xs
xsm
sm
md
lg

บทเรียนจากฮ่องกง

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ในฮ่องกงตำรวจปราบจลาจลใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา และสเปรย์พริกไทยเพื่อสลายกลุ่มผู้ประท้วง คัดค้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ปิดฉากสัปดาห์นี้...เห็นทีหนีไม่พ้นต้องแวะๆ ไปแถว “เกาะฮ่องกง” นั่นแหละทั่น เพราะช่วงระหว่างนี้เห็นว่ากำลังเกิดรายการตุ๊บๆ ตั๊บๆ ถึงขั้นตำรวจฮ่องกงต้องลงมือ ลงตีน ต้องงัดเอากระสุนยาง แก๊สน้ำตา ออกมาเล่นงานกุมารจีน หรือกุมารฮ่องกงที่ต้องถือว่าเป็น “จีน” ด้วยกันนั่นแหละ เพียงแต่เป็นจีนที่อยู่ภายใต้ความเป็น “หนึ่งประเทศแต่สองระบบ” แต่เมื่อต้องเจอกับบรรดากุมารเหล่านี้ ดาหน้าออกมาตามท้องถนนระดับนับเป็นล้านๆ หรือแม้จะว่ากันตามตัวเลขทางการที่ลดระดับลงมาเหลือประมาณ 2 แสน 3 แสนคน เพื่อประท้วง “กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน” ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ในสภาฯ ฮ่องกง โดยถึงขั้นพยายามบุกเข้าไปในอาคารสภาฯ เอาเลยถึงขั้นนั้น มันก็เลยต้องตุ๊บๆ ตั๊บๆ ชนิดยังมิอาจสรุปได้ว่าจะ “เละตุ้มเป๊ะ” กันไปถึงขั้นไหน???

คือถ้าว่ากันตามเนื้อผ้า หรือตามที่มา-ที่ไป...ที่ทำให้เกิดการประดิษฐ์คิดค้น กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือ “Extradition Law” ฉบับนี้ เข้าสู่การถกเถียงกันในสภาฯฮ่องกงตั้งแต่วาระหนึ่ง-วาระสอง-และจะไปจบวาระสามในช่วงวันที่ 20 มิถุนาฯ ที่จะถึง มันไม่น่าจะถึงขั้น “เรียกแขก” หรือเรียก “กุมารฮ่องกง” ให้ออกมานอนกลิ้ง นอนหงาย กลางท้องถนนได้ในระดับนับเป็นล้านๆ คน เพราะมันออกจะเป็นเรื่องของ “อาชญากรรม” ล้วนๆ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับ “การเมือง” ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย หรืออย่างที่คณะผู้บริหารฮ่องกง เขาเคยเล่าแจ้งแถลงไขเอาไว้ก่อนหน้านี้ประมาณว่า สืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ได้มีกุมารฮ่องกงรายหนึ่ง ชื่อว่า “นายChan Tong-Kai” อายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้นเอง ได้พาแฟนสาวชื่อว่า “นางPoon Hiu-Wing” ซึ่งกำลังตั้งท้อง ไปเที่ยวฮันนีมูนที่เกาะไต้หวัน แต่เผอิญไปทะเลาะกันเรื่องลูกในท้องเป็นของแฟนเก่า หรือแฟนใหม่อะไรทำนองนั้น กุมารฮ่องกงรายนี้เลยบีบคอแฟนสาวตายคามือ ลากศพไปหมกไว้ในป่าแถวๆ กรุงไทเป แล้วกลับมานอนผึ่งพุงอยู่ที่เกาะฮ่องกง โดยที่ทางการไต้หวันไม่สามารถเรียกตัวให้กลับไปรับโทษทัณฑ์ได้เลย เนื่องจากฮ่องกงกับไต้หวันไม่มีข้อตกลงในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันและกัน ทางการฮ่องกงเลยเอาผิด “นายChan Tong-Kai” ได้แค่ข้อหา “ยักยอกทรัพย์” จากการฉวยเอาทรัพย์สินของแฟนสาวมาเป็นของตนเอง มีระวางโทษจำคุกเพียงแค่ 29 เดือนเท่านั้นเอง...

