xs
xsm
sm
md
lg

แนวรบตะวันออกกลาง-ยังไม่เปลี่ยนแปลง (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

สนามบินทางภาคใต้ของซาอุดีอาระเบียโดนโจมตีด้วยขีปนาวุธ
คือถ้าดูจากภาพรวมของสถานการณ์ในตะวันออกกลางทุกวันนี้...อย่างที่เคยว่าๆเอาไว้แล้วนั่นแหละ นับวันผู้ที่มีสถานะเป็น “ผู้กำหนดเกม” คงไม่ใช่อภิมหาอำนาจสูงสุดอย่างอเมริกา หรือพันธมิตรอย่างอิสราเอล หรือซาอุดีอาระเบียอีกต่อไปแล้ว แต่กลับบรรดาฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ที่อเมริกาและพันธมิตรในตะวันออกกลาง พยายามยัดเยียดให้ต้องกลายเป็น “ศัตรู” ของตัวเองมาโดยตลอดนั่นเอง...

สำหรับซาอุดีอาระเบียนั้น...การเปิดฉากสงครามกับประเทศเล็กๆ และได้ชื่อว่าจนที่สุดในโลก อย่างประเทศ “เยเมน” มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015 เอาไป-เอามาแล้ว...ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ประเทศอภิมหาเศรษฐีน้ำมันอย่างซาอุฯ ต้องเกิดอาการ “ติดหล่ม” ถอนตัวไม่ขึ้น ชนิดเยเมนแทบกลายเป็น “เวียดนาม” ของซาอุฯ เอาเลยถึงขั้นนั้น การโจมตี ตอบโต้ของกองทัพเยเมนและพวกกบฏฮูตี นับวันจะทำให้รัฐบาลซาอุฯ และยูเออีปวดเศียรเวียนเกล้า ระดับ “หลับไม่ลง” ไปตลอดชั่วนิรันดร์กาลเอาเลยก็ว่าได้ ช่วงเดือนที่แล้ว...ไม่เพียงแต่สถานีสูบและท่อขนส่งน้ำมันของบริษัท “Aramco” ถูกบึ้ม ถูกจรวดและเครื่องบินโดรนโจมตีพังพินาศกันไปเป็นแถบๆ วัน-สองวันที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าสนามบินพาณิชย์ สนามบินทางทหาร ล้วนถูกบอม ถูกบึ้ม ชนิดระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดกั้นแทบไม่หวาดไม่ไหว แม้จะสอยเครื่องบินโดรน 2 ลำ ที่ถูกส่งเข้ามาเล่นงานสนามบิน “King Khalid Air Base” และ “Khamis Mushait Air Base” ไปหมาดๆ แต่เมื่อเจอกับจรวดที่พุ่งเข้าใส่สนามบิน “Abha Airport” เมื่อช่วงวันพุธที่ 12 มิถุนายน เล่นเอาอาคารผู้โดยสารขาเข้าพังพินาศ ผู้โดยสารชาวซาอุฯ และชาวต่างประเทศบาดเจ็บไปกว่า 26 ราย...

และที่น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง น่าขนหัวลุกยิ่งไปกว่านั้น...ก็คือการเผยแพร่ภาพถ่าย วิดีโอว่าด้วยการเดินทางไปตรวจเยี่ยมหน่วยทหารของรัฐมนตรีกลาโหมกองทัพเยเมน “พลตรีMohammed Nasser al-Atifi” อันเป็นหน่วยทหารที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนราชอาณาจักรซาอุฯ หรือที่เมือง Najran หลังจากที่กองทัพเยเมนและพวกกบฏฮูตีสามารถทำลายหน่วยทหารของกองทัพซาอุฯ ยูเออี และพวกนักรบรับจ้างได้ถึง 20 จุด หรือพูดง่ายๆ ว่า...การโจมตี โต้กลับของพวกกบฏเยเมนนั้นได้ขยายขอบเขตทะลุเข้าไปสู่ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว พอๆ กับพวกเวียดกง หรือเวียดนามเหนือ ใกล้ๆ จะบุกไซ่ง่อนอะไรทำนองนั้น...

