xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

E “ช่อ” กับ Orange Guards

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ต้องบอกว่า “ภาพนี้ไม่ควรมีคำบรรยาย =__=” ที่ “ช่อ-พรรณิการ์ วานิช” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)ระบบบัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ในเฟซบุ๊ก เป็นสิ่งที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างมาก

ชนิดที่ใครเห็นก็ต้อง “ของขึ้น” ทุกคนไป ยกเว้นกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกับ “ช่อ”

ดังนั้น แม้ว่า จะชักแม่น้ำทั้ง 5 มาอธิบายอย่างไร ก็ไม่สามารถทำให้คิดไปในทิศทางอื่นได้

ที่สำคัญคือ การเปลือยตัวตนของ “ช่อ” นั้น มิได้เป็น ปฏิบัติการทางจิตวิทยา หรือที่รู้จักกันในชื่อ I.O. เหมือนที่ “ช่อ” กำลังกล่าวอ้าง เพราะมิได้เป็นการ “สร้างขึ้นมาใหม่” หรือ “บิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง” หากแต่เป็นสิ่งที่ “ช่อ” ได้บันทึกเอาไว้ในเฟซบุ๊กเพจ Pannika Chor Wanich ของตนเองบนโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง “ช่อ” มิอาจปฏิเสธข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้ และ “ช่อ” ย่อมรู้ดีว่า สิ่งที่เธอแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หมายถึงอะไร มีเจตนาอะไร

มีหลายคนมองว่า จะไปขุดคุ้ยเรื่องราวเก่าๆ เมื่อ 9 ปีที่แล้วมาเล่นงาน “ช่อ” ทำไม เพราะความคิดของคนเราอาจจะมีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ ดังเช่นที่ “ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม” รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด แสดงความคิดเห็นเอาไว้ แต่คำถามก็คือ ปัจจุบันแนวคิดของ “ช่อ” เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจริงหรือ

ถ้า “ช่อ” ไม่ได้คิดแบบเดิม “ช่อ” กล้ายืนยันโดยประกาศเสียงดังๆ ต่อหน้าสาธารณชนหรือไม่

ดังนั้น จงอย่าแปลกใจว่า สิ่งที่ “ช่อ” ทำจึงไม่ใช่เรื่องที่ “ลูกของพ่อ” จะยอมให้อภัย เพราะถ้าใครทำกับ “พ่อของช่อ” ช่อก็คงไม่ชอบใจเช่นกัน

“ช่อ” อธิบายว่า “ตอนนั้นเป็นยุคหลังรัฐประหาร 2549 และมีกระแสการกล่าวหาผู้คนว่าไม่จงรักภักดีเกิดขึ้นไปทั่ว ทั้งในโลกอินเทอร์เน็ตและในโลกแห่งความเป็นจริง ช่อกับเพื่อนๆ เติบโตมาในบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองเช่นนี้พวกเราในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ก็เฝ้าติดตามปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยความกังวลอย่างมาก บ่อยครั้งการนำเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้โจมตีทางการเมือง แบ่งฝักฝ่ายในหมู่ประชาชนให้เกลียดชังกัน หรือบานปลายไปถึงขั้นล่าแม่มดกัน ก็กลายเป็นความขื่นขันตลกร้าย

“หลังรัฐประหาร 2549 เป็นเรื่องง่ายมากที่คนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารจะถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี และเป็นเรื่องง่ายมากที่จะจัดการใครให้ติดคุกเพียงมีคนชี้หน้าเขาว่าไม่จงรักภักดี การสร้างความเกลียดชังแบบนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายในหัวของคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่เติบโตมาในยุคหลังรัฐประหาร กระทั่งบางครั้งกลายเป็นสิ่งที่เรานำมาคุยล้อกันเพื่อสะท้อนความขื่นขันในโศกนาฏกรรมทางการเมืองของไทย

“ช่อยอมรับว่าภาพการประชดล้อเลียนกระแสความเกลียดชังจากการล่าแม่มดของนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก รวมถึงภาพภาพนี้ดูไม่เหมาะสม และต้องขออภัยอย่างสูงต่อประชาชนที่เห็นภาพนี้แล้วเกิดความไม่สบายใจ แต่สิ่งที่ช่ออยากให้ทุกท่านตระหนักเช่นกัน คือสังคมการเมืองไทยกำลังทำให้คนหนุ่มสาวในรอบสิบกว่าปีมานี้เติบโตมาพร้อมคำถามมากมายกับการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายล้างกัน

