xs
xsm
sm
md
lg

คุณสมบัติ ส.ส.และการล่มสลายของรัฐบาล

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

รัฐธรรมนูญกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้หลายประการ แต่ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนและอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลคือ “การเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ” เพราะขณะนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ (ส.ส.) พรรครัฐบาลจำนวน ๔๑ คนกำลังถูกยื่นตรวจสอบคุณสมบัติต้องห้ามดังกล่าว หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาและสั่งให้ส.ส.เหล่านั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ การล่มสลายของรัฐบาลก็จะเกิดตามมาในไม่ช้า

ก่อนการเลือกตั้ง ผอ.กกต. เขต 2 จ.สกลนคร ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งคัดค้านการเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ เพราะตรวจสอบพบว่า เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด มาร์ส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เซอร์วิส ที่มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ และออกหนังสือพิมพ์ ต่อมานายภูเบศวร์ ชี้แจงว่า บริษัทที่ตนเองมีหุ้นทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง มิได้ทำกิจการสื่อมวลชนแต่อย่างใด เพียงแต่ตอนจดทะเบียนได้กระทำตามแบบฟอร์มสำเร็จรูปสำหรับการขอจดทะเบียนเท่านั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งใช้ข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นฐานการวินิจฉัยว่าข้ออ้างของนายภูเบศวร์ ฟังไม่ขึ้น จึงตัดสินให้ถอนชื่อนายภูเบศวร์ ออกจากการเป็นผู้สมัคร ส.ส. การตัดสินของศาลฎีกาดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดแนวทางว่า หากผู้สมัคร ส.ส. หรือ ส.ส. คนใด มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทที่มีระบุวัตถุประสงค์เพื่อประกอบการกิจการสถานวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะประกอบกิจการนั้นจริงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ก็ตาม บุคคลผู้นั้นก็มีคุณสมบัติต้องห้ามในการสมัคร ส.ส. ทั้งสิ้น

เมื่อขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส. ก็ย่อมเป็น ส.ส. ไม่ได้ หรือหากเป็น ส.ส.แล้ว ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งไปทันที

นอกจากกรณีนายภูเบศวร์แล้ว หลังการเลือกตั้ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติเรื่อง การถือครองหุ้นในบริษัทวี-ลัค มีเดียจำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจสื่อเข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องอย่างรวดเร็ว เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ ใช้เวลาเพียง ๗ วันเท่านั้นก็สามารถตัดสินได้ คำตัดสินคือ ศาลได้รับเรื่องเอาไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้นายธนาธร ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ตามมาตรา ๘๒ วรรค ๒ ทันที

อย่างไรก็ตามกรณีนายธนาธร มีบางแง่มุมแตกต่างจากกรณีนายภูเบศวร์ อย่างแรกคือ บริษัทที่นายธนาธรถือหุ้นประกอบกิจการสื่อมวลชนจริง อย่างที่สองคือนายธนาธรได้แจ้งว่า ตนเองมีการโอนหุ้นบริษัทให้ผู้อื่นแล้วตั้งแต่วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นวันก่อนการสมัครรับเลือกตั้ง แต่บริษัทมีการแจ้งการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นวันหลังการสมัครรับเลือกตั้งแล้ว

เมื่อถูกตรวจสอบคุณสมบัติ พรรคอนาคตใหม่จึงใช้วิธีการเดียวกันนี้ตรวจสอบคุณสมบัติของส.ส. พรรครัฐบาลบ้าง และได้ยื่นเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติส.ส.จำนวน ๔๑ คน ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านนายชวน หลีกภัยประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามมาตรา ๘๒ ของรัฐธรรมนูญ เมื่อได้รับเรื่องแล้วนายชวนก็ดำเนินการโดยไม่ชักช้าส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญทันที

สิ่งที่ตามมา เมื่อเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญคือ การวินิจฉัยว่ารับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ ซึ่งหากดูแนวทางที่เคยดำเนินการมาก่อนในเรื่องทำนองเดียวกัน คาดว่า ศาลรัฐธรรมนูญคงจะรับเรื่องไว้พิจารณา แต่จะเป็นเมื่อไรนั้น หรือใช้เวลาในการตรวจสอบกี่วันหลังจากเรื่องมาถึงศาล ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล

แต่หากดูจากประสิทธิภาพในการทำงานของศาล และเวลาที่เคยใช้ในการพิจารณาว่ารับหรือไม่รับเรื่องของนายธนาธร ซึ่งศาลใช้เวลาในการตรวจสอบเพียง ๗ วัน ในกรณีนี้ก็คงใช้เวลาไม่นานนักในการพิจารณา อนุมานจากกรณีนายธนาธร เราอาจคาดการณ์เบื้องต้นได้ว่า ศาลจะใช้เวลาในการตรวจสอบเพื่อพิจารณารับเรื่องหรือไม่รับน่าจะไม่เกิน ๗ วัน แต่หากพิจาณาจำนวน ส.ส. ที่ต้องตรวจสอบ ซึ่งมีถึง ๔๑ คน ก็อาจเป็นไปได้ว่าศาลอาจจะใช้เวลาในการตรวจสอบมากกว่า ๗ วัน หากคิดแบบง่าย ๆ เหมือนเด็กประถม ว่า ๑ คนใช้ ๗ วัน ๔๑ คนก็ใช้เวลา ๒๘๗ วัน แต่หากคิดและทำดังว่าก็คงจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงว่า เป็นการดำเนินการถ่วงเวลาและเอื้อต่อรัฐบาล

