xs
xsm
sm
md
lg

เฮ! เศรษฐีผิวดำปลดหนี้แก่นศ.ผิวดำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร

นายโรเบิร์ต เอฟ. สมิธ นักธุรกิจชาวอเมริกัน
ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องสงครามการค้าที่ปธน.สหรัฐฯ ข่มขู่-บีบ-บีบ-บีบ ฝ่ายจีนให้ต้องยอมจำนนชนิดที่ทรัมป์ ไปเจอเอาปังตอที่คำรามกลับมาว่า จะไม่ยอมให้สหรัฐฯ สั่งการให้จีนต้องปฏิบัติประหนึ่งเป็นเมืองขึ้นใต้อาณัติของสหรัฐฯ-(อย่างเช่นจีนสมัยแพ้สงครามฝิ่นกับจักรวรรดิอังกฤษ และมหาอำนาจตะวันตกอื่นๆ ในอดีต จนเซี่ยงไฮ้ถูกแบ่งเป็นส่วนๆ ภายใต้การปกครองของต่างชาติ)

และดูท่าทีว่าทรัมป์ต้องร้องเพลงว่า “ถอย-ดีกว่า” เพราะไม่งั้นคนอเมริกันและบริษัทอเมริกันที่ตั้งโรงงานที่จีนมากมายมหาศาลนั่นแหละ จะต้องเป็นฝ่ายซื้อสินค้าจำเป็นจากจีนด้วยราคาที่สูงขึ้น จนในที่สุด ทรัมป์ก็จะสูญเสียฐานเสียงสนับสนุนของตัวเขาเองนั่นแหละ!

ทรัมป์จึงยอมกล้อมแกล้มผ่อนปรนบริษัทเอกชนอเมริกันที่จะยังสามารถซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์ของหัวเว่ยได้ต่อไปอีกตั้ง 90 วันหรือ 3 เดือน (หลังจากที่เขาออกคำสั่งห้ามบริษัทอเมริกันซื้อขายกับหัวเว่ย และมีผลทันทีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง)

ขณะที่ปักกิ่งจัดงานมหกรรม (Carnival) ยิ่งใหญ่ตระการตา ประกาศถึงความยิ่งใหญ่ของอารยธรรมเอเชียที่เก่าแก่หลายพันปี และยังสืบทอดดำรงอยู่ในจิตวิญญาณของชาวเอเชีย โดยปธน.สีมีสุนทรพจน์ตอนเปิด ที่แดกดันอารยธรรมที่อื่นว่า เก่าแก่หรือวิจิตรเท่ากับของเอเชียหรือไม่ และวัฒนธรรมที่เก่าแก่สวยงามเหล่านี้ แม้จะแตกต่างกันแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่ใช่อารยธรรมที่ก้าวร้าวและคอยข่มเหงข่มขู่ผู้อื่น

นับเป็นการแสดงถึงแสนยานุภาพด้านอ่อนละมุน (Soft Power) ที่จีนเองก็ใช้เป็นใบเบิกทางสำหรับนโยบาย 1 แถบ 1 เส้นทาง ที่กำลังทะลุทะลวงไปยังยุโรปจนถึงแอฟริกา

พอๆ กับการเตรียมรบของฝ่ายสหรัฐฯ ชนิดเต็มอัตราศึก พร้อมคำข่มขู่ว่า พร้อมจัดการกับอิหร่านให้ราบเป็นหน้ากลอง ถ้าอิหร่านยังยั่วยุสหรัฐฯ (กองกำลัง) และพันธมิตรของสหรัฐฯ

แต่ก็คงเพิ่งนึกได้ว่า นี่จะเป็นปีสุดท้ายในตำแหน่งปธน. (สมัยแรก) ซึ่งไม่เหมาะที่จะทำสงครามกับประเทศที่แข็งกร้าว เพราะใกล้เลือกตั้งเต็มที (ถ้าเป็นปีแรกๆ ก็อาจยังทำสงครามโดยโจมตีก่อนได้); ทรัมป์จึงหาทางออกจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ด้วยการขอให้ผู้นำประเทศสวิสเป็นคนกลางที่จะช่วยเจรจานั่นเอง