“ช่อและเพื่อนๆ เชื่อในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พวกเราอยากเห็นระบบรัฐสภาที่ยึดโยงกับเสียงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และมีสถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่กับระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง ไม่ใช่การเมืองที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้รัฐประหารและทำลายล้างคู่แข่งทางการเมืองกันบ่อยครั้ง”

“ช่อ” บอกว่า ไม่อยากเห็นการเมืองที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ทำลายล้างคู่แข่งทางการเมือง แต่ “ช่อ” ก็ใช้สถาบันกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของตนเองเช่นกัน

หรือ “ช่อ” จะปฏิเสธความจริงในข้อนี้

อากัปกิริยา ทำหน้าเหยเก หน้าเบ้ พร้อมชี้ไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ ไม่ว่ามองด้วยใจที่เป็นกลางขนาดไหนก็ไม่อาจเข้าใจได้

ยิ่งเมื่อตามเข้าไปขุดคุ้ยโพสต์เก่าๆ ก็ยิ่งเห็นเรื่องราวในทำนองดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ และได้ตอกย้ำให้เห็นตัวตนและทัศนคติที่ “ช่อ” มีต่อสถาบันมากขึ้นเช่นกัน

ตัวอย่างชัดเจนคือภาพที่เธอใส่หมวกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศเวียดนาม และถือสัญลักษณ์ตรา ภปร.ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ แล้วโพสต์แสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่า “ให้ชื่อภาพว่า เวียดนามยุคพรีโฮจิมินห์” ซึ่งในแวดวงนักเคลื่อนไหวและนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์-สังคมศาสตร์เข้าใจถึงความหมายเป็นอย่างดี เนื่องเพราะ “พรีโฮจิมินห์คือห้วงเวลาหลังยุคที่เวียดนามไม่มีกษัตริย์” ซึ่ง “ช่อ” เองก็รู้อยู่แก่ใจว่าทำไมถึงให้ชื่อภาพว่าอย่างนั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าเธอร่ำเรียนมาทางด้านรัฐศาสตร์ และเป็นสาขา “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” อีกต่างหาก

และไม่ใช่แค่ “ช่อ” คนเดียว หากแต่ “พ่อของช่อ” ก็ถูกขุดจนพบว่า มีความคิดไม่ได้ต่างอะไรไปจากลูก จนหลายคนไม่แปลกใจว่า ทำไม “ช่อ” ถึงมีแนวความคิดในลักษณะนั้น

นอกจากนี้ “ช่อ” ยังเคยทำงานที่ “สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี” ของ “เสี่ยโอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร” ในช่วงระหว่างปี 2554 - 2560 รับหน้าที่เป็นพิธีกรรายการสารคดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทยและประเทศอาเซียน iASEAN, พิธีกรรายการข่าวต่างประเทศ Voice World Wide, พิธีกรรายการวิเคราะห์ข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ, พิธีกรรายการวาไรตี้ โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออกคือ บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศ ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า “จุดยืน” ของ “ทีวีเสี่ยโอ๊ค” นั้นเป็นอย่างไร

จากนั้น “ช่อ” ก็กระโดดเข้ามาทำงานการเมืองร่วมกับ “เสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “อาจารย์ป๊อก-ปิยบุตร แสงกนกกุล” ที่พรรคอนาคตใหม่ สอง “ผู้นำทางจิตวิญญาณ” ของพรรค ซึ่งถ้าจะว่าไป ก็มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกับ “ช่อ” เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่มารวมตัวกันเป็น “พรรคการเมือง”

ประเด็นที่น่าสนใจถัดมาก็คือ กรณี “คุณช่อ” ยังทำให้สังคมได้รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของ “คนอีกกลุ่มหนึ่ง” ที่สังคมเรียกขานกันว่า “Orange Guards”

“Orange Guards” หรือ “องครักษ์สีส้ม” มิได้มีความหมายเพียงแค่กลุ่มคนที่ทำหน้าที่ในการปกป้องหรือพิทักษ์ “ช่อ จารย์ป๊อก เสี่ยเอก” และ “พรรคอนาคตใหม่” โดยปฏิบัติการตอบโต้กลุ่มเห็นต่างในโลกโซเชียลแบบถึงลูกถึงคนด้วยการใช้ทั้ง “ร่างจริง” และ “ร่างอวตาร” เท่านั้น หากแต่ยังมีเป้าหมายในการสืบสานแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองที่จำต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

