xs
xsm
sm
md
lg

ว่าด้วย...ธรรมชาติแห่งความถูกต้อง

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

นางNicolette Bartlett ผู้อำนวยการองค์กร Carbon Disclosure Project (CDP)
ตระเวนดูประเทศโน้น ประเทศนี้ ซีกโลกนั้น ซีกโลกนี้...ซะจนเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า เมื่อยแข้ง เมื่อยขา พอสมควร และที่สำคัญก็คือ ออกจะ “เหนื่อยใจ” มิใช่น้อย ด้วยเหตุเพราะมันเต็มไปด้วย “ปัญหา” เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ชนิดยากส์ส์ส์ที่จะหาทางเยียวยาได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้...วันนี้ เลยคงต้องอนุญาตไปว่ากันถึง “โลกทั้งใบ” ให้มันสิ้นเรื่อง สิ้นราว กันไปซะที...

เพราะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา...ก็มีข่าวบางข่าว ที่อาจไม่ค่อยมีใครคิดหยิบเอามาเป็นข่าวมากมายสักเท่าไหร่นัก แต่ถือเป็นข่าวที่ฟังแล้วแทบไม่ต้องไปเสียเวลาสนใจว่าใคร? บ้านไหน? เมืองไหน? หรือประเทศไหนๆ? จะขึ้นช้าง ลงม้ากันไปในแนวใดๆ ก็ตาม แต่แนวโน้มที่จะต้อง “ฉิบหาย...กับ...ฉิบหาย” กันไปเป็นแถบๆ น่าจะมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือข่าวที่หน่วยงานวิจัยด้านสภาวะอากาศของออสเตรเลีย ที่มีชื่อเรียกๆกันว่า “National Center for Climate Restoration” เขาได้ออกมา “ขู่” หรือออกมานำเสนอ “รายงานวิจัย” ชิ้นใหม่ล่าสุด ว่าด้วยความเป็นไปของสภาวะอากาศในอีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า หรือช่วงประมาณปี ค.ศ. 2050 ที่แนวโน้มอุณหภูมิความร้อนของโลกอาจเพิ่มขึ้นไปอีกประมาณ 3 องศา และจะนำมาซึ่ง “กลียุค” ในระดับที่บรรดา “อารยธรรม” ทั้งหลาย ต้องล่มสลายกันไปเป็นแถบๆ...

จริง-ไม่จริง...ก็คงต้องไปสอบถามพวก “นักวิทยาศาสตร์” เขาเอาเองก็แล้วกัน แต่ตามข่าวที่ว่า...เขาก็พยายามอ้างถึง “ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์” ล้วนๆ ไม่ว่าเรื่องของแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันตก แผ่นน้ำแข็งอาร์กติกและกรีนแลนด์ ที่กำลังหดหายหรือกำลังเปลี่ยนแปลงไปในระดับไม่อาจหวนกลับมาสู่สภาพเดิมได้อีกต่อไปแล้ว รวมทั้งเรื่องของชั้นใต้ดินที่มีสภาพเป็นน้ำแข็งโดยถาวร หรือที่เรียกๆ กันว่า “Permafrost” ที่นับวันจะสูญเสียสภาพแผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ฯลฯ และบรรดาอะไรต่างๆ เหล่านี้นี่แหละ ที่จะทำให้บรรดากระแสน้ำในมหาสมุทรขาดสภาวะความมั่นคง หรือต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และส่งผลต่อฤดูมรสุมในเอเชีย แอฟริกาตะวันตก ไปจนถึงยุโรปที่ได้รับผลกระทบเพราะกระแสน้ำอุ่น “Gulf Stream” จะไหลช้าลง ลามไปถึงอเมริกาที่จะต้องเจอกับภาวะอากาศอันเกรี้ยวกราดและรุนแรง เจอทั้งไฟป่า คลื่นความร้อน และอุทกภัยอย่างไม่หยุดไม่หย่อน...

ส่วนบรรดาประเทศในเอเชียไม่ว่าจีน หรือประเทศอื่นๆ จะต้องเจอกับปริมาณน้ำที่ไหลลดลงในแม่น้ำต่างๆ กันในบางช่วง แต่ในบางช่วงอาจท่วมท้นชนิดเมืองแต่ละเมืองถูกกลืนหายกันไปเป็นแถบๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำโขง แม่น้ำคงคา แม่น้ำไนล์ ฯลฯ ที่มีสิทธิ์จะกลืนกินเมืองสำคัญต่างๆ อย่างเชนไน, มุมไบ, จาการ์ตา,กวางโจว, เทียนสิน, เซี่ยงไฮ้, โฮชิมินห์ ซิตี้, ลากอส, มะนิลา ไปจนถึงเมืองบางกอก หรือกรุงเทพฯ บ้านเรา ชนิดอยู่ไม่ได้ หรือต้องทิ้งบ้าน ทิ้งเมืองเอาเลยถึงขั้นนั้น หรือไล่ตั้งแต่แถบขั้วโลกลงมาถึงป่าฝนอเมซอน ไปจนถึงเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร อันเป็นที่อยู่ ที่อาศัยของผู้คนนับเป็นพันๆ ล้าน มีสิทธิ์กลายสภาพเป็นทะเลทราย ไม่ก็เป็น “วอเตอร์ เวิลด์” เอาง่ายๆ และแม้ว่าอุณหภูมิความร้อนมันอาจไม่พุ่งไปถึงอีกประมาณ 3 องศา แต่เพียงแค่ประมาณ 2 องศาเท่านั้น ก็มีแต่ “ตาย...กับ...ตาย” กันลูกเดียว อย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ โดยเหลือระยะเวลาในการรับมือกับภาวะที่ว่า อีกเพียงแค่ “ทศวรรษเดียว” เท่านั้น หรือไม่ต้องรอไปถึงศตวรรษหน้า อย่างที่พวกนักวิทยาศาสตร์เขาเคยคาดการณ์เอาไว้ในรายงานฉบับก่อนๆ แต่เพียงแค่ประมาณปี ค.ศ. 2050 หรืออีกแค่ประมาณ 30 ปีข้างหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็น่าจะ “อนาคตไหม้” ได้ไม่ยากส์ส์ส์ โดยไม่ต้องเสียเวลาพึ่งบริการของ “คุณน้องช่อ” เอาเลยแม้แต่น้อย...

