xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ไก่-กี้ร์” สะดุ้งโหยง คดีบ้านเอื้ออาทร พยานแฉเช็คมัดค่านายหน้า-เงินทอน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เสี่ยไก่-วัฒนา เมืองสุข
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - มหากาพย์ข้ามทศวรรษ “คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทร” เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกระบวนการแล้ว โดยมี “เสี่ยไก่” นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ตกเป็นจำเลยคนสำคัญ ซึ่งเพียงแค่เปิดฉากไต่สวนพยานนัดแรกก็ทำเอาร้อนฉ่ากลางศาล ด้วยคำเบิกความของพยานที่ทำเช็คจ่ายเสี่ยไก่ ตามคำสั่งของผู้บริหารบริษัท พร้อมบันทึกในบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามเพราะไม่มีใบเสร็จ แล้วยังซัดทอดถึง “เสี่ยกี้ร์-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง” เป็นนายหน้าอีกด้วย

ความน่าสนใจในการไต่สวนคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2562 ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คน นัดสืบพยานโจทก์คดี หมายเลขดำ อม.42/2561 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 62 ปี อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลนายทักษิณ และพวกรวม 14 ราย อยู่ตรงที่พยานปากเอก 4 ปาก ซึ่งอัยการโจทก์ นำเข้าไต่สวน ให้การซัดทอดถึงเสี่ยไก่กับเสี่ยกี้ร์แบบ “เนื้อๆ เน้น” ส่วนสุดท้ายแล้วจะดิ้นหลุดบ่วงความผิดหรือไม่ อีกไม่นานก็คงรู้

เริ่มจากพยานของอัยการโจทก์ปากแรก คือ น.ส.ประเทือง ภิรมย์นก อดีตพนักงานฝ่ายการเงิน บริษัท พาสทิญ่าไทย จำกัด เบิกความต่อศาล สรุปว่า ตนมีหน้าที่ทำเอกสารสั่งจ่ายเช็คตามคำสั่งของหัวหน้าฝ่ายการเงิน ซึ่งได้รับคำสั่งมาจากผู้บริหารอีกต่อหนึ่ง โดยบริษัทฯ มีผู้ถือหุ้นเป็นชาวมาเลเซีย 3 คน และคนไทย 1 คนซึ่งผู้อนุมัติเช็คเป็นชาวมาเลเซีย ส่วนเงินที่สั่งจ่ายถูกบันทึกว่าเป็นค่าที่ปรึกษา ซึ่งได้สั่งจ่ายเช็ครวมทั้งหมด 60 ล้านบาท แต่แยกจ่ายเช็คหลายใบสั่งจ่ายแต่ละครั้ง 1-2 ล้านบาท และการจ่ายจะระบุเป็นเงินสดโดยไม่ได้ระบุเป็นชื่อผู้รับเช็ค หลังจากสั่งจ่ายเช็คไม่ทราบว่าเป็นของใคร หรือนำไปทำอะไร รวมถึงไม่ทราบว่าบริษัทมีที่ปรึกษากี่คน ส่วนที่เคยให้การกับ คตส. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบถามในรายละเอียดเกี่ยวกับการสั่งจ่ายเช็ค ถามเพียงข้อมูลการทำงานเท่านั้น

ต่อด้วย นางชดช้อย พงศ์ไพโรจน์ ผู้ประกอบการบริษัทเอกชน พยานปากที่ 2 เบิกความว่า บริษัทได้เข้าร่วมโครงการบ้านเอื้ออาทร กับการเคหะแห่งชาติ ก่อนที่นายวัฒนา จำเลยที่ 1 รับตำแหน่งเป็นรมว.พม. และไม่เคยหารือกับนายวัฒนา เกี่ยวกับการทำโครงการ โดยได้ติดต่อนายอริสมันต์ ให้ช่วยหาที่ดิน ซึ่งนายอริสมันต์ ได้แนะนำเสนอที่ดินในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 6 แปลง และแจ้งว่าหากได้รับการอนุมัติให้ร่วมโครงการต้องจ่ายค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ 40 ล้านบาท และ 7.6 ล้านบาท เป็นค่านายหน้า โดยมีที่ดิน 2 แปลงผ่านหลักเกณฑ์ให้ทำโครงการได้จึงทำการซื้อจำนวน 2 แปลง

