xs
xsm
sm
md
lg

ต้นไม้มิตรภาพ-ยังตายได้

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กับ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส  ร่วมปลูกต้นไม้ (ที่ทำเนียบขาว) เมื่อเมษายน  2018
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Le Monde นสพ.รายวันภาคบ่ายของฝรั่งเศส ได้รายงานข่าวร้ายว่า ต้นโอ๊ค-สัญลักษณ์ความผูกพันแน่นแฟ้นระหว่างปธน.มาครง แห่งฝรั่งเศส และปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ตายจากไปเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งๆ ที่เพิ่งปลูกไปเพียง 1 ปีเท่านั้น

ต้นโอ๊คต้นนี้ เป็นต้นไม้มิตรภาพที่ปธน.มาครง บรรจงนำขึ้นเครื่องบินเที่ยวเดียวกับเขา เพื่อไปมอบให้ทรัมป์ในการเดินทางเยือนสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกของมาครง และดูจะต้องการสร้างความประหลาดใจ และความประทับใจเป็นพิเศษให้แก่ทรัมป์ด้วยซ้ำ เพราะในหมายกำหนดการอย่างเป็นทางการ ได้มีการแทรกการปลูกต้นไม้มิตรภาพนี้เข้าไปในตารางกิจกรรมในช่วงที่มาครงเยือนวอชิงตัน ดี.ซี.

ทั่วโลกได้เห็นภาพทรัมป์และมาครง ควงคู่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของทั้งสอง ทำพิธีปลูกต้นไม้แห่งความรักและผูกพันนี้ด้วยกันในสนามหญ้าของทำเนียบขาว

สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งทั้งคู่ ต่างยืนให้กำลังใจแก่ท่านผู้นำทั้งสองที่ต้องออกแรงใช้พลั่วตักดินมาบรรจงปลูกต้นไม้มิตรภาพนี้ ขณะที่ช่างกล้องจากทั่วโลกต่างบันทึกภาพรายการนี้ ในบรรยากาศร่มรื่นของฤดูใบไม้ผลิที่ดี.ซี.

พอจบพิธี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งทั้งคู่ก็ปรบมือให้กับท่านผู้นำทั้งสองที่ได้ออกแรง เพื่อร่วมกันปลูกต้นไม้พิเศษที่จะเป็นพยานรักของผู้นำทั้งสอง รวมทั้งความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ที่ได้ผูกพันมานานกว่า 240 ปีตั้งแต่นายพลLa Fayette ของฝรั่งเศส ได้นำกองทัพส่วนหนึ่งมาช่วยนายพลGeorge Washington ในสงครามเพื่อเอกราชของสหรัฐฯ ปลดแอกออกจากอังกฤษ

น่าสังเกตว่า ทำไมเป็นนสพ.ฝรั่งเศส-ที่เป็นผู้เปิดเผยข่าวร้ายนี้? แต่ไม่ใช่สื่ออเมริกัน? ซึ่งแสดงว่า สื่อฝรั่งเศสให้ความสนใจต่อต้นไม้มิตรภาพนี้มากกว่าสื่ออเมริกันนั่นเอง

เพราะสื่อฝรั่งเศสได้ติดตามความสัมพันธ์ระหว่างปธน.ของเขากับปธน.ทรัมป์ ที่ได้เสื่อมคลายความรักหวานจ๋อย (Bromance-หรือความรักแนบแน่นระหว่างสองชาย!) ลงไปถนัดใจ ในแค่รอบปีที่ผ่านมา

หลังจาก Le Monde ได้เปิดเผยข่าวร้ายนี้ สื่ออเมริกันต่างไปทำข่าวที่ทำเนียบขาวทันที โดยไปถ่ายรูปสนามหญ้าที่ปธน.ทั้งสองได้ลงทุนโกยดินปลูกต้นโอ๊ค-ปรากฏวันนี้ ไม่มีวี่แววของต้นไม้มิตรภาพให้เห็นเลย-กลายเป็นสนามหญ้าที่ว่างเปล่า ณ บริเวณที่เคยมีต้นไม้มิตรภาพยืนอยู่

ตอนนี้ก็ถึงคราวของสื่ออเมริกันที่ไปสืบค้นว่า เกิดอะไรขึ้นกับต้นไม้มิตรภาพนี้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งความแนบแน่นของสองประเทศ...มันตายไปได้อย่างไร?