ในมุมของการดำเนินการอย่างสมเหตุสมผล ด้วยเรื่องนี้มีเอกสารหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว การพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับก็คงใช้เวลาไม่นานนัก อย่างมากไม่น่าจะเกิน ๑ เดือน ก็คงเสร็จสิ้น ภายใต้สมมติฐานนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงน่าจะมีคำวินิจฉัยว่าจะรับหรือไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ไม่เกินวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๒ และหากดูความคล้ายคลึงของเรื่อง ผมประเมินว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มค่อนข้างสูงในการรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา

คำถามถัดมาคือ เมื่อศาลรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว การวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. หรือไม่ ซึ่งหากดูการสั่งกรณีนายธนาธรเป็นบรรทัดฐานโอกาสที่ศาลจะตัดสินและมีคำสั่งให้ ส.ส. ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่มีสูงมาก ยกเว้นจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ศาลเปลี่ยนแปลงความคิดไปจากเดิม แต่หากเป็นเช่นนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์คงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเป็นแน่

สำหรับเวลาที่ใช้ในการวินิจฉัยว่า ส.ส.ที่ถูกร้องขาดคุณสมบัติหรือไม่ หากพิจารณาเวลาที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งใช้ตัดสินกรณีนายภูเบศวร์ เป็นบรรทัดฐาน จะเห็นว่าศาลใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น แต่เนื่องจากว่าเป็นศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กับศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลต่างประเภทกัน ก็มีความเป็นไปได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจใช้ระยะเวลาในการตัดสินนานกว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลคือ การที่ศาลสั่งให้ ส.ส. ผู้ถูกร้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ เพราะจะทำให้จำนวนเสียง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ที่สามารถทำหน้าที่ได้หายไปถึง ๔๑ เสียง จากเดิมที่มี ๒๕๔ เสียง ก็จะเหลือเพียง ๒๑๓ เสียงเท่านั้น รัฐบาลเสียงข้างมากก็จะเปลี่ยนสภาพ เป็นรัฐบาลข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม

สถานการณ์แบบนี้ แกนนำจัดตั้งรัฐบาลคงไม่สามารถนิ่งเฉยได้ สิ่งที่พวกเขาอาจกระทำก็คือ การจัดทำแผนและเตรียมการดึง ส.ส. จากพรรคฝ่ายค้านให้มาสนับสนุนรัฐบาล หรือปฏิบัติการหา “งูเห่า” นั่นเอง แต่ก็คงไม่ง่ายสักเท่าไรนัก เพราะว่าต้องหาให้ได้อย่างน้อย ๒๐ คน จากพรรคฝ่ายค้าน หากทำสำเร็จก็จะทำให้รัฐบาลมีเสียงเพิ่มขึ้นเป็น ๒๓๓ เสียง ขณะที่เสียงฝ่ายค้านซึ่งเดิมมี ๒๔๕ เสียงลดลงเหลือ ๒๒๕ เสียง

แต่หาก “ปฏิบัติการงูเห่า” ไม่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเผชิญ มีลำดับเหตุการณ์ดังนี้ การจัดตั้งรัฐมนตรีคงเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และรัฐมนตรีสามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นทางการภายในเดือนมิถุนายน จากนั้นคณะรัฐมนตรีก็แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ภายในสิบห้าวันนับจากวันเข้ารับหน้าที่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ระหว่างการแถลงนโยบาย ฝ่ายค้านก็คงอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลอย่างดุเดือดตามประเพณีของ ส.ส.

ในจังหวะใกล้เคียงกับที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อาจก่อนหรือหลังวันแถลงไม่กี่วัน ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะมีคำวินิจฉัยและคำสั่งให้ ส.ส. รัฐบาลที่ถูกร้องเรื่องคุณสมบัติยุติการปฏิบัติหน้าที่ หากผู้ถูกร้องทั้งหมดถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ หรือผู้ถูกร้องบางส่วนจำนวน ๑๐ คนขึ้นไปถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ สิ่งที่ตามมาคือ ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
หากทุกอย่างเดินไปตามแนวทางที่ผมประเมินไว้ข้างต้น ประกอบกับการพิจารณาถึงจารีตประเพณีของสังคมไทย ฝ่ายค้านอาจตัดสินใจยื่นญัติอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมหรือต้นเดือนสิงหาคม ส่วนการเปิดอภิปรายและลงมติคงเกิดขึ้นตามมาในช่วงกลางเดือนสิงหาคม ดังนั้นในเดือนสิงหาคมจะเป็นช่วงที่รัฐบาลมีโอกาสประสบกับวิกฤติแห่งการอยู่รอด

ในกรณีที่รัฐบาล สามารถดึง ส.ส.ฝ่ายค้านให้มาสนับสนุนตนเองได้ในจำนวนที่เพียงพอ รัฐบาลก็อาจรอดพ้นวิกฤติจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่หากทำไม่สำเร็จ ไม่มี ส.ส.ฝ่ายค้านผู้ใดแปรพักตร์ รัฐบาลก็มีโอกาสจะล่มสลายสูงอย่างยิ่ง หากเงื่อนไขและสถานการณ์การเมืองเป็นไปในทิศทางที่ผมวิเคราะห์ข้างต้น รัฐบาลเลือกตั้งชุดแรกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็จะมีอายุไม่เกินสองเดือนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์เกิดขึ้นตามนี้จริง ย่อมเป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่า เหตุปัจจัยและการกระทำทั้งหลายที่กลุ่มอำนาจบางกลุ่มในสังคมไทยก่อไว้ในอดีต เพื่อสร้างอุปสรรคกีดขวางคู่แข่งทางการเมืองของพวกเขานั้น ท้ายที่สุดก็ย้อนกลับมาทำลายตนเอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...