การดำรงอยู่ของ “Orange Guards” เป็นที่รับรู้ถึง “พลานุภาพ” ที่ไม่ธรรมดาบนโลกเสมือนจริง ดังจะเห็นได้จากการที่พวกเขาตามไปตอบโต้หรือไล่ล่าคนที่วิพากษ์วิจารณ์ “คุณช่อ” ของพวกเขาถึงในเฟซบุ๊ก ซึ่งดารานักแสดงหรือผู้ที่มีชื่อเสียงที่ตำหนิ “ช่อ” คงรับรู้ถึงความน่ากลัวได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ ณ ห้วงเวลานี้ยังไม่อาจประเมินศักยภาพที่แท้จริงได้ว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพวกเขาจะโลดแล่นออกมาบนท้องถนนในโลกแห่งความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด

แต่เท่าที่พอมองเห็นก็คือ ความมั่นใจของ “อาจารย์ป๊อก” ที่พยายามปลุก FC ในมาร่วมเคลื่อนเกมนอกสภาเพื่อกดดันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า เป็นหนทางเดียวที่จะสามารถทำได้ เพราะแสดงว่า “อาจารย์ป๊อก” ย่อมรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของขุมกำลังกลุ่มนี้พอสมควร

นักวิชาการหลายคนอดนำ “Orange Guards” ไปเปรียบเทียบกับ “Red Guards” ที่ทรงพลังในห้วงเวลา “การปฏิวัติวัฒนธรรม” ในประเทศจีนยุค “เหมา เจ๋อ ตุง” ที่มี “แก๊งสี่คน” อันประกอบด้วย “เจียง ชิง, เหยา เหวินหยวน, จาง ชุนเฉียว และหวัง หงเหวิน” เป็นหัวหอกสำคัญไม่ได้

“กองทัพพิทักษ์แดง” (Red Guards) กลุ่มเยาวชนจากสถาบันการศึกษาตั้งแต่มัธยมถึงมหาวิทยาลัยคือกองกำลังสำคัญของเหมาที่ออกปฏิบัติการภายใต้การรณรงค์เพื่อกำจัด “สี่เก่า” อันประกอบด้วย อุดมคติ, จารีต, วัฒนธรรม และสันดาน ที่ถูกอ้างว่าเป็นของพวกระบอบเก่า ด้วยวิธีการอันรุนแรงต่อกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม ทั้งการใช้กำลังต่อกายหมายเอาชีวิต การเหยียดหยามต่อสาธารณะ การทำลายโบราณสถาน และวัตถุทางวัฒนธรรม

แม้ Orange Guards ไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรงเหมือนกับ Red Guards แต่สิ่งที่ต้องจับตาก็คือแนวทางในการทำงานของพวกเขาในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยตามแนวทางของ “เสี่ยเอกและอาจารย์ป๊อก” ให้ไปสู่ยุคใหม่ด้วยการเคลื่อนขบวน “ปฏิวัติวัฒนธรรมบนโลกโซเชียล”

หลายครั้งหลายคราที่สังคมได้รับรู้ถึงแนวทางเปลี่ยนประเทศไทยจากปากของ “เสี่ยเอก” และ “อาจารย์ป๊อก”

ยกตัวอย่างเช่น การที่ “เสี่ยเอก” เสนอแนวคิดให้เลิกวัฒนธรรมเรียก “ลุงป้าน้าอา” และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

“ผมยังนั่งคุยกับพวกเขาอยู่เลยว่า ถ้าพรรคของเราเกิดได้เมื่อไร ในพรรคของเราอยากให้เลิกใช้คำว่า พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา อยากให้เลิกใช้คำพวกนี้ให้หมด สร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ อย่างที่ผมบอก อะไรก็ตามที่อยากให้เกิดก็ต้องทำในพรรคก่อน เราต้องการยกเลิกวัฒนธรรมอำนาจนิยมซึ่งกีดกันโอกาส กีดกันความคิดสร้างสรรค์ของคน เรียกคนอื่นเป็นพี่ ป้า น้า อาเมื่อไร มันเป็นการเข้าไปอยู่โครงสร้างอำนาจนั้น เราจึงคิดว่า ใช้คำว่า คุณ ผม ดิฉัน สามคำเพียงพอแล้ว ให้เกียรติกันมากพอแล้ว ไม่มีพี่ ไม่มีท่าน”

