้วว่า “ถ้าไม่มีใครดูแลจัดการ ใครจะเป็นจะตายก็ช่าง บ้านเมืองไม่ใช่ของกูคนเดียวโว้ย”

อีกทางเลือกคือการลุกฮือของชาวบ้านเป็นวงกว้าง เมื่อทนกับสภาพบีบคั้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ไม่ไหว ไม่ทนกับการโกงบ้านกินเมือง ผยองอำนาจ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง...

ก็คงเป็นภาวะ “ตัวใครตัวมันเท่านั้น”


กำลังโหลดความคิดเห็น...