นางชดช้อย เบิกความต่อว่า ภายหลังที่บริษัทได้รับการอนุมัติให้ทำโครงการ ก็มีผู้โทรศัพท์เข้ามาอ้างชื่อนายวัฒนา ทวงถามเงินค่าดำเนินการอนุมัติโครงการจำนวน 40 ล้านบาท ซึ่งตนไม่ทราบว่านายวัฒนา จำเลยที่ 1 อยู่ในนิวยอร์กเพื่อร่วมประชุมกับสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ส่วนเงินจำนวนดังกล่าวยืนยันมีการจ่ายจริงโดยตนได้เป็นผู้ดำเนินการแทนเจ้าของที่ดิน ขณะที่โครงการประชาวัฒนาในพื้นที่ลาดกระบัง หลังจากได้รับอนุมัติโครงการมีนายอภิชาต จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 4 โทรมาทวงเงินค่าดำเนินการให้กับผู้ใหญ่ในกระทรวง แต่ตนได้ปฏิเสธไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าตลอดการทำโครงการบริษัทไม่ได้มีการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่การเคหะแห่งชาติ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

ช่วงบ่าย อัยการ โจทก์ นำพยานขึ้นเบิกความอีก 2 ปาก คือ น.ส.วิชชุดา รักจันทร์ อายุ 43 ปี อดีตหัวหน้าฝ่ายการเงินบริษัท ที่เบิกความสรุปได้ว่า ตนมีหน้าที่รับผิดชอบการเบิกจ่ายเงินของบริษัท โดยระหว่างที่บริษัทเป็นคู่สัญญาในโครงการบ้านเอื้ออาทร ผู้บริหารได้สั่งให้จัดทำเช็ค 11 ฉบับ จำนวน 18 ล้านบาท และเช็ค 34 ฉบับ จำนวน 63 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้กับผู้บริหารการเคหะแห่งชาติ จึงได้สั่งการต่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดทำเช็คดังกล่าว

ต่อมา ทราบจากผู้บริหารอีกคนของบริษัทว่าเป็นการสั่งจ่ายให้นายวัฒนา เมืองสุข รมว.พม.ในขณะนั้น ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวถูกบันทึกในบัญชีไว้เป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เพื่อหักออกจากรายได้ของบริษัท เพราะรายจ่ายนี้ไม่มีใบเสร็จ แต่ในเอกสารรายงานระบุเป็นค่าใช้จ่ายที่ปรึกษา อย่างไรก็ตาม ไม่ทราบว่าเช็คดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีใคร เพราะเมื่อนำเช็คส่งให้ผู้บริหารที่สั่งให้ทำเช็คก็ไม่ได้สอบถาม

ขณะที่ น.ส.รุ่งทิพย์ จารุทรรศนกุล เจ้าของที่ดินในโครงการบ้านเอื้ออาทร เบิกความสรุปว่า น้องชายตนแจ้งว่าจะหาคนมาซื้อที่ดิน ซึ่งน้องชายตนเป็นเพื่อนกับน้องชายของ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง น้องชายตนบอกว่านายอริสมันต์ จะช่วยให้ขายที่ดินได้ ต่อมานายอริสมันต์ ได้มาติดต่อเสนอจะนำที่ดินของตนให้การเคหะฯ พิจารณาทำโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยแนะนำให้บริษัทของนางชดช้อยเป็นผู้ซื้อที่ดิน และให้น้องชายตนเป็นกลุ่มนายหน้า ตนจึงเสนอขายที่ดินไร่ละ 2.5 ล้านบาท มีการทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทของนางชดช้อย พร้อมวางมัดจำ 1 ล้านบาท ซึ่งการเจรจาซื้อขายมีครั้งหนึ่งนายอริสมันต์ แจ้งว่าต้องมีค่าดำเนินการให้ผู้ใหญ่ 40 ล้านบาท และ 7.6 ล้านเป็นค่านายหน้า กระทั่งโครงการได้รับอนุมัติเมื่อเดือน ม.ค.2549 นางชดช้อย ให้ตนเสนอราคาไปที่การเคหะฯ ไร่ละ 3 ล้านบาท เพราะต้องใช้ดินถมที่จำนวนมาก แต่ตนไม่มีประสบการณ์ติดต่อกับหน่วยงานราชการ ดังนั้น เงินค่านายหน้า ค่าถมที่ดิน และค่าดำเนินการ ได้มอบให้นางชดช้อย ดำเนินการ ซึ่งตนไม่เห็นตัวเลขที่แท้จริงของเงินที่จ่ายไป ไม่ทราบว่านางชดช้อย จ่ายให้ใครบ้าง และไม่ทราบว่าผู้ใหญ่ของการเคหะเป็นใคร

“ดิฉันไม่รู้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเสนอราคาให้ส่วนราชการเท่าไหร่ แต่ดิฉันต้องการขายที่ดิน 2 แปลง รวม 97 ไร่เศษ ในราคาไร่ละ 2.5 ล้านบาท ดังนั้น ส่วนต่างที่เป็นค่านายหน้าหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดิฉันบอกไปว่าไม่ขอรับรู้ ให้ไปดำเนินการกันเอง แต่ต่อมาทราบว่าเช็คเงินสด 7.6 ล้านบาทเป็นค่านายหน้าให้น้องชาย ส่วนเช็คเงินสด 40 ล้านบาทไม่ทราบว่าใครเป็นผู้รับไป” น.ส.รุ่งทิพย์ กล่าว

