xs
xsm
sm
md
lg

รู้ทันเกมพรรคอนาคตใหม่ ตรวจสอบ ส.ส.รัฐบาลถือหุ้นสื่อ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ฝั่งขวาเจ้าพระยา"
"โชกุน"

นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่ และ สส. พรรคอนาคตใหม่ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ผ่านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้วินิจฉัย คุณสมบัติ สส. พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค 41 คนว่า มีคุณสมบัติต้องห้าม ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) ห้ามผู้สมัคร สส เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ

เป้าหมายของนายปิยบุตรนั้น ชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นกลยุทธ์การต่อสู้ ปกป้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่ ถูก คณะกรรมการเลือกตั้ง( กกต.) ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ กรณีถือหุ้นสื่อ และศาลรัฐธรรมนูณมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส ไว้ก่อน จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย

เป็นการตีปลาหน้าไซ ที่ต้องการให้ส่งผลต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หากวินิจฉัยว่า นายธนากร มีคุณสมบัติต้องห้าม เพราะถือหุ้นสื่อ ต้องพ้นจากการเป็น สส ก็ต้องวินิจฉันว่า สส. 41 คน ของพรรคร่วมรัฐบาล มีคุณสมบัติต้องห้ามด้วย

ในระหว่างการวินิจฉัย ศาล รัฐธรรมนูญ ต้องสั่งให้ สส ทั้ง 41 คน ยุติการปฏิบัติหน้าที่ เหมือนนายธนาธรด้วย ซึ่งจะส่งผลอย่างรุนแรงต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาลในสภา

หากสส ทั้ง 41 คน ไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม นายธนาธร ก็ต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามด้วย ผิดไปจากนี้ วาทกรรม สองมาตรฐานก็จะถูกปลุกปั่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

แต่ช้าก่อน โลกแห่งความเป็นจริง ทุกเรื่องราวมีความแตกต่างหลากหลาย ที่ต้องพิจารณาตามความเป็นจริง ไม่สามารถเสกสรรปั้นแต่ง เล่าเรื่องตามแต่ใจต้องการ เหมือนโลกโซเชียลที่พรรคอนาคตใหม่ และผู้สนับสนุนอาศัยอยู่

รัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3 ) เขียนไว้ชัดเจนว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือ

เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ

บริษัท วีลัค มีเดีย เป็นเจ้าของผุ้ผลิต นิตยสาร WHO ออกจำหน่ายมาเป็นเวลาหลายปี จัดเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ โดยไม่ต้องตีความเลย แม้จะหยุดผลิต และจำหน่ายไปแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งยกเลิกต่อ หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นนายทะเบียน ตาม พรบ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550

ส่วน สส ทั้ง 41 คน ตามคำร้องของพรรอนาคตใหม่ นั้น จะ เป็นเจ้าของหรือ ผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิพม์ หรื่อสิ่อมวลชนใดๆ ตาม มาตรา 98 ( 3 ) หรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายๆไป และต้องดูข้อเท็จจริงว่า มีการออกหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อมวลชนใดๆ หรือไม่ จะยึดถือเอา ตาม วัตถุที่ประสงค์ การประกอบกิจการ ในบริคณห์สนธิ ที่แจ้งต่อ กรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะ เป็นวัตถุประสงค์ ตามแบบฟอร์ม มาตรฐาน ที่ระบุวัตประสงค์ไว้กว้างขวางมาก เกือบ 20 รายการ

วัตถุประสงค์ที่พรรคอนาคตใหม่อาจเห็นว่า เข้าข่าย การประกอบการกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ ได้แก่ วัตถุประสงค์ประกอบ กิจการอุตสาหกรรม และหัตถกรรม ข้อ 10 ประกอบกิจการโรงงานกระดาษ โรงพิมม์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์

วัตถุประสงค์ที่ประกอบกิจการพาณิชยกรรม ข้อ 17 ประกอบกิจกรรรมค้ากระดาษ เครื่องเขียน แบบเรียน....... ....สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์

