xs
xsm
sm
md
lg

ตรวจแนวรบตะวันออกกลางอีกรอบ

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

สหรัฐฯ ส่งทหารอีก 1,500 นายไปยังตะวันออกกลาง
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องแวะไปดู “แนวรบตะวันออกกลาง” กันดูซะหน่อย เพราะล่าสุด...เมื่อช่วงวันศุกร์ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (24 พ.ค.) ประธานาธิบดี “ทรัมป์บ้า” ท่านก็ได้ตัดสินใจ เติมกำลังทหารอเมริกันเข้าไปในแนวรบด้านนี้อีก 1,500 นาย แม้ไม่มากมายมหาศาลระดับ 120,000 นาย ดังที่หนังสือพิมพ์อเมริกันอย่าง “วอชิงตัน โพสต์” และ “นิวยอร์ก ไทมส์” ได้ออก “ข่าวลือ” หรือ “ข่าวปลอม” มาก่อนหน้านี้ แต่ถ้านับรวมถึงการส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน “USS Abraham Lincoln” ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด “B-52” หรือขนเอาจรวด “Patriot” ไม่รู้กี่ร้อย กี่พันลูก เข้าไปในแนวรบด้านนี้ โดยอาศัยเหตุผล ข้ออ้าง ว่าด้วย “ภัยคุกคามจากอิหร่าน” เป็นด้านหลัก ยังไงๆ...คงหนีไม่พ้นต้อง “ตามไปดู” กันบ้างแหละว่า แล้วมันจะส่งผลให้ฉากสถานการณ์ในแนวรบด้านนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก-น้อย หรือไม่ อย่างไร หรือเป็นไปในแนวไหน???

คือเรื่องของการ “ป้ายขี้” ยัดเยียดข้อกล่าวหาต่างๆ ให้กับสิ่งที่เรียกว่า “ภัยคุกคามอิหร่าน” ไม่ว่าเรื่องการวินาศกรรมเรือสินค้าและเรือน้ำมัน 4 ลำ ณ เมืองท่า “Fujairah” ของยูเออี เรื่องการยิงจรวดเข้าไปในตกในเขต “Green Zone” แถวๆ ใกล้ๆ สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก เรื่องการใช้เครื่องบินโดรนถล่มสถานีสูบและท่อขนส่งน้ำมันบริษัท “Aramco” ของซาอุดีอาระเบีย ที่ถูก “เหมารวม” ให้กลายเป็นฝีมือของอิหร่าน หรือ “ตัวแทน” ของอิหร่านล้วนๆ และกลายเป็นเหตุผล ข้ออ้างให้เกิดการยกพหลพลโยธาของกองทัพอเมริกันเข้าไปในตะวันออกกลาง แบบชนิดเต็มเพียบดังที่กล่าวไปแล้ว นอกจากทางฝ่ายอิหร่านเขาได้ออกมา “ปฏิเสธข้อกล่าวหา” ต่างๆ ไปหมดแล้ว ผู้บัญชาการกองทัพบกอิหร่าน อย่าง “พลตรีAbdolrahim Moussavi” ท่านยังพร้อม “โยนขี้” กลับไปให้กับพันธมิตรอเมริกา อย่างซาอุดีอาระเบีย ว่าล้วนเป็นผู้อยู่ “เบื้องหลัง” เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งสิ้น ทั้งปวง ยกเว้นการโจมตีบริษัท “Aramco” ที่เป็นเรื่องที่พวก “กบฏฮูตี” ในเยเมน ซึ่งอิหร่านมิอาจควบคุมหรือแทรกแซงใดๆ ได้เลย ที่พร้อมปฏิบัติการล้างแค้นซาอุฯ ในลักษณะทำนองนี้ อย่างเป็นปกติมาโดยตลอด...

