xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

1 เสียง“เสี่ยโต้ง สิริพงศ์” สะเทือนโควตารัฐมนตรี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -กลายเป็นฝ่ายมีไพ่เหนือกว่าพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติ 500 เสียง ต่อวีซ่าให้ “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เทอม 2

ประเคนอำนาจจากรัฐสภาให้ “บิ๊กตู่”มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลโดยชอบธรรม ไม่ต้องกังวลว่า พรรคตัวแปรทั้งหลายจะตุกติกโหวตให้อีกหรือไม่ เหมือนกับก่อนคราวโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี ที่ต่อรองกันยืดเยื้อ ยึกยัก

เป็นเสียงข้างมากจากสภาผู้แทนราษฎรในขยักแรก โดยมีส.ส.ยกมือให้ 251 คน มากกว่าฝ่ายไพร่หมื่นล้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เกือบสิบคน เปิดทางให้ขยักสองที่ ส.ว. 249 คน ยกมือให้ได้ไม่ต้องถูกคนนินทาหมาดูถูกว่า เป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังดื้อด้านตั้งรัฐบาล

ที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ การฟอร์มทีมรัฐบาลที่ส่อเค้าจะไม่เป็นตามที่ตกลง ด้วยปัจจัยและเงื่อนไขหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลง

วันนี้“บิ๊กตู่”เข้าวินสมใจแล้ว ไม่ต้องงอนง้อพรรคร่วมรัฐบาลแบบต้องตามประกบกันมากมายเหมือนก่อนวันที่ 5 มิถุนายน

โต๊ะเจรจาคุยกันง่ายมากขึ้นกับการเกลี่ยกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงดับเบิ้ล เอ ที่ “บิ๊กตู่”อยากจะเก็บไว้ให้ทีมงานมาบริหารเอง มากกว่าจะเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาล

แน่นอนว่า คงไม่ถึงขั้นเกลี่ยเศษข้าวในชามไปให้ แต่ประเภทจะยกให้หมดเลย โดยไม่เหลืออะไรให้ตัวเองคงยากขึ้น ในเมื่อวันนี้ประเคนอำนาจมาให้ “บิ๊กตู่”เข้าครัว เลือกวัตถุดิบเอง

ดีลแรกที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้กระทรวงใหญ่โตมโหฬาร ไม่ว่าจะเป็น รมว.พาณิชย์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รมว.ศึกษาธิการ พรรคภูมิใจไทยจะได้ รมว.คมนาคม รมว.สาธารณสุข รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา บอกได้เลยว่า โผนี้ไม่นิ่ง

กระทรวงพาณิชย์ เป็นกระทรวงที่ผู้มีอำนาจอยากจะดึงกลับใจแทบขาด มากกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่"กลุ่มสามมิตร" ประกาศกร้าวว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมด้วยซ้ำ

ชนิดว่า ถ้าให้เลือกดึงกลับมาได้กระทรวงหนึ่ง จะต้องเป็นกระทรวงพาณิชย์ก่อน !

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ที่ว่าแน่นิ่งก่อนใคร ได้กระทรวงคมนาคมไปสมใจเรียบร้อยโรงเรียน “เสี่ยหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ชักเอาแน่ไม่ได้แล้ว

โดยเฉพาะการคุมแถวลูกพรรคไม่ได้อย่างที่พูด หลัง “เสี่ยโต้ง”สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย คำนึงถึงฐานเสียงที่ไม่เอาทหาร เห็นคะแนนขาดแล้ว เลยยกมือ“งดออกเสียง”ทำให้แท่น 501 คน ที่ต้องโหวต“บิ๊กตู่”แหว่งไป 1 ที่

กลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ถึงความห้าวหาญในอุดมการณ์ที่ไม่เลือกทำตามแนวทางพรรค กล้าหักกับทหาร เข้าทางฝั่งตรงข้าม เอาไปขยี้ต่อถึงสนิมเกิดแต่เนื้อในขั้วนี้

มันอาจไม่มีอะไรเสียหายมากในทางคณิตศาสตร์ เพราะเสียง “บิ๊กตู่”ชนะขาด “ไพร่หมื่นล้าน”แบบเท่าตัว แต่ในทางรัฐศาสตร์ ผู้มีอำนาจไม่ปลื้มแน่

เพราะมันเป็นแสดงให้เห็นถึงความ “แข็งข้อ”ไม่สามารถไว้วางใจได้ต่อจากนี้ ที่ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะแตกแถวอีกเมื่อไหร่ ไม่มีใครการันตีได้ โดยเฉพาะเมื่อถึงทีเด็ดทีขาดในสภาผู้แทนราษฎร การหายไป 1 เสียง ถือว่าเสียหายถึงขั้นล้มครืนทั้งองคาพยพได้

ในสายตาผู้มีอำนาจ ย่อมหวาดระแวง กลัว “เสี่ยโต้ง”จะเป็นงูเห่าในวันข้างหน้า เพราะขนาดแค่วันโหวตนายกฯ ยังแสดงพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นว่า ไม่ได้มาร่วมแบบสนิทใจ

