xs
xsm
sm
md
lg

ข่าวปนคน คนปนข่าว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**“เช็ค”คนค้นฅน ร่วมเดินรณรงค์แก้กฎหมายกัญชา เผยในกระแสกัญชาฟีเวอร์ ค้นเจอคนทั้งหลอก-โลภ-หลง-วิชชาอัตตา ยึดความถูกต้องไว้ลำพังมาครบ แต่ยังดี ที่มี“อ.เดชา”เห็นกัญชาเป็นโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แล้วเราจะอยู่กันเฉยๆ ? **

สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ หรือ “เช็ค”ที่คุ้ยเคยกันดีในฐานะผู้ดำเนินรายการ “คนค้นฅน”และผู้บริหารในบริษัท ทีวีบูรพา ได้โพสต์ข้อความ เล่าถึงการเข้าร่วมเดินในโครงการรณรงค์ “เดินเพื่อผู้ป่วย : Cannabis Walk Thailand"ในการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ให้ได้อย่างแท้จริง ลงใน เฟซบุ๊ก Suthipong Thamawuit ซึ่งโลกออนไลน์ พูดถึงกันมาก โดยระบุว่า เมื่อวานนี้ (21พ.ค.) ผมได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้เดินรณรงค์แก้กฎหมายกัญชาอยู่ครึ่งวัน เดินเงียบๆ แล้วปลีกตัวกลับมาเงียบๆ แต่ไม่อยากปล่อยความคิดไว้เงียบๆ ...
1. คืนก่อนเดิน พักโรงแรมเดียวกัน ได้คุยกับอาจารย์สั้นๆ อาจารย์สุขภาพกายไม่ค่อยดีนัก เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องราวมา อาจารย์แทบไม่ได้หยุดพัก และคืนนั้นอาจารย์ก็ไม่สามารถนอนหลับบนเตียงอ่อนนุ่มของโรงแรม ต้องลงมานอนบนพื้น ซึ่งร่างกายที่ผ่ายผอมในสภาพที่แทบจะเรียกได้ว่า " มีแต่หนังหุ้มกระดูก" ไม่มีกล้ามเนื้อ เริ่มเจ็บปวดเมื่อกดทับบนพื้นแข็งนานๆ
2. ผมทราบว่างานนี้สำเร็จได้เพราะองค์กรร่วมจัด และศิษย์จิตอาสาของอาจารย์หลายคน ขออนุโมทนาและชื่นชมมาฯ ที่นี้
3.ในกระแสกัญชาฟีเวอร์ ผมแยกกลุ่มคนที่สนใจกัญชาเป็น 4 กลุ่ม คือ
-หนึ่ง พวกหลอก ใช้กระแสกัญชาไปในทางต้มตุ๋น หากินบนความไม่รู้ของเพื่อนมนุษย์
-สองพวกโลภ เห็นกัญชาเป็นช่องทางกอบโกยแสวงหาทรัพย์ ทำทุกทางเพื่อผูกขาด กีดกันผู้อื่น
-สามพวกหลง เห็นโอกาสจะได้เสพย์มึนเมาบันเทิง
-สี่พวกวิชชา อัตตา คือพวกหมอ นักวิจัย ที่เห็นกัญชาเป็นยารักษาความป่วยไข้ แต่คับแคบ ยึดความถูกต้องไว้ตามลำพัง
-ห้า กลุ่มโพธิสัตว์ บุญ ทาน เห็นกัญชาเป็นโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ทุกขเวทนา นำสุขสู่สังคม กลุ่มนี้มีน้อยกว่าน้อย อาจารย์เดชาคือกลุ่มนี้
4.อาจารย์ผ่านการอบรม ได้รับใบอนุญาต เป็นแพทย์พื้นบ้าน สามารถปรุงยากัญชาตำรับของอาจารย์และแจกจ่ายรักษาคนได้แล้ว
5.แต่กฎหมายไม่อนุญาตให้ปลูก นั่นหมายความว่า หากจะทำยาเพื่อแจกจ่าย รักษาคนป่วยซึ่งมีนับล้านเป็นเรื่องที่ยังไม่เป็นจริง นอกจากไม่อนุญาตให้ชาวบ้านปลูกแล้ว แถมยังมีแววว่าจะเอาระบบปลูก เมล็ดพันธุ์ของทุนและฝรั่ง ซึ่งจ้องจะผูกขาดมาตีกรอบบังคับอีก
6. อาจารย์มีเจตนา3ข้อ คือหนึ่งให้ความรู้ สองระดมทุนทรัพย์เพื่อทำยาเป็นทาน สามระดมพลังและเจตนาประชาชนเพื่อการแก้กฎหมาย
7.กัญชาต้องไม่แตกต่างจากข่า ตะไคร้ แต่ไม่ใช่เพื่อเสพ นันทนาการ แบ่งแยก ควบคุม ดูแลจัดการ ไม่ใช่ขังคุก