นั่นคือแนวคิดของ “เสี่ยเอก” ที่เผยแพร่ผ่าน เว็บไซต์ The Momentum

นอกจากนั้นความเห็นของ “เสี่ยเอก” ที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดียว่า “เศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นวาทกรรมแบบหนึ่งเท่านั้นเอง” ก็เป็นเรื่องจริงที่ไม่ได้มีการปรุงแต่ง เพราะปรากฏข้อความนี้ในการสัมภาษณ์นิตยสารสารคดีตั้งแต่ปี 2550

“ผมคิดว่ามีนักวิชาการคนหนึ่ง คือคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พูดไว้ชัด คือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้แต่กระแสชุมชนนิยม มันมีรากฐานอย่างหนึ่งคือ ข้างในมันดี และข้างนอกมันเลว อะไรก็ตามที่มันเลวมันมาจากข้างนอกหมด เราอยู่ข้างในเราก็ดีกันอยู่แล้ว โดยที่เราลืมไปอย่างหนึ่งว่า มันเป็นเพียงมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นมา เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง พูดถึงชุมชนนิยม หรือแม้แต่ในประเทศไทย เราบอกว่าเราไม่เปิดเสรีเพราะเรารู้สึกว่าอะไรก็ตามที่มาจากข้างนอกมันสร้างกิเลส มันสร้างความโลภ มันเอาอะไรต่างๆ ที่ไม่ดีในเชิงจริยธรรมในเชิงศีลธรรมเข้ามา แล้วเราก็พยายามปลูกฝังความคิดแบบชาตินิยมขึ้นมา แท้จริงแล้วการชูเรื่องชาตินิยมก็เพียงเพราะคุณต้องการปกป้องทุนชาติ เพราะคุณรู้สึกว่าถ้าปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาคุณเสียประโยชน์ เพราะคุณแข่งขันสู้บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้ไม่ได้ ถามว่าเศรษฐกิจพอเพียง คุณปิดประเทศหรือเปล่า ถ้าคุณไม่ปิดประเทศ บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้เข้ามา ผมถามว่าคุณแข่งขันสู้เขาได้หรือเปล่า ดูธุรกิจใหญ่ๆ ของไทย วันนี้เหลือธุรกิจอะไรบ้างที่ยังเป็นของคนไทย ที่ยังเป็นของทุนชาติอยู่ ผมรู้สึกว่าเหลือไม่เยอะ เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ต้องพูดถึง รถยนต์ไม่มีแล้วที่เป็นของคนไทย ธนาคารแต่ละแห่งไม่มากก็น้อยมีผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติ แม้แต่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือทุกวันนี้ผู้เล่นก็เป็นต่างชาติทั้งหมด ผมกำลังบอกว่ากระแสพวกนี้มันมีส่วนหนึ่งเกิดจากความคิดแบบทุนชาติที่พยายามปลุกกระแสชุมชนนิยม กระแสอนุรักษ์ท้องถิ่นขึ้นมา เพื่อที่จะใช้กระแสนี้ปกป้องธุรกิจของตัวเอง เพราะฉะนั้นในแง่นี้ชาตินิยมจึงเป็นเครื่องมือของนายทุนระดับหนึ่ง ถ้าถามผมเป็นนายทุนผมชอบไหม ชาตินิยม ชูเลยใช้ของไทย คุณผลิตรถยนต์คุณต้องซื้อของจากบริษัทคนไทย ผมแฮปปี้ แต่ถามว่าท้ายที่สุดใครล่ะได้กำไร ทุนชาติและทุนต่างชาติก็ได้กำไรเหมือนกัน การสะสมทุนก็กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนระดับสูงบางกลุ่มเหมือนกัน ถามว่าแล้วทุนชาติกับทุนต่างชาติต่างกันอย่างไร ไม่ต่างกัน เพียงแต่เรามีมายาคติ ท้ายที่สุดเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นวาทกรรมแบบหนึ่งเท่านั้นเอง”