ถึงพยานปากเอกทั้งสี่ จะไม่ได้ยืนยันว่าใครเป็นผู้รับไป เพราะเป็นรายการค่าใช้จ่าย “ต้องห้าม” ห้ามบันทึกและไม่มีใบเสร็จอะไรทั้งสิ้น แต่การสืบสาวว่าเงินในหมายเลขเช็คดังกล่าวเข้าไปอยู่ในบัญชีของใคร เส้นทางเงินจากต้นตอจนถึงปลายทางสุดท้ายมีใครเกี่ยวข้องบ้างนั้นทำได้ไม่ยาก ดูจากหลายคดีที่คณะกรรมการป้องกันการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการป้องกันการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สืบสาว เช่น คดีทุจริตระบายข้าว ซึ่งมีจำเลยคนสำคัญคือ “เสี่ยเปี๋ยง”-นายอภิชาต จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ ตกเป็นจำเลย และเข้าคุกอยู่จนวันนี้เป็นตัวอย่าง และเสี่ยเปี๋ยง คนเดียวกันนี้ก็ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรด้วย

สำหรับหมายเลขดำ อม.42/2561 อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวัฒนา เมืองสุข อายุ 62 ปี อดีต รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร , นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548-2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจก่อสร้างที่พักอาศัย, นายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่, นายอริสมันต์ หรือกี้ร์ พงษ์เรืองรอง อายุ 56 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย และกลุ่มเอกชน รวม 14 ราย เป็นจำเลยที่ 1-14
เสี่ยกี้ร์-อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง
ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 , เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต มาตรา 157, ฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 และตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 , 11 และเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91

ในวันสืบพยานเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2562 นายวัฒนา , นายอริสมันต์ ที่ได้ประกันตัวไป 5 ล้านบาท กับจำเลยอื่นที่ได้รับการประกันตัว ซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาต เดินทางมาศาล ส่วนจำเลยที่ 6-7, 11-12 หลบหนีศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว ส่วนเสี่ยเปี๋ยง และลูกน้อง ที่ตกเป็นจำเลยที่ 4-5 เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวมาจากเรือนจำ ขณะที่จำเลยที่ 9 ในฐานะนิติบุคคลไม่ได้มาศาล

“ถึงวันนี้ก็ยืนยันว่าจะสู้จนสุดทาง มันเป็นที่เดียวที่เราจะใช้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไม่ได้โดนคดีนี้เป็นคดีแรก คดีที่เกิดจากการรัฐประหารคดีนี้เป็นคดีที่ 5 มี 4 คดีที่ยกฟ้องไปแล้ว ทุกคดีก็โดนกล่าวหาว่าทุจริต เหลือคดีนี้เป็นคดีสุดท้าย” นายวัฒนา ประกาศลั่นสู้ถึงที่สุด

คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรนับเป็นคดีที่ลากยาวข้ามทศวรรษ หลังรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ เมื่อปี 2549 มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่สร้างความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบโครงการส่อทุจริต ซึ่งโครงการบ้านเอื้ออาทร เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกร้องเรียนว่ามีการเรียกค่าหัวคิวและจ่ายเงินทอนให้กับผู้มีอำนาจ

หลัง คตส.สรุปสำนวนส่งให้ ป.ป.ช.เมื่อปลายปี 2550 คดีบ้านเอื้ออาทรต้องใช้เวลาถึง 10 ปีกว่า ป.ป.ช.จึงชี้มูลว่า มีความผิดส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ซึ่งในช่วงที่สำนวนอยู่ในมืออัยการ มีการท้วงติงว่า สำนวนที่ คตส. สอบสวนไม่สมบูรณ์ ต้องตั้งคณะกรรมการร่วมปรับปรุงสำนวน กว่าจะส่งฟ้องศาลได้ใช้เวลาอีกเกือบ 2 ปี กระทั่งอัยการนำคดีขึ้นสู่ศาลฯ และศาลฎีกาฯ ประทับรับฟ้องคดีเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2561

จากนั้น โจทก์และจำเลยได้ร่วมกันตรวจบัญชีพยานหลักฐาน โดยศาลเห็นควรอนุญาตให้นำพยานขึ้นไต่สวนทั้งหมด 82 ปาก โดยกำหนดวันนัดไต่สวนพยานโจทก์วันที่ 3, 10 มิ.ย. 8,12, 15, 19 ก.ค. และ 5, 16, 19, 26 ส.ค. 2562 รวม 10 นัด และกำหนดไต่สวนพยานจำเลยวันที่ 4, 13, 20, 27 ก.ย. 2562 รวม 4 นัด