8.ใครคิดว่าไปช่วยอาจารย์ คิดผิดนะครับ อาจารย์กำลังช่วยประเทศ ช่วยมนุษยชาติ ช่วยพวกเรา แล้วจะอยู่กันเฉยๆหรือครับ
ทั้งนี้ โครงการรณรงค์ "เดินเพื่อผู้ป่วย : Cannabis Walk Thailand" ได้ออกเดินมาตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม จน ถึง 9 มิถุนายน 2562 จากวัดป่าวชิรโพธิญาณ จ.พิจิตร ถึงวัดบางปลาหมอ จ. สุพรรณบุรี เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญ ผลิตยากัญชาสูตรอาจารย์เดชา สำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาและไม่สามารถเข้าถึงยาได้ หรือสามารถบริจาคได้ที่ บัญชี "มูลนิธิข้าวขวัญ" เลขที่บัญชี : 201-2-39646-8 ประเภทบัญชี : เงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุพรรณบุรี เงินบริจาคทั้งหมดจากประชาชน โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ จะถูกนำไปใช้เพื่อการผลิตยาและสนับสนุนให้เกิดศูนย์รักษาและฟื้นฟูสุขภาพเพื่อแจกจ่ายยาจากกัญชาและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมกระจายไปทั่วประเทศ และกิจกรรมอื่นๆเพื่อผู้ป่วยตามเจตนารมณ์ของอาจารย์เดชา ศิริภัทร

** ตรวจดูข้อกฎหมายแล้ว เรื่องธนาธรให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินนั้น น่าจะเดินไปตามทางที่ว่า "กฎหมายพรรคการเมืองไม่มีบัญญัติเรื่องการให้กู้ยืมเงิน" เมื่อเดินไปตามนี้แล้ว จะเจอทางสองแพร่ง ...ทางหนึ่งทอดยาวไปสู่ "ยุบพรรค" ส่วนอีกทางเป็น "โทษอาญา" ...จะเลือกไปทางไหน ขึ้นอยู่กับ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้เลือก

เรื่องเงิน 110 ล้าน ที่ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บอกว่า ให้พรรคยืมไป "แก้ไข" ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง เพราะระดมทุนไม่ทันนั้น ดูท่าว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้เรื่อง "ถือหุ้นสื่อฯ" ซึ่งขณะนี้เรื่องไปถึงสำนักงานกกต. แล้ว ตามที่ "ศรีสุวรรณ จรรยา" เลขาฯสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นำเรื่องไปร้องเรียน
"นายอิทธิพร บุญประคอง" ประธาน กกต.บอกว่า ขั้นตอนต่อจากนี้คือ สำนักงานกกต. จะนัด "ผู้ร้อง" มาหารือ ถามความเห็น ตรวจหลักฐานต่างๆ ว่าที่มาร้องนี้ เห็นว่าผิดตรงไหน อย่างไร ถ้าทางสำนักงานกกต.เห็นว่าไม่มีมูล เรื่องก็จะตกไป แต่ถ้าเห็นว่ามีมูล ก็จะนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุม กกต. เพื่อพิจารณา ผิดหรือไม่ผิดตรงไหน อย่างไร ที่ประชุม กกต.ก็จะมีมติออกมาอีกที...
น่าสนใจตรงที่ ประธานกกต. ตอบคำถามนักข่าว ที่ถามว่า "พรรคการเมืองสามารถกู้ยืมเงินได้หรือไม่" คำตอบที่ได้รับคือ " ต้องดูที่ มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง เรื่องรายได้ของพรรค ซึ่งรายได้ของพรรค มี 7 ประการ มาจากแหล่งใดบ้าง ซึ่งไม่มีบัญญัติเรื่องการให้กู้ยืมเงิน" ...คำตอบก็พอเข้าใจได้ว่า "กฎหมายไม่เปิดช่องให้พรรคการเมืองกู้เงินได้" แต่ก็ยังไม่ชัด...