และนี่อาจเป็นสาเหตุว่า ทำไมสื่ออเมริกันได้ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส

เพราะน่าจะมีความพยายามปิดบังจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายอเมริกันก็เป็นได้ หรือว่ากำลังหาทางเปลี่ยนสลับต้นโอ๊คต้นใหม่มาแทนเจ้าต้นเก่าที่ตายไป? โดยไม่บอกให้ทั้งทรัมป์และมาครงได้ทราบ

ในที่สุดความจริงก็ปรากฏออกมาว่า การที่ปธน.มาครงตัดสินใจในนาทีสุดท้ายใกล้ๆ จะเดินทางมาดี.ซี. ว่าจะมอบต้นไม้มิตรภาพให้แก่ทรัมป์ และประเทศสหรัฐฯ จึงได้นำเอาต้นไม้นี้มาเองคือ คงอยากสร้างความประทับใจแก่ทรัมป์ ก็เลยทำให้ต้นไม้ต้นนี้-นำเข้าประเทศสหรัฐฯ-โดยไม่ผ่าน-ด่านกักกันพืช-ที่จะต้องผ่านการกักกันสังเกตการณ์เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีพวกสัตว์หรือเชื้อราที่จะมาทำลายแก่ดินและพืชในสหรัฐฯ

การกักกันพืชนี้จะต้องใช้เวลาสังเกตการณ์เป็นหลายวัน หรือหลายอาทิตย์ทีเดียว

ดังนั้น ในพิธีสวยงามที่ผู้นำทั้งคู่ได้ลงมือลงแรงร่วมกันปลูกนั้น ปรากฏว่า ได้มีการเอาถุงพลาสติกใหญ่ไปครอบอยู่ใต้ต้นไม้นี้ และหลังจากพิธี เจ้าหน้าที่ของหน่วยกักกันพืชสหรัฐฯ ได้รีบนำต้นไม้มิตรภาพนี้ไปยังหน่วยกักกันพืชทันที หรือบ่นกันอุบ-เกรงว่า ดินและตัวต้นไม้ต้นนี้ อาจทำให้เกิดเชื้อโรคสู่ดินและต้นไม้ในทำเนียบขาวได้

และไม่น่าเชื่อว่า ในช่วงที่ไปสังเกตการณ์อยู่ที่ด่านกักพืชไม่กี่อาทิตย์ ต้นไม้นี้ก็เกิดตายลงไป

สำคัญคือ ทางการสหรัฐฯ-ปิดเรื่องนี้เงียบฉี่-จนเวลาผ่านมา 1 ปี ความถึงแตกออกมาผ่านทางสื่อฝรั่งเศส

การตายลงของต้นไม้มิตรภาพนี้ เสมือนเป็นการสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมาครงกับทรัมป์ ที่ดูจะไม่หวานชื่นเหมือนเมื่อทรัมป์ได้รับเชิญเป็นแขกคนแรกของมาครง โดยไปร่วมพิธีฉลองวันชาติฝรั่งเศสเมื่อ 14 กรกฎาคม 2517 ซึ่งเป็นไม่กี่เดือนแรกๆ ที่ทรัมป์เข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาว เพราะมาครงต้องการเสริมภาพลักษณ์ของเขาในเวทีนานาชาติ ว่าเขากระทบไหล่สองต่อสองกับผู้นำประเทศ ที่มีแสนยานุภาพใหญ่สุดของโลก ขนาดเศรษฐกิจก็อันดับหนึ่งของโลกด้วย

เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการเดินทางมาดี.ซี.ของมาครง-มาครงได้บรรจงเลือกต้นโอ๊ค (ซึ่งเป็นต้นไม้ยืนต้นอายุยืนเป็น 100 ปี) จากป่าต้นโอ๊ค ณ บริเวณอนุสรณ์สถานที่ฝังดินทหารอเมริกันที่ได้ตายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ในการเดินทัพมาช่วยกองทัพฝรั่งเศสต่อสู้กับการรุกรานของเยอรมนี

มาครงมีท่าทีว่า เขาน่าจะสามารถสร้างความสนิทสนมพิเศษกับทรัมป์ เพื่อหว่านล้อมและเกลี้ยกล่อมทรัมป์ในหลายประเด็น ที่ทรัมป์ได้ประกาศไว้ตอนหาเสียง เช่น การจะถอนทหารอเมริกันออกมาจากหลายๆ ฐานทัพทั่วโลก โดยเฉพาะจากยุโรปเพื่อลดค่าใช้จ่าย และทรัมป์ได้ไปทำให้วงแตกในการประชุมนาโตครั้งแรกหลังจากมาเข้าทำเนียบขาว โดยทรัมป์ขู่จะถอนตัวออกจากนาโต ถ้าประเทศสมาชิกอื่นๆ อ้างจ่ายค่าบำรุงว่านาโต รวมทั้งการนำอเมริกาออกจากข้อตกลงโลกร้อน ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกของฝรั่งเศส และจนถึงการที่ทรัมป์ประกาศฉีกข้อตกลง 5+1 กับอิหร่าน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ยุโรปไม่เห็นด้วยกับการกระทำของทรัมป์อย่างยิ่ง เพราะเท่ากับผลักให้อิหร่านหันไปพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มที่

