xs
xsm
sm
md
lg

สงครามการค้าจีน-อเมริกาในเวที G20

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องเปลี่ยนบรรยากาศจากเรื่องวุ่นๆ ในตะวันออกกลาง ลองแวะไปแถวๆ ประเทศญี่ปุ่น แถวๆ กรุงโอซากาน่าจะเหมาะกว่า เพราะในช่วงปลายๆ อาทิตย์หน้า (28-29 มิ.ย.) ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ไม่ว่าใครก็ใครคงหนีไม่พ้นต้องหันไปจับตา การพบปะเจรจาระหว่างสองผู้นำระดับโลก คือผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” กับผู้นำจีนอย่าง “สีทนได้” ว่ามันจะออกไปในลูกไหน แนวไหนกันแน่!!! พอที่จะช่วยให้ “สงครามการค้า” ระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งกำลังทำให้ใครต่อใครแทบฉิบหายกันไปทั่วทั้งโลก พอผ่อนๆ คลายๆ ลงมาได้มั่ง หรือไม่ อย่างไร???

คือแค่มีข่าวว่าผู้นำทั้งสองมีกำหนดการที่จะพบปะเจรจากันอย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ...ก็ส่งผลให้ราคาหุ้นเด้งดึ๋งๆ ขึ้นมาไม่น้อย ราคาน้ำมันก็ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปตามสภาพ หรือคงต้องถือเป็น “ข่าวดี” ในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะถ้าหากทั้งสองฝ่ายไม่คิด ไม่พร้อมที่จะเจรจา บรรยากาศร้ายๆ อย่างที่ผู้นำอเมริกาได้พยายาม “ข่มขู่” เอาไว้ก่อนล่วงหน้า ว่าอาจต้องขึ้นภาษีสินค้าเข้าของจีนล็อตสุดท้ายอีก 300,000 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่เพิ่งขึ้นภาษีล็อตก่อนประมาณ 200,000 ล้านดอลลาร์ไปหมาดๆ ย่อมมีแต่นำไปสู่แนวโน้มแห่งความ “ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย” หนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไปอีก อย่างมิอาจปฏิเสธ...

แต่ยังไงๆ...คงต้องยอมรับว่า โดยลักษณะท่าทีของผู้นำจีน อย่าง “สีทนได้” นั้น ไม่ได้ออกอาการหงอ อาการกลัวต่อ “คำขู่” ของคุณพ่ออเมริกามากมายสักเท่าไหร่ ตรงกันข้าม...การพบปะเจรจาในคราวนี้ กลับเป็นผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” นั่นแหละ ที่ออกอาการอยากพบ อยากเจอผู้นำจีนซะล่ะมากกว่า ถึงขั้นต้องต่อสาย ต้องพูดคุยโทรศัพท์คาดคั้นเอาความให้จงได้ การตอบรับการเจรจาของผู้นำจีน เลยดูออกจะ “สง้า” (สง่า)กว่าผู้นำอเมริกาอยู่บ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ว่าใครจะสง่า-ไม่สง่า เก๋-ไม่เก๋ “ผลของการเจรจา” นั่นแหละน่าจะเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่า และเป็นสิ่งที่บรรดาชาวโลกทั้งหลาย คงต้องตามรัก ตามลุ้นกันอย่างชนิดมิอาจกะพริบตา...

คือเหตุที่ผู้นำอเมริกาต้องออกอาการดิ้นรน กระวนกระวายในการพบปะเจรจาอยู่บ้างเล็กน้อย ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าเหตุเพราะผลพวงแห่งสงครามการค้า มันกำลังสร้าง “ความฉิบหาย” ให้กับทั้งสองฝ่ายไปด้วยกันทั้งคู่ แต่อาจเป็นเพราะฝ่ายจีนเขาออกจะ “เก็บอาการ” เก่งอยู่พอสมควร ถึงแม้ “ฟันยาง” จะหลุดออกมาจากปาก ก้นเตี้ย ขาแกว่ง เดินกลับเข้ามุมแทบไม่ถูก เฉพาะต้องเจอกับการ “เตะตัดขา” บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่างบริษัท “หัวเว่ย” นั้น อย่างที่ประธานและผู้ก่อตั้งหัวเว่ยเอง คือ “นายเหริน เจิ้งเฟย” (Ren Zhengfei) เพิ่งออกมายอมรับเมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมานี้เอง ว่าส่งผลเสียหายให้กับรายได้ของบริษัทในช่วงปี ค.ศ. 2020 ไม่น่าจะน้อยกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...หัวเว่ยก็ยังไม่คิดจะปรับลดงบประมาณรายจ่ายสำคัญๆ โดยเฉพาะ “งบวิจัยและพัฒนา” และประกาศพร้อมที่จะกลับมา “เกิดใหม่” ภายในปี ค.ศ. 2021 ให้จงได้...