แต่ไม่ว่าใครจะกล่าวหา จะแก้ข้อกล่าวหากันในแบบไหน อย่างไร? สิ่งที่น่าสนใจและอาจถือเป็น “คำตอบ” ต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่แท้จริง ในการยกทัพโยธาของกองทัพอเมริกันเข้าไปในตะวันออกกลางคราวนี้ คือต้องไปดูว่า...บรรดาทหารอเมริกันและบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหลาย มันถูกส่ง หรือถูกนำเข้าไปจัดวางไว้ ณ ที่ไหนกันแน่!!! เพราะมันจะเป็นตัวอธิบายถึง “ยุทธศาสตร์” ในแง่การทหารได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยคำตอบก็ออกจะชัดเจนแล้วว่า มันถูกส่ง ถูกจัดวางเอาไว้ในดินแดนประเทศ “อิรัก” นั่นแหละเป็นหลักใหญ่ ดังที่สมาชิกรัฐสภาคณะกรรมาธิการป้องกันความมั่นคงอิรัก “นายKarim Al-Mohammadawi” ได้ออกมาเปิดเผยต่อสำนักข่าวอาหรับ “Al-Ma’aloumeh” เมื่อช่วงวันพฤหัสฯ (23 พ.ค.) ที่ผ่านมา ว่าโดยไม่คิดจะขออนุญาตใดๆ ต่อรัฐบาลอิรัก รวมทั้งไม่สนใจต่อเสียงคัดค้านของชาวอิรัก ที่ไม่ต้องการให้ใช้พื้นที่ใดๆ ในประเทศตัวเองเป็นฐานปฏิบัติการในการโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลอเมริกาและกองทัพอเมริกันได้ขยายฐานทัพ “Ein al-AssadAir Base” บริเวณเมือง “Heet” ที่อยู่ด้านตะวันตกของประเทศอิรัก ใกล้บริเวณพรมแดนประเทศจอร์แดน โดยไม่เพียงแต่จะนำเอาจรวด “Patriot” มาติดตั้งเอาไว้ ณ ฐานทัพแห่งนี้ ยังเตรียมนำเอา “ระบบต่อต้านขีปนาวุธบนตำแหน่งพิกัดสูง” หรือ “THAAD” (Terminal High Altitude Area Defense) เข้ามาติดตั้งไว้อีกต่างหาก รวมทั้งขยายพื้นที่เพื่อรองรับจำนวนทหารอเมริกันที่เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 10,000 คน จนทำให้ทหารอเมริกันในประเทศอิรักทุกวันนี้ มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 50,000 คนเป็นอย่างน้อย...

อันเป็นสิ่งที่รัฐบาลและรัฐสภาอิรัก...ต่างไม่เห็นด้วยไปด้วยกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะผู้บัญชาการกองกำลัง “Hashd al-Shaabi” อย่าง “นายพลQassim Mushlin” ถึงกับสรุปว่าถือเป็นการ “ล่วงละเมิดอธิปไตยของอิรัก” เอาเลยถึงขั้นนั้น และได้ออกมาเรียกร้องให้ถอนทหารอเมริกันออกไปจากอิรัก ด้วยเหตุเพราะ “เรามีความสามารถพอที่จะปกป้องดินแดนของตัวเองได้แล้ว โดยไม่ต้องการกองกำลังใดๆ เพิ่มเติม” แต่ก็นั่นแหละ...ในเมื่ออิรักนั้น ต้องกลายเป็น “ลูกไก่ในกำมือ” ของอเมริกา มาตั้งแต่ “ซัดดัม ฮุสเซน” ถูกเด็ดหัวลงไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว ถึงจะ “ไม่เห็นควรด้วย” อย่างไรก็แล้วแต่ สุดท้าย...ก็มีแต่ต้อง “ด้วน” ไปตามอำเภอใจของรัฐบาลและกองทัพอเมริกันอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้ การจัดวางกำลัง และเพิ่มเติมกำลังเอาไว้ที่ฐานทัพ “Ein al-Assad” จึงได้ถูกอธิบาย ขยายความ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในอิรักอย่าง “นายSafa al-A’asam” ว่าคงไม่ใช่เอาไว้แค่รับมือกับสิ่งที่เรียกว่า “ภัยคุกคามอิหร่าน” แต่เพียงเท่านั้น แต่ยังน่าจะเอาไว้ใช้ในการ “ปกป้องประเทศอิสราเอล” รวมทั้งบรรดา “ผู้ก่อการร้าย” ที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน ซึ่งกำลังหนียะย่าย พ่ายจะแจอยู่ในทุกวันนี้ ควบคู่ไปด้วยอีกต่างหาก...

