xs
xsm
sm
md
lg

มหาวิทยาลัยของบริษัท สหกิจศึกษา โรงเรียนปฏิบัติ จะช่วยให้มหาวิทยาลัยไปรอดได้หรือไม่

เผยแพร่:   โดย: ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


เมื่อวานก่อนเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งจะเกษียณอายุราชการเล่าให้ฟังว่าที่มหาวิทยาลัยซึ่งมีชื่อเสียงอย่างยิ่งทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ของรัฐในกรุงเทพตอนบน เริ่มมีการเลย์ออฟอาจารย์ เพราะไม่มีนักศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์มาเรียนเพียงพอ ที่น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่าก็คืออาจารย์หลายคน ใช้วิธีการที่ไม่สุจริตนักเพื่อทำให้ตัวเองมีภาระงานสอนเพียงพอที่จะอยู่รอดได้ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการทุจริตคือไม่ได้สอนจริง แต่เบิกค่าสอน เช่น การซอยห้องเรียนเป็นชั้นเล็กๆหลายๆ section จากเดิมอาจจะมีห้องเรียนละ 30 คน แต่เนื่องจากต้องการภาระงานสอน 2 ภาระงานสอนจึงแยกชั้นเรียนออกเป็นห้องละ 15 คน แต่ในทางปฏิบัติก็ยังสอนห้องเดียวอยู่ดีและเบิกเงิน 2 ห้องและได้ภาระงาน 2 ห้อง อย่างนี้เป็นต้น เป็นการหลอกเพื่อให้ตนเองมีภาระงานสอนเพียงพอและเอาตัวรอดไปได้ ในอีกด้านหนึ่งอาจารย์ที่ไม่เป็นพวกเดียวกับผู้บริหารหรือเป็นอริกับผู้บริหารก็จะถูกเลย์ออฟก่อน เลยมีคดีค้างเต็มศาลปกครองมากที่สุดในทุกวันนี้

มีเพื่อนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคณะวิศวกรรมศาสตร์ของรัฐในต่างจังหวัด ซึ่งก็มีชื่อเสียงมากเช่นเดียวกันต้องการรับนักศึกษาปริญญาตรีปีละ 600 คน แต่มีนักศึกษามาสมัคร 750 คนก็เลยต้องรับไว้หมดไม่อาจคัดเลือกได้ พอเข้าไปเรียนชั้นปี 1 ก็รีไทร์เรียนไม่ไหวไปแล้วประมาณ 200 กว่าคนและปี 2 ก็รีไทร์อีกไปสัก 100 คน รวมๆแล้วกว่าจะจบ 4 ปีอาจจะมีเด็กจบแค่ 400 คนจากที่รับเข้ามา 750 คน ไม่ถึงเป้า 600 คนที่ตั้งไว้แต่อย่างใด

อาการร่อแร่ไปไม่รอดของมหาวิทยาลัยไทยในทุกวันนี้หนักหนาสาหัสมากดูได้จากสถิติจำนวนผู้สมัครสอบ TCAS ซึ่งมีน้อยกว่าจำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยมากเหลือเกิน อาจจะเพียงแค่ 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 ของจำนวนที่นั่งเท่านั้น ดังนั้นนักเรียนมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยได้ง่ายมาก ได้เรียนทุกคน ถ้าอยากจะเรียน เนื่องจากมหาวิทยาลัยไทยมีที่นั่งมากกว่าจำนวนนักศึกษา

นอกจากนี้โลกที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้บริษัทต่างๆ ต้องการคนที่จบปริญญาสูงจากมหาวิทยาลัยลดลงหรือไม่? มหาวิทยาลัยผลิตคนได้ตรงความต้องการกับสังคมหรือไม่?