ในระหว่างการรอกำหนดไต่สวน เสี่ยไก่ ยังเจอเข้าไปอีกสองเด้ง นั่นคือ เด้งแรก พนักงานอัยการซึ่งรับมอบอำนาจจากอัยการสูงสุด โจทก์ ได้ยื่นเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับมาตรการร้องขอให้ริบทรัพย์สินหรือการใช้เงิน หรือทรัพย์สินอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด 1,400 กว่าล้านบาท เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2562 ซึ่งเป็นการยื่นตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 83 ประกอบ พ.ร.บ.วิ อม. มาตรา 42, 43 โดยศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหมดยื่นคำให้การในประเด็นดังกล่าวต่อศาลภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 12 ก.พ. 2562

เด้งที่สอง ถัดจากนั้น เมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2562 เว็บไซต์สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) www.amlo.go.th ยังเผยแพร่คำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.51/2562 ลงวันที่ 28 ก.พ. 2562 เรื่อง อายัดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดไว้ชั่วคราว กรณีเรื่องร้องเรียน นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว. พม. มีพฤติการณ์ทุจริต เรียกรับสินบนโครงการบ้านเอื้ออาทร อันเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกรณีมีพฤติการณ์การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ผู้ร้องเรียนแจ้งว่า นายวัฒนา จะหาบริษัทหรือบุคคลมารับทำโครงการบ้านเอื้ออาทร และส่งเรื่องให้การเคหะแห่งชาติ รออนุมัติ โดยมีข้อแม้ว่า ผู้ร่วมโครงการจะต้องจ่ายค่าตอบแทนยูนิตละ 10,000 บาท ซึ่งกรณีดังกล่าว คตส. ได้ดําเนินการไต่สวนนายวัฒนา กับพวก รวม 20 ราย ว่า มีพฤติการณ์ทุจริตเรียกรับสินบนในโครงการบ้านเอื้ออาทรหรือไม่ ต่อมา ได้มีมติชี้มูลความผิดทางอาญา นายวัฒนา กับพวก 8 ราย โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ต่อมา ป.ป.ช. ได้ไต่สวนและชี้มูลความผิดทางอาญาแก่บุคคลเพิ่มเติม 11 ราย

จากการรวบรวมพยานหลักฐานดังกล่าว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายวัฒนากับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์แห่งการกระทําความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเข้าลักษณะเป็นความผิดมูลฐาน ตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายวัฒนากับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทําความผิดดังกล่าว โดยทรัพย์สินที่คณะกรรมการ ปปง.อายัดเป็นที่ดิน 13 แปลง ในพื้นที่เขตลาดพร้าวและเขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ในชื่อนางสุดา คุณจักร รวมราคาประเมิน 51,532,950 บาท กำหนดไม่เกิน 90 วัน นับตั้งแต่ 12 ก.พ.62-12 พ.ค.62 โดยผู้ซึ่งถูกอายัดทรัพย์สิน และผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน ประสงค์ขอเพิกถอนคำสั่งอายัด สามารถยื่นคำขอต่อเลขาฯ ปปง. พร้อมหลักฐานที่แสดงว่าทรัพย์สินที่ถูกอายัดไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ที่รับแจ้งคำสั่ง

ไม่เพียงแต่คดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรเท่านั้น เสี่ยไก่ ยังเจออีกหลายคดีในช่วงรัฐบาล คสช. เรียกได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเลยทีเดียว แต่เสี่ยไก่ก็ยังยิ้มสู้ ยิ่งได้กำลังใจจาก “โบว์ - น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา” - Bow Nuttaa Mahattana แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง คนรู้ใจคนล่าสุดของเสี่ยไก่ ที่แชร์โพสต์เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2562 ของนายวัฒนา เมืองสุข ที่ชี้แจงคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร พร้อมระบุข้อความว่า “สำหรับใครก็ตามที่ถูกกลั่นแกล้ง สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการเปิดเผยความจริงให้สังคมได้รับรู้ไปพร้อมๆกัน เพราะไม่มีอะไรจะสร้างความเจ็บปวดให้มนุษย์ได้มากเท่าความอยุติธรรม”

ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร พร้อมแท็กไปยัง ร้อยเอกหญิงสุณิสา ทิวากรดำรง หรือ “หมวดเจี๊ยบ” ว่า คดีบ้านเอื้ออาทรจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ ....

เป็นกำลังใจจากแฟนานุแฟนชนิดที่เรียกว่าอบอุ่นจนร้อนรุ่มเมื่อคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรใกล้ถึงบทอวสาน ชี้ชะตาเสี่ยไก่กับพวกจะรอดคุกหรือไม่ในอีกไม่ช้า




กำลังโหลดความคิดเห็น...