xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตค่าเงินหยวน???

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

วิกฤตเงินหยวนอ่อนค่า
เปิดฉากสัปดาห์นี้...สงสัยคงต้องลองแวะไปดู “กำแพงเมืองจีน” กันมั่งแล้ว แต่คงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับกำแพงอิฐ กำแพงปูน ที่ประเทศจีนเขาสร้างเอาไว้เมื่อนับเป็นพันๆ ปีที่แล้ว และขณะนี้ก็คงเป็นแค่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งใครต่อใครคงได้ไปเที่ยว ไปดูมาซะจนเบื่อแล้ว แต่กำแพงที่น่าจะลองแวะไปดู...คงหนักไปทาง “กำแพงเงินตรา” นั่นแหละซะมากกว่า...

เพราะการที่ “เงินหยวน” หรือเงินสกุล “เหรินหมินปี้” ของคุณพี่จีนในทุกวันนี้...ชักจะออกอาการร่วงผลอย ม่วงหรอยลงไปทุกที โดยเฉพาะเมื่อเทียบเคียงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ จากที่เคยอยู่ที่ 6.8 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์เมื่อไม่นานมานี้ มาถึงทุกวันนี้กลายเป็น 6.8903 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์ หรือใกล้ๆ 6.9 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์ และที่ใครต่อใครต่างจับตากันชนิดมิอาจกะพริบตา ก็คือมันจะร่วง มันจะหรอย ลงไปในระดับที่ก่อให้เกิดการส่งผลทางจิตวิทยา หรือเลยไปถึงระดับ 7 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์ หรือไม่ประการใด เพราะถ้าหากมันเลยไปไกลถึงขั้นนั้น ก็เรียกว่า...มีสิทธิ์ร่วงกันไปทั้งโลก หรือป่วนกันไปทั้งโลก โดยเฉพาะในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างบ้านเรา ที่นับวันจะมีความเกี่ยวพันทางการค้า การเงินกับตลาดจีนและเงินหยวน อย่างชนิดมิอาจตัดขาดออกจากกันได้เลย...

คือแม้ว่า...การลดค่าของเงินหยวนในช่วงที่กำลังเกิด “สงครามการค้า” กับคุณพ่ออเมริกา อาจส่งผลในแง่บวกให้กับคุณพี่จีนท่านอยู่บ้าง คืออาจช่วยบรรเทาเบาบางผลกระทบจากการขึ้นภาษีการค้าของอเมริกา แต่ถ้าหากมันดันลดกันแบบทะรูดทะราด ลดกันในระดับ 3 เปอร์เซ็นต์ 4 เปอร์เซ็นต์และทำท่าว่าจะลดลงไปกว่านั้นอีก อะไรที่ดูบวกๆ มันอาจกลายเป็นลบชนิดหนักหนาสาหัสมิใช่น้อย โดยเฉพาะสำหรับเศรษฐกิจจีน อัตราแลกเปลี่ยนของจีน ชนิดอาจก่อให้เกิด “วิกฤตค่าเงิน” (currency crisis) เอาง่ายๆ เกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดจีน เกิดการโยกย้ายเงิน หรือเงินทุนไหลออก ไปจนถึงเกิดการ “โจมตีค่าเงิน” เหมือนอย่างช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2014-2017 ที่ว่ากันว่า “ธนาคารกลางของจีน” ต้องควักเอาเงินทุนสำรองจำนวนถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ไปใช้ในการปกป้องค่าเงินหยวนเอาเลยถึงขั้นนั้น...

ดังนั้น...เลยหนีไม่พ้นต้องลองไปแวะสำรวจ ตรวจสอบสิ่งที่ถือเป็น “กำแพงเมืองจีน” ในแง่ของเงินๆ ทองๆ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” หรือ “Foreign Exchange Reserves” ของจีน ว่ายังคงมั่นคงแน่นหนา ยาวเฟื้อยเลื้อยลากดิน แบบกำแพงอิฐ กำแพงปูน หรือไม่ อย่างไร ซึ่งถ้าดูกันในแง่จำนวน ปริมาณของทุนสำรองที่ว่า ก็ออกจะเป็นอะไรที่น่าอุ่นใจอยู่พอสมควร คือมันปาเข้าไปถึง 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือแทบจะเรียกว่าเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่บรรดาพวกนักวิเคราะห์ นักลงทุน มันก็ยังอุตส่าห์สร้างความกริ่งเกรงใจ ความไม่มั่นอก มั่นใจให้กับใครต่อใครอยู่ไม่น้อย ด้วยการชี้ให้เห็นว่า จำนวนปริมาณทุนสำรองที่ว่า เมื่อเทียบกับผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือเทียบกับ “GDP” ของจีนในขณะนี้ ยังอยู่แค่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ลดต่ำกว่าช่วง 7-8 ปีที่แล้ว หรือช่วงปี ค.ศ. 2010 ที่ทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนมีอัตราส่วนมากถึง 48 เปอร์เซ็นต์ของ “GDP”...