ในขณะเดียวกันนักเรียนและนักศึกษาก็ชอบงานที่เป็นอิสระ ไม่ชอบเป็นลูกน้องถึงแม้จะอยู่บริษัทระหว่างประเทศหรือบริษัทเอกชนชั้นนำก็ตาม ก็ไม่เป็นที่พึงปรารถนา ยิ่งภาคราชการหรือรัฐวิสาหกิจแล้วยิ่งเป็นงานที่นักเรียนนักศึกษาในสมัยนี้ไม่อยากจะทำโดยเด็ดขาด ทุกคนอยากจะเป็นผู้ประกอบการหรือจะเป็นฟรีแลนซ์อิสระทำงานเป็นของตัวเองและเป็นนายตัวเอง การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็ค่อยๆลดคุณค่าลงอย่างรวดเร็ว

ในอีกด้านหนึ่งการเรียนรู้บนโลกออนไลน์ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ความจำเป็นในการเรียนมหาวิทยาลัยมีแต่จะลดลงไปทุกๆ วัน

ในขณะที่มหาวิทยาลัยแทบทั้งประเทศไทยใช้ Business Model แบบโบราณอันเป็นมรดกของยุคกลางในยุโรป ซึ่งมีมา 700 ปี เท่ากรุงสุโขทัย แต่มหาวิทยาลัยของบริษัทกลับเติบโตสวนกระแสอย่างรุนแรง

กระแส Corporate University หรือมหาวิทยาลัยของบริษัทเป็นกระแสซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสหรัฐอเมริกา เพราะบริษัทต่าง ๆ ต้องการจะให้การเรียนการสอนการฝึกอบรมสร้างคนขึ้นมาของตัวเองโดยตรงเพื่อที่จะทำให้ตนเองได้คนที่ตรงกับความต้องการของบริษัทอย่างแท้จริง

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลจากการที่การให้การสนับสนุนทางการศึกษาเหล่านี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้มากเช่น 3 เท่า

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยอาจจะไม่ได้ตอบสนองความต้องการของภาคเอกชนหรือบริษัทเลยก็ได้ ทำให้บริษัทไม่เห็นคุณค่าของการรับคนที่จบปริญญาเข้ามาทำงาน ในระดับปริญญาตรีนั้นยังถือว่าเป็นขั้นต่ำและยังพอจะหางานได้ง่าย แต่ถ้ายิ่งเป็นระดับปริญญาโทแล้วหรือระดับปริญญาเอกแล้ว บริษัทอาจจะไม่มีความต้องการเลยก็ได้ ยกเว้นจะเป็นนักวิจัยที่ประดิษฐ์หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆอันนำไปสู่คุณค่าและความสามารถในการแข่งขันให้กับบริษัทได้อย่างแท้จริง

หลายคนอาจจะรู้จัก McDonald University หรือที่คนไทยเรียกกันเล่นๆว่ามหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ อันที่จริงแนวคิดเรื่องมหาวิทยาลัยของบริษัทนี้ก็มีมานานในประเทศไทยแต่กลับเกิดในภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ เช่น กรมไปรษณีย์โทรเลขเองมีโรงเรียนการไปรษณีย์ โรงเรียนป่าไม้ของกรมป่าไม้ การรถไฟแห่งประเทศไทยก็มีโรงเรียนสอนวิศวกรรมการรถไฟ กรมชลประทานก็มีการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมชลประทานเป็นของตัวเองและกลายเป็นสถาบันสมทบของสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ เป็นต้น

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ภาคเอกชนของไทยกลับลงทุนสร้างมหาวิทยาลัยของตัวเองมากขึ้น เช่น สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ของบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) วิทยาลัยดุสิตธานี ของเครือโรงแรมดุสิตธานี สถาบันกันตนาของเครือกันตนา สถาบันวิทยสิริเมธีของเครือปตท. สิ่งที่เราพบเห็นคือ corporate university เหล่านี้หลายแห่งเติบโตอย่างรวดเร็ว สวนกระแสมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ที่กำลังตกอับไม่มีนักศึกษามาเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง corporate university ที่เป็นนายจ้างและจ้างนักศึกษาจาก corporate university ของตนเองมาทำงานในบริษัทหลังจบการศึกษาหรือได้เป็นผู้ประกอบการที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท

ในอีกด้านมหาวิทยาลัยก็เริ่มเข้าไปหาภาคเอกชนมากขึ้น เกิดแนวคิดด้านสหกิจศึกษาที่ให้นักศึกษาได้มีโอกาสทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ให้สถานประกอบการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษา มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ให้การเรียนการสอนกับการทำงานจริงสมานเป็นเนื้อเดียวกัน ข้อดีคือนักศึกษาได้เห็นงานจริงๆ ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ ได้รู้ว่าสิ่งที่เรียนจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง เด็กนักศึกษาจะไม่ลอย จบไปน่าทำงานได้เลย ไม่ต้องไปสอนกันใหม่ ใช้เวลากันอีกเป็นปีๆ จนบริษัทต่างๆ อยากจะรับแต่คนที่มีประสบการณ์การทำงานแล้ว แล้วเด็กเพิ่งจบไม่เคยทำงานเลยจะหางานได้หรือไม่ สหกิจศึกษายังขยายไปจนถึงอาชีวะศึกษา เช่น เครือซิเมนต์ไทยสนใจพัฒนาอาชีวะศึกษาของไทยเป็นอย่างมาก และเข้ามาช่วยทำสหกิจศึกษากับอาชีวะศึกษาของไทย และแม้กระทั่งระดับปริญญาโทก็สามารถนำสหกิจศึกษาเข้ามาร่วมได้ อาจารย์ออกไปคุยกับอุตสาหกรรม หาโจทย์วิจัย ที่จะได้นำมาใช้จริง ชวนให้เอกชนให้ทุนวิจัย และส่งพนักงานมาเรียนด้วย เอาโจทย์นั้นเป็นวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาเองก็ย่อมได้ ทำแบบนี้ได้โจทย์วิจัยที่ได้นำไปใช้จริง ได้นักศึกษามาเรียน ได้ทุนให้นักศึกษามาเรียน บริษัทก็ได้ free consultation จากอาจารย์ และได้ผลงานจากพนักงานที่ส่งมาเรียนให้เอาไปใช้งานได้จริง

Practice school หรือโรงเรียนปฏิบัติ ให้นักศึกษาเรียนภาคทฤษฎีก่อนแล้วพอครบภาคทฤษฎีก็ให้ไปเรียนปฏิบัติงานจริงตามบริษัทต่างๆ วิธีนี้ต้อง partner กับบริษัทเอกชนให้ดี มีความร่วมมือกันแน่นหนามาก MIT ใช้วิธีการนี้ในการสร้างวิศวกรเคมี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีก็ใช้วิธีการนี้

คำถามคือ สหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยของบริษัท และโรงเรียนปฏิบัติ จะเป็นมิตรหรือศัตรูกับมหาวิทยาลัยไทย หลายมหาวิทยาลัยแม้อยากจะเริ่มก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ในอีกด้านก็ไม่แน่ใจว่า ทั้งสามวิธีการเหล่านี้จะช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยรอดหรือไม่

ต้องยอมรับว่าอุดมศึกษาไทยยากจะไปรอด มหาวิทยาลัยไทยต้องยกเครื่องอย่างไรในมุมมองของภาคธุรกิจ

มหาวิทยาลัยผลิตคนได้ไม่ตรงกับที่นายจ้างต้องการ?

คุณภาพบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยไทยเลวร้ายลงจริงหรือไม่?

จะยกเครื่องอย่างไรให้มหาวิทยาลัยไทยอยู่รอด ตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจ สังคม ประเทศชาติ? ขอเชิญมาร่วมหาคำตอบกันที่งานเสวนา NIDA Team Forum ครั้งที่ 2 ยกเครื่องอุดมศึกษาไทยจากมุมมองภาคธุรกิจ ดำเนินรายการโดย รัตน์ติกรณ์ จารุเกษตรวิทย์ (จิ) และวิทยากรคับคั่ง อรวดี โพธิสาโร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. อดิศักดิ์ มั่นคง HROD manager กลุ่ม innovation วนัส แต้ไพสิฐพงศ์ ประธานกรรมการบริหารเครือเบทาโกร ผศ. ดร. พร วิรุฬหรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ LPN Development ผศ. ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตและวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการวิเคราะห์ธุรกิจและวิทยาการข้อมูล คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อรรถพล สาธิตคณิตกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรม บมจ ทรู และศรัณยา พัฒนสุทธิกิจ HRBP specialist จาก Adidas (Thailand) สำรองที่นั่งและรายละเอียดดังข้างล่างนี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...