ความพยายามร่างกฎหมายเพื่อหาทางเอาผิดบรรดา “อาชญากร” เหล่านี้ให้ได้อย่างเป็นเรื่อง เป็นราว จึงถูกดำริริเริ่มขึ้นมานับตั้งแต่บัดนั้น แต่ก็นั่นแหละ...ด้วยเหตุที่ร่างกฎหมายดังกล่าว ออกจะเปิดช่อง เปิดทางให้กับผู้บริหารเกาะฮ่องกง อันเป็นผู้ที่ไม่ได้มาจาก “การเลือกตั้งโดยตรง” จากปวงชนชาวฮ่องกง หรือไม่ได้ “ยึดโยงอยู่กับชาวฮ่องกง” แต่เป็นผู้ที่ได้รับการคัดสรรมาจากคณะกรรมการคัดสรรของรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ซะเป็นหลัก หรืออาจคล้ายๆ ประเภท “คณะกรรมการคัดสรรวุฒิสมาชิก” ของบ้านเราอะไรประมาณนั้น ซึ่งสามารถใช้อำนาจหน้าที่ หรือใช้ดุลพินิจในการส่งใคร-ไม่ส่งใคร ไปให้กับบรรดาประเทศที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนฉบับที่ว่านี้ อันรวมไปถึงประเทศ “จีนเดียว” แต่ “สองระบบ” หรือจีนแผ่นดินใหญ่นั่นเอง...

อันนี้นี่แหละ...ที่มันเลยทำให้ต้องเป็นเรื่อง เป็นราว เกิดเรื่อง เกิดราวขึ้นมาจนได้ หรือได้ก่อให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกคล้ายๆ กับที่ใครต่อใครในบ้านเรา กำลังรู้สึกเรื่อง “คณะกรรมการคัดสรรวุฒิสมาชิก” คัดสรรเอาตัวเอง หรือเอาเพื่อนพ้องน้องพี่มาเป็นวุฒิสมาชิกกันชนิดเป็นแผงๆ อะไรทำนองนั้น คือก่อให้เกิดความวิตกกังวล ความไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจ ว่าสุดท้ายแล้ว...คณะผู้บริหารฮ่องกง กำลังคิดจะส่งบรรดา “อาชญากรทางการเมือง” หรือ “ผู้ร้ายทางการเมือง” ที่เป็นชาวจีนฮ่องกงไปให้กับรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่กันเป็นแผงๆ เอาเลยหรือไม่??? โดยเฉพาะพวกเด็กๆ ชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อย ที่เคยออกมาเดินขบวนเรียกร้องต่อสู้เพื่อสิ่งที่เรียกว่า “เสรีภาพ-ประชาธิปไตย” หรือ “สิทธิมนุษยชน” ใดๆ ก็แล้วแต่ เช่น พวก “ขบวนการร่ม” (Umbrella Movement) หรือพวก “Occupy Hongkong” ฯลฯ อะไรทำนองนั้น...

บรรดากุมารฮ่องกง...ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นพวกเด็กๆ อายุประมาณ 20 ต้นๆ มันเลยออกกันมาเป็นล้านๆ ไปด้วยประการละฉะนี้ และก็แน่ล่ะว่า...ย่อมต้องมีพวก “ผู้ใหญ่” ประเภทที่หวังอาศัยเด็กๆ เป็นเครื่องมือ แทรกซึมปะปน พร้อมยุแยงตะแคงรั่วกันอย่างเป็นระบบ หรือหนีไม่พ้นต้องฉวยจังหวะ ฉวยโอกาส กระพือฮือโหมให้มันยิ่งเละตุ้มเป๊ะหนักขึ้นไปใหญ่ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ “ความเป็นจีน” ไม่ว่าฮ่องกง หรือแผ่นดินใหญ่เอาเลยแม้แต่น้อย เช่น คุณพ่ออเมริกา ที่กำลังไล่บี้ ไล่ฟัดรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่อย่างเป็นระบบ หรือคุณปู่อังกฤษผู้เคยเป็นเจ้าอาณานิคมเกาะฮ่องกง เป็นต้น ที่ออกมาแถลงให้การสนับสนุนบรรดาพวกกุมารฮ่องกงกันอย่างเป็นกิจการและเป็นกระบวนการ...

ฉากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเกาะฮ่องกง ณ ขณะนี้...จึงเป็นอะไรที่น่าจับตาเอามากๆ หรือแม้แต่นำมาใช้เป็นข้อคิด เป็นอุทาหรณ์สอนใจสำหรับบรรดาประเทศที่ “ช่องว่าง” ระหว่าง “เด็ก” กับ “ผู้ใหญ่” มันชักจะขยายตัวยิ่งเข้าไปทุกที เพราะสำหรับพวกเด็กๆ ที่อายุประมาณแค่ 20 ต้นๆ อย่างบรรดาชาวกุมารฮ่องกงทั้งหลายนั้น โอกาสที่จะรับรู้ เข้าถึง-เข้าใจต่อความเจ็บปวดรวดร้าวของ “ความเป็นจีน” ระดับย้อนหลังไปถึงยุค “สงครามฝิ่น” หรือยุคที่เกาะฮ่องกงต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเจ้าอาณานิคมในยุโรป อย่างไม่ถูกต้อง เป็นธรรม เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว มันคงไม่ถึงกับลึกซึ้ง ดื่มด่ำมากมายสักเท่าไหร่ ต่างไปจากความรับรู้ถึงเหตุการณ์ในกรณี “จัตุรัสเทียนอันเหมิน” ที่เพิ่งเกิดขึ้นแค่ไม่กี่สิบปีเท่านั้นเอง สิ่งที่เรียกว่า...เสรีภาพ-ประชาธิปไตย-สิทธิมนุษยชน มันจึงอาจเป็นอะไรที่หอมหวนยวนใจกว่า “ความเป็นจีน” ที่ยังต้องแยกเป็นจีนฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ ซะอีกต่างหาก

พอๆ กับบ้านเรานั่นแหละ...ที่ “ประวัติศาสตร์ 14 ตุลาฯ” หรือ “ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ” อาจเป็นสิ่งที่ติดตาติดใจต่อบรรดาพวกเด็กๆ ซะยิ่งกว่า “ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา” ช่วงกรุงแตก หรือ “ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์” ช่วงสงครามเก้าทัพ สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพ-ประชาธิปไตย-สิทธิมนุษยชน มันจึงอาจมีความหมายมากกว่าสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นไทย” เอาเลยก็ไม่แน่!!! และถ้าหากบรรดาพวก “ผู้หลัก-ผู้ใหญ่” ในบ้านเมือง ในสังคมไทย ดันไม่มีความน่ารัก น่าเคารพ หรือไม่ได้ทำให้ “ความเป็นธรรม” กับ “ความเป็นไทย” มันกลายเป็นสิ่งที่พอจะไปด้วยกันได้ อย่างสอดคล้อง กลมกลืนซึ่งกันและกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือยังไม่สามารถทำให้เกิดความเชื่อใจ มั่นใจต่อบรรดาพวกเด็กๆ ได้อย่างเป็นจริง เป็นจัง ยังหนักไปทาง “คณะกรรมการคัดสรรเพื่อนพ้องน้องพี่” ซะเป็นหลัก โอกาสที่ “ช่องว่าง” ระหว่าง “เด็ก” กับ “ผู้ใหญ่” อาจนำพาไปสู่ความเป็น “หนึ่งประเทศสองระบบ” ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย ยิ่งในช่วงระยะที่ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ มันดันหันมาจับมือร่วมมือกันถึง 7 พรรค โดยจะเตรียม “ลงสู่ท้องถนน” อีกเมื่อไหร่ หรือไม่ อย่างไร ก็ยังมิอาจคาดคะเนได้ อันนี้นี่แหละ...ที่คงต้องหันไปหยิบเอาฉากเหตุการณ์ในฮ่องกงมาใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจกันซะแต่เนิ่นๆ...


กำลังโหลดความคิดเห็น...