อีกทั้งยังมีการนำเอาไปเกี่ยวโยงเกี่ยวพันกับ “หนี้สินต่างประเทศ” ของจีน ที่ว่ากันว่า...ปาเข้าไปถึง 1.97 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อมาถึง ณ ขณะนี้ และเมื่อนำเอามาเทียบเคียงกับทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่เหลืออยู่แค่ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ ก็เท่ากับว่าจำนวนทุนสำรองที่ว่าสูงกว่าปริมาณหนี้สินแค่ประมาณ 1.6 เท่า เท่านั้นเอง หรือพูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากจีนเขาถูกเจ้าหนี้ทวงหนี้กันชนิดอุตลุดขึ้นมาเมื่อไหร่ ทุนสำรองในระดับนี้ก็สามารถนำไปใช้จ่ายชำระหนี้ได้ในช่วงเวลาไม่เกิน 12 เดือน หลังจากนั้นเงินหยวน หรือเงินเหรินหมินปี้ ก็อาจต้องโดย “ปี้” ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้...

อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่แหละ...ที่มันเลยถูกนำไปโยงกับ “สงครามการค้า” ระหว่างจีนกับอเมริกา ว่าไปๆ-มาๆ แล้วใครจะได้เปรียบ-เสียเปรียบ หรือใครจะเจ๊งก่อนใครกันแน่ โดยเฉพาะเมื่อ “เงินดอลลาร์” ของคุณพ่ออเมริกานั้น มันแทบไม่ต้องเสียเวลาปวดหัวในเรื่องทุนสำรอง เรื่องจะเอาอะไรมาเป็นตัวรับประกันค่าเงินเอาเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุเพราะมันกลายเป็นเงินตราที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในโลกมานานแล้ว เป็นเงินตราที่ถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการชนิดต่างๆ ในระดับทั่วทั้งโลก แถมยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพค่าเงินของแต่ละประเทศซะอีกด้วยต่างหาก ไปจนถึงการเป็นเงินตราสกุลเดียวที่ถูกมาใช้เป็นมาตรฐานในการเก็งกำไรสินค้าต่างๆ ไปจนถึงเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลต่างๆ ทั่วทั้งโลกได้อีกด้วย ฯลฯ....

ด้วยความ “ได้เปรียบ” ในลักษณะเช่นนี้นี่เอง...เลยทำให้ “เงินดอลลาร์” ของอเมริกา มันจึงมีอานุภาพไม่น้อยกว่า “กองทัพอเมริกัน” หรือถูกนำไปใช้เป็น “อาวุธ” ในการเล่นงานใครต่อใครมาโดยตลอด โดยเฉพาะในยุคที่อเมริกามีผู้นำอย่าง “ทรัมป์บ้า” การนำเอาอาวุธชนิดนี้มาใช้ในการกดดัน เล่นงาน หรือใช้ในการแซงชั่น บอยคอต ประเทศต่างๆ มันจึงแพร่ระบาดไปแทบจะทั่วทั้งโลกไปแล้วก็ว่าได้ หรือทำให้เกิดการ “แบ่งโลกออกเป็น 2 โลก” เหมือนอย่างที่ผู้นำรัสเซีย ประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” ท่านได้พยายามอรรถาธิบายเอาไว้ในระหว่างการประชุม “International Economic Forum” ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อช่วงวันศุกร์ (7 มิ.ย.) ที่ผ่านมา คือโลกของผู้ที่ยอมสยบให้กับความเป็น “ประมุขโลก” ของอเมริกา กับโลกของผู้ที่ต้องการให้เกิดความถูกต้อง ยุติธรรม และการแข่งขันกันโดยเสรี...

เพราะฉะนั้น...ไม่ว่า “สงครามการค้า” ระหว่างจีนกับอเมริกา มันจะลุกลามไปสู่การก่อให้เกิด “วิกฤตค่าเงินหยวน” อุบัติขึ้นมาในจีนหรือไม่ อย่างไร แต่ผู้นำรัสเซีย อย่างประธานาธิบดี “ปูติน” ท่านเชื่อของท่านแบบจริงๆ จังๆ ว่าสุดท้ายแล้ว... “โลกที่ปราศจากความยุติธรรม ย่อมเป็นโลกที่ไม่มีวันมีเสถียรภาพได้เลย” เพราะการนำเอาข้อได้เปรียบของ “เงินดอลลาร์” ไปใช้เป็น “อาวุธทางการเมือง” ของรัฐบาลอเมริกันในทุกวันนี้ กำลังส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจโลกต้องย่อยแยก แตกกระจายออกไปเป็นส่วนๆ และทำให้ “ความเชื่อมั่น” ต่อเงินสกุลนี้ มีแต่ต้องพังทลายขึ้นมาในวันใด-วันหนึ่ง ด้วยเหตุเพราะ... “ความต้องการที่จะเป็นประมุขโลกของอเมริกา คือสิ่งที่ขัดแย้งและสวนทางกับจุดมุ่งหมายของมวลมนุษยชาติในอนาคตโดยสิ้นเชิง...”

จริง-ไม่จริง...เชื่อ-ไม่เชื่อ คงต้องไปวินิจฉัยกันเอาเอง แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...ถ้าหาก “กำแพง (เงินตรา) เมืองจีน” ดันเกิดพังทลายขึ้นมาช่วงจังหวะนี้ อย่างที่ใครต่อใครหวั่นเกรง กริ่งเกรงกันแล้วล่ะก็ โลกทั้งโลกมีแต่ต้อง “ฉิบหาย” ตามไปด้วยอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ แม้แต่ประเทศเล็กๆ อย่างไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮาทั้งหลาย ดังนั้น...ยังไงๆ จึงคงต้องจับตามองความเคลื่อนไหวทางการเงินเหล่านี้ อย่างมิอาจ “กะพริบตา” ได้โดยเด็ดขาด!!!


กำลังโหลดความคิดเห็น...