ส่วนพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์ของอเมริกา อย่างอิสราเอล ก็ออกอาการแทบไม่ต่างไปจากกัน...การที่ต้องเจอกับ “จรวดฮามาส” ในแถบฉนวนกาซา “จรวดเฮซบอลเลาะห์” จากฝั่งเลบานอน รวมทั้งต้องเจอกับ “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ที่กระชับพื้นที่บริเวณที่ราบสูงโกลันจากฝั่งซีเรียยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้จะส่งเครื่องบินโจมตีเที่ยวแล้ว เที่ยวเล่า นับร้อยๆพันๆ เที่ยวเข้าไปแล้ว แม้จะมีระบบป้องกันภัยทางอากาศ อย่าง “Iron Dome” คอยสกัด ปัดป้องจรวดในแต่ละลูก แต่เมื่อเจอเข้ากับ “ห่าจรวด” นับร้อยๆ พันๆ ลูกเจอกับระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 จากรัสเซียที่ติดตั้งเอาไว้ในซีเรีย กองกำลัง “IDF” ของอิสราเอลก็ชัก “ไปไม่เป็น” ขึ้นมาเหมือนกัน ส่งผลให้เกิดปัญหา “การเมืองภายใน” ของอิสราเอลขึ้นมาอย่างเห็นได้โดยชัดเจน ไม่ว่าการลาออกของอดีตรัฐมนตรีกลาโหมคนเก่า อันนำมาซึ่งการต้อง “เลือกตั้งทั่วไป” ในช่วงเดือนเมษาฯ ที่ผ่านมา หรือการต้องกลับไปเลือกตั้งกันใหม่ เพราะอดีตรัฐมนตรีกลาโหมคนเดิม ไม่คิดจะร่วมรัฐบาล สิ่งเหล่านี้...ล้วนแล้วแต่มีที่มา-ที่ไป อันเนื่องมาจากแรงกดดันจาก “ปัจจัยภายนอก” หรือจากผู้ที่ถูกยัดเยียดให้เป็น “ศัตรู” ของอิสราเอลไปด้วยกันทั้งสิ้น...

ด้วย “แรงกดดัน” เช่นนี้...จึงไม่ได้เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุใดบรรดาพวก “B-Team” ทั้งหลาย จึงต้องพยายามลากเอากองทัพอเมริกัน ให้มาเผชิญหน้ากับกองทัพอิหร่านให้จงได้!!! หรือจะต้องดำเนินกรรมวิธีแบบที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านท่านเรียกว่า “การทูตแบบวินาศกรรม” (Sabotage Diplomacy) คือต้องหาทางระเบิดโน่น ระเบิดนี่ เพื่อให้เกิดบรรยากาศพอที่จะสร้าง “มติของชาวโลก” ในการต่อต้าน “ภัยคุกคามอิหร่าน” ได้อย่างเป็นระบบและเป็นกระบวนการ อย่างน้อย...ก็อาจช่วยสลาย “แรงกดดัน” ต่างๆ ที่ทำให้พันธมิตรของอเมริกา ต้องหน้าเขียว-หน้าเหลือง ไม่ต่างไปจากถูก “บีบไข่” อยู่ในทุกวันนี้...

แต่ก็นั่นแหละ...ความน่ากลัว น่าเกรงขาม ของกองทัพอเมริกัน ที่ได้ชื่อว่า “เครื่องจักรสงคราม” ในทุกวันนี้ มันออกจะลดน้อยถอยลง หรือออกอาการเสื่อมโทรม ทรุดโทรมลงไปมิใช่น้อย ยิ่งต้องโดดเดี่ยว โฮมอโลน จากนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลที่หนักไปทาง “วอนทั้งโลกโขกหัวเธอ” หรือนโยบายทางการเมือง-การค้า ที่พร้อมทะเลาะกับใครต่อใครไปทั่วทั้งโลก ชนิดไม่เว้นแต่ละวัน การอาศัยพลังอำนาจทางทหาร เพื่อช่วยปกป้องพันธมิตรของตัวเอง จาก “ภัยคุกคามอิหร่าน” จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สะดวกสบายกันสักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะถ้าหากยังไม่คิดจะแสดงอำนาจอิทธิพลให้โลกได้เห็นกันชัดๆ ว่าตัวเองยังพอมี “น้ำยา” เหลืออยู่อีกขนาดไหน...