การพิจารณาคดี ในศาล รัฐธรรมนูญผู้ร้อง และผู้ถูกร้องมีหน้าที่เสนอหลักฐาน ต่อองค์คณะผู้พิจารณาคดี นายปิยบุตรและพรรคอนาคตใหม่ จึงต้องหาพยานหลักฐาน นอกเหนือจาก แบบฟอร์ม วัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการ มาแสดงให้ศาลเห็นว่า สส ทั้ง 41 คนนั้น เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อมวลชนใดๆ ด้วย ไม่ใช่ยื่นคำร้องผ่านประธานสภา แล้วก็จบหน้าที่

ก่อนวันเลือกตั้ง 24 มีนาคม ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งของ นายภูเบศวร์ เห็นหลอด ผู้สมัคร สส. พรรคอนาคตใหม่ สกลนคร เขต 2 เพราะเป็นเจ้าของห้างหุ้นส่วน ที่ประกอบกิจการสื่อมวลชน แม้นายภูเบศวร์ จะยืนยันว่า จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนก่อสร้าง โดยใช้แบบฟอร์ม ที่ครอบคลุมกิจการหลายอย่าง รวมทั้ง สื่อสารมวลชน โดยไม่ได้ประกอบกิจการจริงก็ตาม แต่ศาลไม่รับฟัง

เช่นเดียวกับ กรณี นายคมสัน ศรีวณิชย์ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชาติ จังหวัดอ่างทอง ถูกศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลเดียวัน

ทั้งสอ งกรณี จะถูกพรรคอนาคตใหม่ ยกขึ้นมาเปรียบเทียบว่า ศาลมีสองมาตรฐาน หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณี 41 สส. ไม่เป็นไปตามที่พรรคอนาคตใหม่คาดหวัง ถึงแม้ว่า คำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ไม่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะเป็นคนละศาล

นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดในคำวินิจฉัยคดีนายคมสัน และนายภูเบศวร์ ว่า มีการเขียนเติมในวัตถุประสงค์ตอนยื่นจดทะเบียจัดตั้งว่า ประกอบกิจการสื่อมวลชน ขณะที่วัตถุประสงค์ตามแบบมาตรฐานไม่มี

นายปิยบุตรคงเล็งผลว่า เมื่อเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว สส.ทั้ง 41 คน จะต้องถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เหมือนนายธนาธร แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ต่อเมื่อ มีเหตุอันสงสัยว่า ผุ้ถูกร้อง จะมีคุณสมบัติต้องห้าม ซึ่งศาลจะสงสัยได้ก็หลังจาก เห็นข้อมูลหลักฐานที่ผู้ร้องเสนอ และที่ผู้ถูกร้องแก้ต่าง

คดีของนายธนาธร กกต. ทำหน้าที่พนักงานสอบสวน พยานหลักฐาน ของผู้ร้องคือ นายศรีสุวรรณ จรรยา และนายธนาธรแล้ว มีความเห็นสั่งฟ้อง จึงมีหลักฐานในเบื้องต้น ที่ทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนุญ 8 คน จาก 9 คน มีข้อสงสัยว่า นายธนาธร อาจจะมีคุณสมับติต้องห้ามตามที่ถูกร้อง เข้าข่าย ต้องสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่

คดี สส 41 คน ถือหุ้นสื่อหรือไม่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นเพียงนายไปรษณีย์ ส่งคำร้องของนายปิยบุตรกับพวกไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีการสอบสวนเบื้องต้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องไต่สวนมูลฟ้องเอง ก่อนจะประทับรับฟ้อง นายปิยบุตรกับพวก ต้องเสนอพยานหลักฐานที่ศาลดูแล้วมีข้อสงสัยว่า ในบรรดา สส 41 คน มีใครบ้างที่เข้าข่ายถือหุ้นหนังสือพิพม์ หรือสื่อมวลชนอื่นใด

การยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย สมาชิกสภาพ สส 41 คน ของนายปิยบัตร อาจเป็นอาวุธทำลาสยล้าง รัฐบาลในพริบตา หรือเป็นเพียงกระสุนด้าน ที่นำไปใช้ต่อยอดวาทกรรม สองมาตรฐาน ของพรรคอนาคตใหม่ สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นรายกรณีไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...