แต่สำหรับที่สหรัฐฯ มีเรื่องน่ายินดีจนทำให้เฮกันลั่น คือ ที่วิทยาลัย Morehouse ซึ่งเป็นวิทยาลัยเอกชนมีชื่อมากอายุ 143 ปี ตั้งอยู่ที่เมืองแอตแลนตา, รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นวิทยาลัยรับเฉพาะนักศึกษาชายผิวดำ เป็นวิทยาลัยดีเด่น 1 ใน 3 วิทยาลัยของคนผิวดำ (ทั้งหมดมี 40 แห่ง) และครั้งหนึ่งดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์-นักต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำในสหรัฐฯ-ก็ได้ศึกษาที่นี่

ในวันสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปรากฏว่า เศรษฐีผิวดำที่มั่งคั่งที่สุดในสหรัฐฯ คือ นายโรเบิร์ต เอฟ. สมิธ (อายุ 56 ปี) ได้รับเชิญให้ไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีประสาทปริญญา; เขาได้ประกาศให้ของขวัญแก่นักศึกษาที่เรียนจบในปีนี้จำนวน 396 คน โดยจะจ่ายเงินปลดหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาให้แก่บัณฑิตทุกคน เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ที่ปลอดหนี้คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 40 ล้านเหรียญ (หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท) โดยก่อนหน้านั้น เมื่อเดือนมกราคม เขาก็บริจาคเงินเป็นทุนการศึกษาให้ที่นี่ถึง 1.5 ล้านเหรียญ (หรือประมาณ 50 ล้านบาท)

เขาบอกว่า “ถ้าคุณไม่มีเงินเลย คุณจะไปทำงานได้อย่างไร และถ้าคุณหางานไม่ได้ คุณก็ไม่มีปัญญาจะจ่ายหนี้ที่กู้มาเรียนหนังสือ”

หนึ่งในนักศึกษาที่จบวันนี้คือ นายคีธ แอนเดอร์สัน เรียนจบด้านฟิสิกส์ ซึ่งแม้จะได้รับเงินทุนเรียนดี แต่ก็ไม่พอเพียง, จึงต้องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาและค่ากินอยู่-เป็นหนี้ถึง 15,000 เหรียญ (ประมาณ 5 แสนบาท) เขาอายุ 21 ปี และกำลังจะเข้าเรียนต่อระดับปริญญาโท ซึ่งหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษาทำให้เขาวิตกมากว่า เขาคงจะต้องทยอยจ่ายคืนหนี้ถึง 25 ปีเป็นอย่างน้อย ถ้าเขาจะต้องกู้ต่อจนเป็นหนี้ทั้งสิ้นถึง 2 แสนเหรียญ (ประมาณ 6 ล้านบาท) เพื่อจบโท

เขาดีใจสุดๆ กับความเมตตาของเศรษฐีโรเบิร์ต สมิธ ที่เหมือนเทวดามาโปรด และทำให้เป็นข่าวใหญ่มากของอเมริกาทีเดียวขณะนี้