และยังมีกรณีที่ทรัมป์ฟาดฟันสินค้าจากยุโรป โดยประกาศขึ้นภาษีสินค้าสำคัญคือ เหล็ก และอะลูมิเนียม และตามมาด้วยรถยนต์ยุโรปที่จะเข้าสหรัฐฯ; ล่าสุดคือ ไวน์ฝรั่งเศส โดยทรัมป์ต้องการเอาใจฐานเสียงของคนที่ส่งของเข้าทำเนียบขาว เพราะทรัมป์พูดหาเสียงตลอดเวลาว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเอาเปรียบสหรัฐฯ และคิดภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ สูงหรือกีดกันสินค้าอเมริกันที่จะเข้าไปเปิดหรือขยายตลาดในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งทำให้ประเทศอเมริกาใจดีเกินไปที่คิดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าต่ำมาก และทำให้คนงานอเมริกันตกงานเพราะอเมริกาซื้อสินค้าจากทั้งโลก แต่หลายประเทศกีดกันสินค้าอเมริกันด้วยกลวิธีต่างๆ ซึ่งยุโรปก็โดนทรัมป์กล่าวหาว่า ใช้อัตราภาษีสูงเกินไปสำหรับรถยนต์อเมริกันที่นำเข้าสู่ตลาดยุโรป

เวลาที่ผ่านมา 2 ปีครึ่งของทรัมป์ ได้แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงแข็งกร้าวและหมกมุ่นทำตามสัญญาที่เขาได้หาเสียงเอาไว้ เพราะเขาต้องการมัดใจเหล่าผู้ลงคะแนนให้เขาเอาไว้ให้มั่น เพื่อจะได้ยังให้คะแนนแก่เขาอีกครั้งในการเลือกตั้งในวาระ 2 ของเขาในปีหน้า (2020) นี้

มาครงเองก็พยายามที่สุดเพื่อเกลี้ยกล่อมทรัมป์ แต่ดูเหมือนแทบไม่ได้ผลเลย

เมื่อต้นไม้มิตรภาพตายลงไป ทรัมป์กลับทำนิ่งเฉย ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

แต่มาครง รีบออกมากลบเกลื่อนทันทีว่า อย่าไปตีโพยตีพายว่าต้นไม้นี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุด (เอ๊ะ-เมื่อตอนปลูกต้นไม้ด้วยกัน-กลับพูดอีกอย่างหนึ่ง) เพราะมันตายขณะไปสังเกตการณ์ด่านกักกันพืช...ไม่เป็นไรครับ-ผมจะเอาต้นไม้ใหม่ไปแทนที่ คราวนี้ไม่เอาต้นโอ๊คแล้ว (คงถือเคล็ดว่า ถ้าเป็นต้นไม้ชนิดเดิม-อาจจะไม่ชอบดินของอเมริกันเท่ากับดินที่ป่าของฝรั่งเศส) จะกลายเป็นต้นเบิร์ช (Birch) แทนครับ

ก็คงให้เจ้าหน้าที่ (อาจเป็นทูตคนใหม่ของฝรั่งเศสประจำดี.ซี.) ไปทำหน้าที่ปลูกแทนในเร็วๆ นี้-และต้นที่สองนี้ก็คงต้องให้แน่ใจว่า จะผ่านระยะสังเกตการณ์ของด่านกักกันพืชให้เรียบร้อยด้วย

ทำให้นึกถึงต้นสนที่ผู้นำเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ได้ทำพิธีปลูกในการพบกันสุดยอดเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งจะเป็นต้นไม้มิตรภาพอันเป็นสัญลักษณ์ความผูกพันแนบแน่น ที่จะต้องมีการรดน้ำพรวนดินดูแลให้เติบใหญ่ เพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ที่จะต้องมีแต่เติบใหญ่ ไม่ใช่แคระแกรนและตายลงในที่สุด


กำลังโหลดความคิดเห็น...