แต่สำหรับบริษัทเทคโนโลยีของอเมริกัน...แม้ว่าจะเสียหายกันในระดับแค่ประมาณพันๆ ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะบริษัท “Qualcomm” ที่เคยขาย “ชิป” ให้จีน หรือมีบริษัทจีนนั่นแหละเป็นลูกค้าหลัก ตลอดไปจนบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นๆ ไม่ว่า “Microsoft” หรือ “Google” ก็ตาม ถ้าว่ากันตามข่าวคราวที่ปรากฏไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ การที่จะต้องร่วมมือกับรัฐบาลในการทำสงครามการค้ากับจีน ส่งผลให้บรรดาบริษัทต่างๆ ใน “ซิลิคอน วัลเลย์” รายได้มีอันต้องหดหายไปไม่น้อยกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย แต่แม้เพียงเท่านี้...ก็ส่งผลให้บรรดาบริษัทต่างๆ ต้องหันไปร้องเรียนต่อหน่วยงาน “Semiconductor Industry Association” หรือ “SIA” ให้หาทาง “ล็อบบี้” รัฐบาลอเมริกัน ให้เลิกๆ ทำสงครามการค้ากับจีนซะทีเถิด ไม่ต่างไปจากภาคธุรกิจการค้ารายอื่นๆ เรียกว่าตั้งแต่ร้านขายชุดแต่งงาน ขายพลุไฟ ขายปะทัด ไปจนถึงบรรดาห้างค้าปลีก ฯลฯ จำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยๆ พันๆ ราย ที่ต้องเข้าชื่อ รวบรวมรายชื่อ เรียกร้องให้ผู้นำอเมริกาเลิกไล่บด ไล่บี้ สินค้าจีนโดยเร็วที่สุด เพราะโอกาสที่ความฉิบหายมันอาจลุกลามบานปลายไปถึงขั้นต้อง “ตายห่ะ” ขึ้นมาจนได้ กำลังใกล้จะอุบัติขึ้นมาอีกไม่นาน-ไม่ช้านับจากนี้ หรือในช่วงจังหวะที่ “การเลือกตั้งประธานาธิบดี” ครั้งหน้ากำลังจะมาถึง นั่นแล...

ด้วย “ลูกอึด” ด้วยการ “เก็บอาการ” ค่อนข้างเก่งของจีนนั่นเอง...ที่ทำให้อเมริกากลับเป็นฝ่ายที่ออกจะดิ้นรนกระวนกระวาย ในการพบปะเจรจาครั้งนี้อยู่พอสมควร เหมือนอย่างที่บทบรรณาธิการ “Global Times” สื่อทางการของจีนเขาได้ระบุเอาไว้นั่นแหละว่า การที่ “ค่าเงินหยวน” ของจีน ยังคงสามารถ “รักษาเสถียรภาพ” เอาไว้ได้ ไม่ตกจากหอคอย่นลงไปเกินกว่า 7 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์ หรือไม่ตกลงไประดับ 40-50 เปอร์เซ็นต์ เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ต้องเจอกับสงครามการค้าของอเมริกา อย่างที่ใครต่อใครเคยพูด เคยวิเคราะห์กันไป สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า จีนยังพร้อมที่จะอึด พร้อมที่จะฉิบหาย โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน “แนวคิด” และ “จุดยืน” ของจีนมากมายจนเกินไป ดังนั้น...แนวโน้มของการเจรจาในเที่ยวนี้ ก็คงขึ้นอยู่กับอเมริกาเองนั่นแหละ ว่าคิดจะปรับ “แนวคิด” และ “จุดยืน” ที่มีต่อจีนไปในรูปไหน อย่างไร...

การเจรจาทางการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา...มันจึงออกจะเป็นอะไรที่ “ยากส์ส์ส์ส์” เอามากๆ อีตรงที่จุดๆ นี้นั่นแหละทั่น เพราะพูดง่ายๆ ว่า มันคงไม่ใช่แค่เรื่อง “สงครามการค้า” ล้วนๆ หรือไม่ใช่แค่ความพยายามที่จะลดการได้เปรียบ-เสียเปรียบดุลการค้า ระหว่างกันและกันมาตั้งแต่แรก แต่มันเป็นสงครามอันมีที่มาจากโครงสร้างของ “แนวคิด” และ “จุดยืน” ของทั้งสองฝ่าย ที่ออกไปทางคนละม้วน คนละเบอร์ แบบชนิดยากที่จะปรับ จะจูนกันได้ง่ายๆ คือระหว่างแนวคิดและจุดยืนของอเมริกา ที่หวังและต้องการให้โลกใบนี้ เป็นโลกที่มี “ขั้วอำนาจ” อยู่เพียงขั้วเดียว กับแนวคิดและจุดยืนของจีน (รวมถึงรัสเซียและอีกหลายต่อหลายประเทศ) ที่หวังและต้องการจะให้โลกในอนาคตข้างหน้า เป็นโลกที่ประกอบไปด้วย “หลายขั้วอำนาจ” ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติ โดยมีความเสมอภาค ความเป็นธรรม เป็นพื้นฐาน...

ที่น่าสนใจก็คือว่า...ภายใต้ “แนวคิด” และ “จุดยืน” ที่ผิดแผกแตกต่างแบบคนละม้วน คนละเบอร์เช่นนี้ ขณะที่ประเทศอภิมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกา พยายามอาศัย “จุดแข็ง” โดยเฉพาะด้านการทหาร และการเงิน (เงินดอลลาร์) เป็นเครื่องมือในการเล่น “หมากรุก” ในแต่ละตา แต่บรรดาประเทศมหาอำนาจรองๆ ลงไป ไม่ว่าจีนหรือรัสเซีย ต่างหันมาอาศัย “หมากล้อม” ในการล้อมกรอบเลื้อยรัดกระหวัดพันอเมริกาในแทบทุกๆ ด้าน ไม่ใช่แต่เฉพาะ “สงครามการค้า” ที่ทำให้ภาคประชาชน ธุรกิจ สังคมภายในของแต่ละฝ่ายต้องฉิบหายไปด้วยกันทั้งสิ้น แต่ยังทำให้ผู้ที่พยายามดำรงตนเป็น “ประมุขโลก” อย่างอเมริกา นับวันมีแต่จะ “โดดเดี่ยว-โฮมอโลน” ยิ่งทุกที บรรดามหาอำนาจในแต่ละราย ไม่ว่าไล่มาตั้งแต่ญี่ปุ่นเจ้าภาพ G20 ในคราวนี้ ไปจนถึงอินเดีย ยุโรป ฯลฯ ที่ต่างต้องเจอกับผลพวงความฉิบหายของ “สงครามการค้า” ของอเมริกา มากบ้าง น้อยบ้าง ไปตามสภาพ ต่างพยายามหันมาเป็น “ตัวของตัวเอง” ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น...ภายใต้การพบปะ เจรจา ขณะที่แนวคิดและจุดยืนของจีนที่ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมนี่เอง จึงทำให้เกิด “คำถาม” ตัวโตๆ ที่น่าสนใจเอามากๆ ก็คือว่า...มันจะส่งผลให้อเมริกาต้องปรับเปลี่ยน “แนวคิด” และ “จุดยืน” ของตัวเองไปในทางไหนกันแน่??? ??? ???


กำลังโหลดความคิดเห็น...