เหนือสิ่งอื่นใด แม้เป็นแค่ 1 เสียงของพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่โหวตให้ ไมมีผลกระทบต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ“บิ๊กตู่”ในการเข้าวิน แต่ช็อตนี้สะเทือนถึงบุรีรัมย์แน่

อย่างที่รู้กัน “เนวิน ชิดชอบ”พ่อใหญ่ตัวจริงแห่งถิ่นอีสานใต้ หมายมั่นปั้นมือกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เอาไว้มาก หลังสามารถตกลงในเบื้องต้นกันจนเรียบร้อย ก่อนมติพรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ

พรรคภูมิใจไทยนิ่งเงียบ ไม่ทำตัวเป็นปัญหา มาสักระยะใหญ่ๆ หลังสมใจได้ครอบครองกระทรวงเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ 1 เสียงแหวกพรรคร่วมรัฐบาล จะทำให้กระทรวงต่างๆ ที่ว่า พรรคภูมิใจไทยนอนมา สั่นคลอน ถูกต่อรองใหม่ในโต๊ะเจรจา ตามคิวที่ทำผิดเงื่อนไขและข้อตกลง

คนในพรรคพลังประชารัฐ ที่รู้สึกไม่พอใจกับการปรนเปรอเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงใหญ่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย หยิบฉวยประเด็นนี้ไปเขย่าแน่ เพื่อเปิดทางโควตาให้กับคนในพรรค

ตามสีหน้าของ“เสี่ยหนู”และผู้ใหญ่ในพรรค หลังโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จ แสดงออกได้ชัดเลยว่า รู้ผลที่จะตามมาว่า เกิดอะไรขึ้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมรับว่า “สะอึก”อยู่เหมือนกัน

มันไม่สำคัญว่า จะแค่ 1 เสียง หรือกี่เสียง แต่สำหรับดีลทางการเมือง สัญญาต้องเป็นสัญญา เมื่อทำไม่ได้อย่างที่ตกปากรับคำ ก็ต้องรับชะตากรรม ที่ฝ่ายผู้มีอำนาจจะหยิบเอามาเป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนสัญญา และข้อตกลงใหม่

การจะอ้างว่า “เจ๊า”เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้มาครบฟังไม่ขึ้นแน่ เพราะกรณีของ“เดอะมาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคสีฟ้า ที่ตัดสินใจลาออกส.ส. อยู่ในฐานที่เข้าใจกันมาแต่ต้น

ฝ่ายผู้มีอำนาจรู้อยู่แล้วว่า อย่างไร “เดอะมาร์ค”ก็ไม่โหวตให้ คะแนนตามเงื่อนไขที่ตกลงกันจึงไม่นับรวมอดีตหัวหน้าพรรคจากออกซ์ฟอร์ด มาแต่แรก

ดังนั้น มันถูกนำไปประเด็นเปลี่ยนสัญญาใหม่ในโต๊ะเจรจาแน่ !

เพียงแต่ฝ่ายผู้มีอำนาจนอกพรรค จะตัดคะแนนพรรคภูมิใจไทยใหม่อย่างไรเท่านั้นเอง ซึ่งคงไม่ถึงขนาดริบคืนเก้าอี้กระทรวงสำคัญหมด เพราะอย่างไรก็ต้องพึ่งพาพรรคบุรีรัมย์เช่นเดียวกัน

แนวโน้มอาจจะดึงผลประโยชน์บางอย่างกลับ เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการบางกระทรวง หรือตำแหน่งกรรมาธิการภายในสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคภูมิใจไทยควรจะได้

อย่างเบาที่สุดคือ ให้พรรคสั่งสอนไม่ต้องให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอะไร เพราะถือว่าขึ้นไปอยู่ในบัญชีลิสต์บุคคลต้องระวัง ที่วันหนึ่งอาจจะเป็น“งูเห่า” ในสภาได้

การจัดโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้“บิ๊กตู่”ที่จะมีส่วนร่วมอย่างชอบธรรม จึงน่าจับตา เพราะทุนเดิมก็มีความคิดจะดึงกระทรวงต่างๆ ที่สำคัญกลับมาอยู่ในมือตัวเองอยู่แล้วด้วย

โผแรกในชั้นเจรจา อย่างไรก็ไม่เหมือนเดิม ยิ่งกลุ่มก๊วนต่างๆ ภายในพรรคพลังประชารัฐ รู้สึกว่าตัวเองต้องได้รับการตอบแทน เพราะทำผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน ย่อมต้องเขย่าผู้มีอำนาจนอกพรรค ให้เคาะเก้าอี้อันใหม่

สถานการณ์เปลี่ยน อำนาจไปอยู่ในมือ “บิ๊กตู่”แล้ว แถมยังมีเรื่องพรรคภูมิใจไทย คุมไม่อยู่ จนทำให้สัญญาผิดเพี้ยนไปจากแรก

เหมือนจะเป็นใจให้ฝ่ายผู้จัดการรัฐบาลรื้อกระดาน เซตทีม ครม.กันใหม่ ให้สมเหตุสมผลมากขึ้นแน่นอน




กำลังโหลดความคิดเห็น...