หรือเมื่อครั้งประกาศตั้งพรรคอนาคตใหม่ “เสี่ยเอก” ก็ประกาศเจตนารมณ์เอาไว้ชัดเจนว่า “สานต่ออภิวัฒน์ประชาธิปไตย ๒๔๗๕” ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่า มีความหมายเยี่ยงไร

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นคำพูดเก่าของ “เสี่ยเอก” เป็นอดีตที่กำลังตามหลอกหลอนไม่ต่างอะไรจาก “คุณช่อ” ผู้เป็นที่รักของ FC พรรคอนาคตใหม่

อาจารย์ป๊อก-ปิยบุตร แสงกนกกุลก็เช่นกัน เพราะสังคมรับรู้แก่นแกนความคิดของเขาในฐานะอดีตแกนนำคนสำคัญของ “กลุ่มนิติราษฎร์” โดยเฉพาะกรณีการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา “มาตรา 112” ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ปิยบุตรยังเคยแสดงความคิดเห็นที่หมิ่นเหม่ต่อศรัทธาของประชาชนผู้จงรักภักดีหลายต่อหลายครั้ง เช่น ประเทศไทยยังเป็นการปกครองระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ absolute monachy ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ตัวเองจะหนีไปอยู่อื่น รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยไม่ควรใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยที่อนุญาตให้พระมหากษัตริย์เป็นประมุขมากกว่า

เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องตื่นตูมหากผู้คนในสังคมจำนวนไม่น้อยจะตื่นตระหนกกับแนวความคิดของแกนนำคนสำคัญของพรรคอนาคตใหม่อย่าง “ช่อ-พรรณิการ์”

ส่วนที่ “ปิยบุตร” ที่พยายามเรียกร้องให้ยุติการ “ล่าแม่มด” โดยโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล เอาไว้ในบางช่วงบางตอนว่า “บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับวันนี้ ใช้ชื่อเรื่องว่า 'Witch-hunts must end' หรือ 'การล่าแม่มดต้องยุติลงได้แล้ว' ตอนหนึ่งของบทบรรณาธิการกล่าวว่า “ตำรวจต้องจัดการกับกรณีนี้ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง และต้องไม่นำความรู้สึกและจุดยืนทางการเมืองมาเกี่ยวข้องด้วย การล่าแม่มดและกล่าวหาว่าต่อต้านสถาบัน มีแต่จะสร้างปัญหาให้กับความขัดแย้งทางการเมืองที่เรื้อรังของประเทศมากขึ้นไปอีก และไม่ได้นำเสนอทางออกใดๆ เลย นั้น เป็นเรื่องตลกสิ้นดี

“เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่” คงลืมไปว่า บรรดา Orange Guards ก็มีพฤติกรรมล่าแม่มดเช่นกัน ดังที่ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิชาการประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ผู้ต้องหาหนีคดีม.112 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pavin Chachavalpongpun เอาไว้ในบางช่วงบางตอนว่า “....ส่วนเรื่องขำๆ อื่นๆ ฝ่ายอนาคตใหม่ก็ล่าแม่มดอีเอ๋เท่าๆ กัน ไหนบอกเราต้องเอาชนะมันด้วยความรักไงคะ?”

กล่าวสำหรับ “ช่อ” แน่นอน ไม่มีใครหยั่งรู้หัวจิตหัวใจของ “ช่อ” ที่แท้จริงว่า เป็นอย่างดี รู้สึก “กลั หรือ “หวาดหวั่น” กับสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าหรือไม่ อย่างไร

แต่เชื่อเหลือเกินว่า แม้ “ช่อ” จะถือเป็น “หญิงเหล็ก”เพราะผ่านร้อนผ่านหนาวในสมรภูมิการเมืองมาพอสมควร แต่ก็น่าจะปริวิตกบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” โดย พล.ต.ท.ปิยะ อุทโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจ ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศปอส.ตร.) ได้สั่งการให้ทั้ง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กองกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) ดำเนินการตรวจสอบในกรณีดังกล่าว

รวมถึงกรณีที่ “กลุ่มคนไทยผู้รักชาติ” แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับ “ช่อ” ด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

งานนี้...ต้องติดตามกันต่อไปว่า “ช่อ ส้มหวาน” จะได้ไปต่อในเส้นทางสายการเมืองหรือไม่อย่างไร ....โปรดอย่ากระพริบตา.




กำลังโหลดความคิดเห็น...