หรือแม้แต่พวกที่รวยเอา-รวยเอา รวยจนใครต่อใครแทบไม่เหลือมะเขือติดตัวเอาไว้เลย อันได้แก่บรรดา “บรรษัทข้ามชาติ” ทั้งหลาย ที่ถือเป็น “ประมุขโลกตัวจริง” และอาศัย “การบริโภค” ของใครต่อใครในโลกนี้ เป็นตัวสร้างเสริมความรวยให้กับตัวเองจนช่องว่างระหว่างความรวยกับคนจน ไม่ว่าในระดับโลก หรือระดับประเทศ มีแต่ถ่างขึ้นๆ ปานนรกกับสวรรค์ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้อง “ซวย” ไปด้วยอย่างมิอาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะเมื่อรายงานใหม่ล่าสุดของหน่วยงานที่มีชื่อว่า “Carbon Disclosure Project” หรือ “CDP” ที่ผู้อำนวยการองค์กร อย่าง “นางNicolette Bartlett” ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลงานการวิจัยว่าด้วยผลกระทบที่บรรดา “บรรษัท” เหล่านี้จะได้รับภายในอีก 5 ข้างหน้า อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ...

โดยคิดคำนวณตัวเลขมูลค่าการตลาดของบรรษัทต่างๆ ประมาณ 215 บรรษัท ที่มีมูลค่าประมาณ 17 ล้านล้านดอลลาร์ ว่ายังไงๆ ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า บรรดาบรรษัทเหล่านี้จะต้องสูญเสียรายได้ หรือต้นทุนกำไร อันเนื่องมาจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศไม่น้อยกว่า 970,000 ล้านดอลลาร์หรือเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นบรรษัท อย่าง Apple, Microsoft, Nestle, UBS, Sony, Infosys, China Mobile ฯลฯ ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่ต้องตกอยู่ใน “ความเสี่ยง” จากภาวะดังกล่าวไปด้วยกันทั้งสิ้น...

ดังนั้น...ไม่ว่าจะรวย-หรือจน มีอำนาจ-ไม่มีอำนาจ ถ้าว่ากันตาม “หลักวิทยาศาสตร์” หรือ “ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์” ไม่ใช่ “ทฤษฎีการเมือง” หรือ “ข้อมูลทางการเมือง” สุดท้ายแล้ว...น่าจะลำบากไปด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็นั่นแหละ...จริง-ไม่จริง น่าเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ คงต้องถามบรรดานักวิทยาศาสตร์เขาเอาเองก็แล้วกัน แต่อย่างน้อย...การได้ฟังข่าวประเภทนี้เอาไว้มั่ง ไม่เพียงแต่อาจพอช่วยให้หายปวดเศียรเวียนเกล้า ในเรื่อง “การเมือง” ไม่ว่าในระดับโลก หรือระดับประเทศก็ตาม แต่ยังอาจช่วยให้เกิดการหันไปสนใจในเรื่องอื่นๆ ที่น่าจะสะอาด-สว่าง-สงบ กว่าเรื่องของ “การเมือง” ไม่รู้กี่ร้อย กี่พันเท่า อย่างเรื่องของ “ธรรมะ” หรือ “ศาสนา” เป็นต้น...

เพราะไม่ว่า “การเมือง” ในระดับโลก หรือในระดับประเทศมันจะเป็นไปในแนวไหน อย่างไร แต่ถ้าหากมันเป็นไปตามแบบฉบับที่ “นักการศาสนา” อย่าง “ท่านพุทธทาสภิกขุ” ท่านเรียกว่า “อัตตัตถปัญญา” หรือการใช้ปัญญาเพื่อแสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวหรือประมาณ “ความเห็นแก่ตัว” นั่นแหละ ท่านก็ได้สรุปวิเคราะห์และสังเคราะห์เอาไว้ตั้งแต่นมนากาเล โดยแทบไม่ต้องพึ่งพา “ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์” หรือ “ข้อมูลทางการเมือง” เอาเลยแม้แต่น้อยว่า... “โลกกำลังเข้าสู่ความวินาศทั้งทางวัตถุและทางจิต การทำความผิดต่อบรรยากาศของโลกจะนำมาซึ่งมลพิษและความแห้งแล้ง เป็นต้น ส่วนการทำความผิดทางศีลธรรม จริยธรรม อันเนื่องมาจากความเห็นแก่ตัวทางการเมือง-เศรษฐกิจ-และสังคม การดำรงชีวิตไปตามกระแสบริโภคนิยม กำลังทำให้...ยุคพระอาทิตย์ 7 ดวงใกล้จะมาถึง คือยุคที่ความร้อนโดยวิกฤตการณ์ทั้งทางกายและทางจิต จะเพิ่มขึ้นเป็น 7 เท่า การทำลายธรรมชาติแห่งความถูกต้องกันวันละเป็นล้านๆ ตัน แต่กลับกลายเป็นการส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ไปพร้อมๆ กับการได้รับการตอบแทนจากธรรมชาติอย่างสมน้ำหน้า อย่างชนิดมิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย...” เอวัง...ก็มี...ด้วยประการฉะนี้...แล...
กำลังโหลดความคิดเห็น...