xs
xsm
sm
md
lg

อิหร่าน...กับกล่องแพนโดรา!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท

สหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าอ่าวเปอร์เซีย
หายหน้าไป 1 วัน...แต่กลับมาวันนี้ คงยังหนีไม่พ้นที่จะต้องไปวนไป-วนมาอยู่แถวๆ แนวรบตะวันออกกลาง หรือคงต้องไปว่ากันในเรื่อง “อิหร่าน” กันอีกนั่นแหละทั่น เพราะช่วงระหว่างนี้ มันเกิดรายการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว ขยับมือ ขยับตีน ของแต่ละฝ่ายอย่างเป็นกิจการอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะด้วยข่าวคราวการเติมกำลังทหารอเมริกันเข้าไปในแนวรบด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ1,000 นาย หลังจากที่เคยเข็นเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินทิ้งระเบิด ขีปนาวุธ ฯลฯ เข้าไปโอบล้อมอาณาบริเวณพื้นที่อ่าวเปอร์เซียชนิด “เพียบ” มาแล้วก่อนหน้านั้น...

ขณะที่พันธมิตรคุณพ่ออเมริกา อย่างอังกฤษ แม้ว่ายังไม่ทันได้วิเคราะห์ สังเคราะห์ ว่าหลักฐานข้อกล่าวหาของอเมริกาต่ออิหร่าน ในเรื่องการวินาศกรรมเรือน้ำมัน 2 ลำ มันมีน้ำหนักมาก-น้อยขนาดไหน แต่ก็ด้วยเหตุเพราะ “อเมริกาคือพันธมิตรที่ใกล้ชิดของเรา” ดังที่ “นายเจเรมี ฮันท์” รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษได้ว่าไว้ ผู้ที่ได้ชื่อ ฉายา ว่า “สุนัขพูเดิลของอเมริกา” อย่างอังกฤษ ก็เลยตัดสินใจส่งหน่วยนาวิกโยธินนับร้อย เข้าไปในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้แนวโน้มของการ “เปิดประตูนรก” หรือการปะทะขัดแย้งกันด้วยกำลังทหาร มันจึงกลายเป็นสิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์ นักสังเกตการณ์ต่างประเทศ อดไม่ได้ที่จะต้องออกมาวิเคราะห์ ออกมาตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย ไปต่างๆ นานา...

บางรายนั้น...ไปหยิบเอา “ข่าวล่า-มาเรือ” มาอ้างกันชนิดน่าหวาดหวั่น ขวัญสยอง น่าขนลุกขนพองเป็นอันมาก เช่นหนังสือพิมพ์อิสราเอล อย่าง “Maariv” และ “Jerusalem Post” ที่อ้างแหล่งข่าวระดับสูงในสหประชาชาติ ระบุว่ามีการพูดคุย ถกเถียง กันอย่างชนิดดุเดือดเลือดพล่าน ระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสทางทหารของสหรัฐฯ กับที่ปรึกษาประธานาธิบดีอเมริกัน ตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ (14 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ถึงกรรมวิธีตอบโต้ผู้ที่ตกเป็น “ผู้ต้องสงสัย” หรือผู้ที่ถูกรัฐบาลอเมริกันกล่าวหาอย่างอิหร่าน ว่าเป็นผู้ลอบวินาศกรรมเรือสินค้าบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจมีข้อสรุปถึงขั้นต้องเปิดฉาก “โจมตีทางยุทธวิธี” (Tactical Assault) หรือ “โจมตีแบบจำกัดขอบเขต” ด้วยการถล่มสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างเป็นระบบ เอาเลยถึงขั้นนั้น โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายอิหร่านได้แสดงท่าทีว่าอีกไม่เกิน 10 วันนับจากนี้ คงหนีไม่พ้นต้องขออนุญาตแหกกรอบข้อตกลง “JCPOA” หรือต้องหันกลับไปยกระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เนื่องจากบรรดาประเทศในยุโรปที่ร่วมอยู่ในข้อตกลงดังกล่าว ไม่ได้แสดงปฏิกิริยาท่าทีในทางที่พยายามทำให้ข้อตกลงเป็นจริง เป็นจัง หรือจริงใจและจริงจัง แต่อย่างใด...

จริง-ไม่จริง???...ก็ยังมิอาจสรุปได้แน่ชัด แต่ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ก็คือการตั้งข้อสังเกตของนักวิเคราะห์อีกรายหนึ่ง คือ “นางNathalie Tocci” ที่มีสถานะเป็นถึงที่ปรึกษาพิเศษของ “นางFederica Mogherini” หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของอียู ซึ่งได้ให้ความเห็นกับสำนักข่าว “รัสเซีย ทูเดย์” เอาไว้เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมา ว่าเธอค่อนข้างเชื่อเอามากๆ ว่า...มาถึง ณ ขณะนี้ผู้ที่น่าจะมีบทบาทเอามากๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศของอเมริกาต่ออิหร่าน ไม่น่าจะเป็น “ทรัมป์บ้า” หรือไม่น่าจะใช่ประธานาธิบดีอเมริกันล้วนๆ อีกต่อไปแล้ว แต่น่าจะเป็น “นายจอห์น โบลตัน” ที่ปรึกษาความมั่นคงทำเนียบขาวนั่นแหละเป็นหลัก หรือผู้ที่ถือเป็นหนึ่งใน “B-Team” ตามที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านได้ตั้งฉายาเอาไว้นั่นเอง มันเลยถึงได้เกิดบรรยากาศเกิดลักษณะอาการ “กระเหี้ยนกระหือรือ” แบบชนิดอยากจะกระทืบอิหร่านวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ขึ้นมาในช่วงระยะนี้...