เรื่องหนี้กู้ยืมเพื่อการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ นั้น กำลังเป็นปัญหาของชาติพอๆ กับหนี้ครัวเรือนที่เกิดหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็คงพอๆ กับเมืองไทยนั่นแหละ โดยยอดหนี้การศึกษาค้างจ่ายขณะนี้ที่สหรัฐฯ สูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญ (45 ล้านล้านบาท) ยอดหนี้สูงกว่าเมื่อ 10 ปีถึง 1 เท่า (ตัวเลขของธนาคารกลางสหรัฐฯ) และมีนักศึกษาปัจจุบันที่เรียนจบแล้วถึง 43 ล้านคน (จากประชากร 330 ล้านคน) ที่ยังค้างจ่ายอยู่-โดยถัวเฉลี่ยต่อหัวจะเป็นหนี้ถึง 30,000 เหรียญ (ประมาณ 1 ล้านบาท) สำหรับการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป (เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หนี้ต่อหัวอยู่แค่ 1 หมื่นเหรียญเท่านั้น) และกว่า 90% ของหนี้มีรัฐบาลเป็นผู้ปล่อยกู้ โดยนักศึกษาผิวดำค้างจ่ายถึง 80% และปธน.โอบามาก็เป็นหนี้หัวโต จนเพิ่งมาจ่ายชำระหมดก่อนเข้าเป็นปธน.ไม่นานนัก (หลังเขียนหนังสือขายดี เพื่อปลดหนี้)

ในการเลือกตั้งปธน.ปี 2016 ที่ผ่านมา ผู้สมัครพรรคเดโมแครตคือ เบอร์นี แซนเดอร์ส ได้เสนอนโยบายว่า ควรให้ชาวอเมริกันเรียนฟรีระดับปริญญา (ในสถาบันของรัฐ) ซึ่งเป็นนโยบายฉีกแนวออกไปจากผู้สมัครอื่นๆ จนในที่สุดฮิลลารี ก็ต้องยอมตามด้วย และการเลือกตั้งปี 2020 นี้ ก็จะมีหลายคนที่จะชูนโยบายเรียนฟรีถึงระดับมหาวิทยาลัย

สำหรับนายโรเบิร์ต สมิธ เขาเป็นคนผิวดำรุ่นที่ 4 จากตระกูลทาสที่ถูกบังคับมาอยู่ที่สหรัฐฯ และเกิดเติบโตในไร่ที่รัฐโคโลราโด โดยมีพ่อและแม่ใฝ่เรียนจนได้ Ph.D. และเป็นครูสอนหนังสือ; ตัวเขาเรียนจบปริญญาที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล ด้านวิศวกรรมเคมี โดยได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยมาตลอด (ล่าสุดคอร์เนล ได้ให้เกียรติเอาชื่อเขามาเป็นชื่อแผนกเคมีคือ Robert Frederick Smith School of Chemistry) จากความเป็นผู้นำด้านธุรกิจ (ได้รับรางวัลมากมายในฐานะผู้บุกเบิกในด้านการเงินที่ให้สนับสนุนพวก Start up ด้วยเทคโนโลยีที่ Silicon Valley และทำ M+A ด้วย)

เขาจบ MBA ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่นิวยอร์ก และเป็นนักการเงินที่เห็นอนาคตทางเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญ เขาร่ำรวยกว่าโอปราห์ วินฟรีย์ ด้วยสินทรัพย์ถึง 5 พันล้านเหรียญ (1.5 แสนล้านบาท)-เป็นนักการเงินมือฉกาจที่ติดรายชื่อของ Forbes โดยเป็นเจ้าของกิจการกองทุนชื่อ Vista Equity Partner

เขาบริจาคให้การกุศลมากมาย ทั้งแก่มหาวิทยาลัยต่างๆ และเป็นนักธุรกิจผิวดำคนแรกที่นั่งเป็นประธานมูลนิธิใหญ่ๆ เช่น Carnegie Hall, โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี เพื่อสิทธิมนุษยชน; อยู่ใน Top 50 ของผู้ใจบุญบริจาคการกุศลติดต่อกันมานับ 10 ปี

เขาเล่าว่า แม่อุ้มเขาเข้าไปร่วมชุมนุมกับดร.คิง ทีดีซี ที่ดร.คิง ได้กล่าวสุนทรพจน์ “ฉันมีความฝัน (I Have a Dream)” และทำให้เขาสร้างตัวเองจนไปสู่ความฝันได้ แม้จะเป็นผิวดำ และไม่ลืมที่จะจ่ายช่วยให้คนอื่นๆ ได้ไปสู่ความฝันเช่นกัน


กำลังโหลดความคิดเห็น...