และอาจด้วยเหตุนี้นี่เอง ที่ทำให้วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ได้ชื่อว่าสนิทสนมกับประธานาธิบดีอเมริกัน อย่าง “ทรัมป์บ้า” เอามากๆ คือวุฒิสมาชิก “ลินด์เซย์ เกรแฮม” (Lindsey Graham) ถึงได้ออกมาให้สัมภาษณ์โทรทัศน์ “Fox News” ไปเมื่อช่วงวันเสาร์ (15 มิ.ย.) ที่ผ่านมา ประมาณว่า... “เราต้องการจุดเริ่มต้น ที่จะแสดงให้เห็นว่า อเมริกาพร้อมที่จะทำตามคำพูดของตัวเอง ในการแก้ปัญหาต่างๆ ในระดับระหว่างประเทศ” หรือต้องหาทาง “เบ่งกล้าม” ให้โลกทั้งโลกพอได้เห็นว่า อเมริกายังคงมี “น้ำยา” พอที่จะจัดการใครก็ตาม ที่คิดไม่เหมือนกับตัวเอง หรือไม่เห็นควรด้วยกับตัวเอง...

แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ...ถ้าหากคิดไป “เบ่งกล้าม” กับอิหร่าน กับประเทศที่มีพลเมืองประมาณ 90 ล้านคน มีแสนยานุภาพทางทหารอันดับที่ 14 ของโลก แถมยังมีมิตรสหายระดับอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่ว่าจีน-รัสเซีย-อิรัก-ซีเรีย-เยเมน ฯลฯ หรือแม้แต่ยุโรปทั้งยุโรป ที่ยังพร้อมประคับประคอง “ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน” (JCPOA) จนตราบเท่าทุกวันนี้ มันคง “เบ่งลำบาก” อยู่พอสมควร ข้อเสนอที่วุฒิสมาชิก “ลินด์เซย์ เกรแฮม” บอกกับ “Fox News” ว่าจะนำเสนอต่อประธานาธิบดีอเมริกันในเร็วๆ นี้ ก็จึงถูกสรุปไว้ด้วยคำพูดที่ว่า “จุดที่เหมาะสมที่สุดของเราขณะนี้...ก็คือคงต้องเริ่มต้นที่สวนหลังบ้านของเราเอง” หรือกะหันไปบุกเวเนซุเอลาโน่นเลย!!! ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องใคร? หรือฝ่ายใด? เป็นผู้ระเบิดเรือญี่ปุ่น เรือโอมาน ฯลฯ ในอ่าวเปอร์เซียเอาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น...ไม่ว่าจะเกิดเรื่อง เกิดราว เกิดเหตุการณ์ชุลมุนชุลเก อย่างที่กำลังเป็นข่าวคราวทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น-พุ่งลงอยู่ในทุกวันนี้ แต่ก็น่าจะพอสรุปได้ว่า... “แนวรบตะวันออกกลาง-เหตุการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง” คือไม่ว่าจะเกิดรายการ “สร้างฉาก” สร้างเหตุการณ์ขึ้นมาในรูปใด แบบใด ก็ตามที แต่ผู้ที่จะเป็นตัว “กำหนดเกม” ว่าแนวโน้มของสถานการณ์นั้นๆ จะเป็นไปเช่นไร คงไม่ใช่อภิมหาอำนาจสูงสุดอย่างคุณพ่ออเมริกา หรือบรรดาพันธมิตรอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเป็นผู้ที่จัดอยู่ใน “ฝ่ายตรงข้าม” ของอเมริกาและพันธมิตรนั่นเอง ที่จะเป็นตัวกำหนด “สงครามและสันติภาพ” ให้กับภูมิภาคแห่งนี้ ภายในอนาคตเบื้องหน้า...
กำลังโหลดความคิดเห็น...