คือด้วยเหตุเพราะ “พันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์” ของอเมริกา อย่างอิสราเอลในระยะหลังๆ...ชักต้องเจอกับ “งานหิน” หนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จะส่งเครื่องบินไปโจมตีใครก็ตาม ในดินแดนประเทศซีเรีย ก็มีอันต้องเจอกับ “ระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300” ของรัสเซีย ชนิดเล่นเอา “ไปไม่เป็น” เอาดื้อๆ จะส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในเขตปาเลสไตน์ ก็ต้องเจอกับ “จรวดฮามาส” นับร้อยๆ ลูก เจาะทะลวงระบบป้องกัน “Iron Dome” ชนิดต้องขอยุติ ขอหยุดยิงมาแล้วถึง 2 ครั้ง 2 ครา ภายใต้สภาพเช่นนี้...ความหวังอันสุดแสนทะเยอทะยานที่จะ “ผนวกที่ราบสูงโกลัน” ของซีเรียให้เป็นดินแดนของตัวเอง หรือ “ผนวกเขตฉนวนกาซา” ให้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศอิสราเอล จึงออกจะเลือนลางยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แม้จะอาศัย “กฎหมายป่า” ของอเมริกา มาเป็นตัวรองรับแทนกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม รวมถึงบรรดา “ผู้ก่อการร้าย” ที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน ซึ่งถูกรัสเซีย-อิหร่าน-ซีเรีย-และอิรัก ร่วมกันเล่นงานจนแทบหาที่นั่ง ที่ยืน ในอาณาบริเวณนี้แทบไม่ได้ การอาศัยเรื่องการวินาศกรรม การยิงจรวดถล่มใกล้สถานทูตอเมริกัน ว่าเป็นฝีมือของ “อิหร่าน” หรือ “ตัวแทน” มาใช้เป็น “เหตุผล-ข้ออ้าง” ในการเพิ่มกำลัง จัดวางกำลัง ในลักษณะเช่นนี้ จึงถือเป็นคำตอบ คำอธิบาย ถึงการยกพหลพลโยธาของกองทัพอเมริกันเที่ยวนี้ได้อย่างมีน้ำหนักพอสมควร...

แต่ก็นั่นแหละ...อย่างที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย “นางมาเรีย ซาคาโรวา” เธอได้สรุปถึงความเคลื่อนไหวในการตอบโต้อิหร่านของรัฐบาลอเมริกันในช่วงระยะนี้ ว่าไม่ว่าจะเป็นความพยายามสร้างเหตุผลเพื่อเผชิญหน้ากับอิหร่านโดยตรง หรือเพื่ออะไรก็ตามที ล้วนแล้วแต่เป็น “นโยบายที่อันตราย” เอามากๆ เพราะไม่เพียงแต่เป็นตัวทำลาย “บรรยากาศสันติภาพ” ที่เคยได้ถูกวางรากฐานไว้โดย “ข้อตกลงของประชาคมนานาชาติ” อย่างข้อตกลง “JCPOA” แต่ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด “ความไร้เสถียรภาพ” ขึ้นมาในภูมิภาคตะวันออกกลางทั่วทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะการกดดันให้บรรดาประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ต้องเลือกข้าง เลือกฝ่าย หรือต้องตั้งตัวเป็น “ศัตรู” กับประเทศหนึ่ง ประเทศใด อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้...

ส่วนสุดท้ายแล้ว...อันตรายเหล่านี้ มันจะนำไปสู่ “มุมจบ” กันในแบบไหน อย่างไร คงยากส์ส์ส์ที่จะคาดเดาได้ง่ายๆ นอกซะจากอาจต้องอาศัยประเภท “นิมิต” หรือ “Apocalypse” อย่างที่ผู้นำจิตวิญญาณของอิหร่าน ท่าน “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ท่านออกมาเปิดเผยต่อบรรดานักศึกษา คนหนุ่ม-สาวชาวอิหร่าน เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมานั่นแหละว่า... “ขอจงเชื่อเถอะว่า บรรดาท่านทั้งหลาย จะมีโอกาสได้เป็นประจักษ์พยานต่อการล่มสลายของจักวรรดิอเมริกาและอิสราเอล ภายในช่วงอายุของคนรุ่นเดียว หรือขณะที่หนุ่ม-สาวอย่างพวกท่านยังมีชีวิตอยู่” จริง-ไม่จริง...อันนี้คงต้องไปลุ้นกันเอาเอง...


กำลังโหลดความคิดเห็น...