ซึ่งว่าไปแล้ว...ข้อสังเกต หรือข้อวิเคราะห์ของ “นางNathalie Tocci” ก็คงไม่ได้มีที่มา แบบ “คิดเอง-เออเอง” แต่อย่างใด เพราะบรรดาผู้ที่ศึกษาค้นคว้า ติดตามเรื่องนโยบายสหรัฐฯ ต่ออิหร่านมาอย่างต่อเนื่องพอสมควร ต่างก็รับรู้-รับทราบกันมาโดยตลอดว่า ความพยายามไล่ทุบ ไล่กระทืบอิหร่านนั้น อาจต้องถือเป็น “แนวคิดด้านยุทธศาสตร์” ของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ย้อนหลังไปในระดับนับเป็นทศวรรษๆเอาเลยก็ว่าได้ หรือนับตั้งแต่พวกนักคิด นักยุทธศาสตร์ ประเภทที่เรียกๆ กันว่าพวก “ขวาใหม่” (Neo-Con) อันรวมไปถึง “นายจอห์น โบตัน” ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทอิทธิพลต่อคณะรัฐบาลอเมริกันแต่ละยุค แต่ละสมัย หรือนับตั้งแต่ช่วงรัฐบาล “เรแกน” เป็นต้นมา แนวคิดในลักษณะเช่นนี้ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในเอกสารนโยบายต่างประเทศและกลาโหม ที่เรียกๆ กันว่า “Project for the New America” หรือ “PNAC” มาตั้งแต่ครั้งนั้น หรืออย่างที่ผู้เชี่ยวชาญรัสเซีย “ศาสตราจารย์Michael Cossudovsky” ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือเรื่อง “Pre-emptive Nuclear War” นั่นแหละว่า แนวคิดดังกล่าวได้ปรากฏให้เห็นชัดเจนมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 หรือหลังจากการบุกอิรัก อัฟกานิสถาน ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอเมริกาที่เรียกย่อๆ ว่า “TIRANNT” หรือ “Theater Iran Near Term” ได้สรุปเอาไว้ชัดเจนว่า ประเทศอย่างซีเรีย และอิหร่าน นั่นแหละ คือ “เป้าหมาย” รายต่อไปของอเมริกามาตั้งแต่นั้น...

ด้วยเหตุนี้...แม้ว่า “ทรัมป์บ้า” อาจไม่ได้ถึงกับ “บ้า” ระดับอยากจะบุกอิหร่าน หรืออยากจะ “เปลี่ยนระบอบปกครองอิหร่าน” ตามที่เคยพูดๆ เอาไว้แต่อย่างใด แต่บรรดาผู้ที่อยู่รายรอบประธานาธิบดีอเมริกันทุกวันนี้ ล้วนแต่...บ้าได้ที่ หรือบ้ามาโดยตลอดด้วยกันทั้งสิ้น ในการตอบคำถาม คำสัมภาษณ์ของพิธีกรรายการ “Good Morning Britain” ที่อังกฤษ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีอเมริกันเลยต้องออกอาการแบ่งรับ แบ่งสู้ หรือออกอาการกระอักกระอ่วน ด้วยการออกตัวว่า...แม้ว่าตัวเองไม่ต้องการ “ทำสงครามกับอิหร่าน” แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นไปได้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง...

ดังนั้น...ข่าวคราวเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือเกี่ยวกับอิหร่านในช่วงนี้ คงต้องคอยเงี่ยหู คอยติดตามและเฝ้าดูกันโดยละเอียด ชนิดกะพริบตาแทบไม่ได้ เพราะอย่างที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีน “นายWang Yi” ท่านได้ออกมาเปรียบเทียบ อุปมา-อุปไมย เอาไว้เป็น “คำเตือน” นั่นแหละว่า... “จีนขอเรียกร้องทุกฝ่ายให้ยึดมั่นอยู่ในเหตุผล ยับยั้งการใช้กำลัง อย่ายกระดับการแสดงท่าทีใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก และอย่าได้เปิดกล่องแพนโดรา (Not open a Pandora’s box) เป็นอันขาด!!!” เพราะถ้าหากเมื่อไหร่ที่ “ระเบิดลูกแรก” หรือ “กระสุนนัดแรก” มันเกิดปะทุขึ้นมาในอาณาบริเวณขึ้นมาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นไปแบบจำกัดขอบเขต หรือไม่จำกัดขอบเขตก็แล้วแต่ โอกาสที่ “ประตูนรก” จะถูกเปิดอ้า และเจ้าปิศาจจะได้เวลาขยายนรกให้ใหญ่ขึ้น อย่างที่ “นายJohn Ray” กวีชาวอังกฤษว่าไว้ว่า... “When war begins, the Devil makes hell bigger.” ย่อมมีความเป็นได้แบบชนิดฉับพลัน-ทันที...


กำลังโหลดความคิดเห็น...