เมื่อไปตรวจสอบดูกฎหมายพรรคการเมืองเกี่ยวกับเรื่อง "เงินรายได้และการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง" ก็พบว่า กฎหมายพรรคการเมือง ตามรธน. ปี 2550 กับของปี 2560 เขียนไว้ไม่เหมือนกัน...
โดยของปี 2550 ตามมาตรา 53 (7) ได้กำหนดให้มี "รายได้อื่น" พรรคการเมืองจึงอาจมีรายได้จากการกู้ยืมเงินได้ เพราะไปเข้าตามความหมายของคำว่า "รายได้และค่าใช้จ่าย" ที่นิยามไว้ว่า "รายได้" หมายถึง รายได้อันแท้จริงที่เป็นของงวดบัญชี นั้นๆ ซึ่งมีการรับเป็นเงินสด หรือเช็คส่วนหนึ่ง ที่เขียนไว้อย่างนี้ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า เงินที่พรรคกู้มานั้น ถือว่าเป็น "รายได้" ... มีประมาณ 20 พรรค ที่กู้ยืมเงินโดยอาศัยช่องทางนี้ ในการหารายได้ ซึ่งจะพบได้ ในรายงานงบดุลประจำปีของพรรค ที่รายงานต่อ กกต.
แต่กฎหมายพรรคการเมืองปี 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ตามมาตรา 62 ไม่ได้บัญญัติเรื่อง "รายได้อื่น" เอาไว้ แต่กำหนดประเภทของรายได้ ไว้ 7 ประการ ซึ่งในจำนวนนี้ไม่มีเรื่องเงินกู้ยืม ... ดังนั้นพรรคการเมืองจึงไม่อาจใช้วิธีกู้ยืมเงิน เพื่อเอามาเป็นรายได้ ได้อีก ...
เรื่องของความแตกต่างตรงจุดนี้ นักกฎหมายที่เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านหนึ่ง อธิบายว่า ที่ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมืองในหลายๆจุดก็เพื่อป้องกันนายทุนใช้ "อำนาจเงิน" เข้ามาครอบงำพรรคการเมือง อย่างเช่นกรณี "คุณหญิงพจมาน" บริจาคให้พรรคการเมืองครั้งละ 5 ล้าน 10 ล้าน หลายๆครั้งเข้า ก็เป็นเงินหลายสิบล้าน หรืออาจถึงหลักร้อยล้าน กฎหมายของปี 2560 จึงจำกัดเพดานเงินบริจาคพรรคการเมือง"ไม่เกิน 10 ล้าน" ... และยังมีปัญหาเรื่อง เงินที่เข้ามาเป็นรายได้ของพรรคการเมืองนั้น เป็นเงินที่มาโดยชอบหรือไม่ หรือมีการทำ "นิติกรรมอำพราง" ไว้ จึงปิดช่องทางการเอา"เงินกู้" ไปใส่ไว้ในช่อง"รายได้"
ถึงตอนนี้ก็พอจะเห็นแล้วว่า พรรคการเมืองสามารถกู้เงินได้หรือไม่ !!
คราวนี้ลองไปดู พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 87 เรื่องการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ในการดำเนินกิจการของพรรค ประกอบ มาตรา 62 วรรคท้าย เรื่องรายได้ของพรรคการเมือง ก็เห็นชัดว่า กฎหมายมีเจตนาให้พรรค ต้องใช้จ่าย จากเงินและทรัพย์สินของพรรคการเมือง "ที่มีที่มาจากรายได้ 7 ประการ ตาม มาตรา 62 กำหนดเท่านั้น" ถ้าไม่ใช่รายได้ของพรรคการเมืองที่ได้มาตาม มาตรา 62 จะถือเป็นเงิน หรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไม่ได้ และเอามาใช้ในการดำเนินกิจการของพรรค ก็ไม่ได้เช่นกัน ... สรุปคือ พรรคจะใช้จ่ายเงินนอกเหนือจาก เงิน หรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ได้ ...เมื่อเป็นดังนี้ เงินที่พรรคอนาคตใหม่กู้มาจากธนาธร จะเป็นเงินหรือทรัพย์สินของพรรคหรือไม่ ...ตรงนี้ กกต.จะเป็นคนตีความ
อยากจะให้ดู "มาตรา 72 " อีกสักมาตรา ที่เขียนไว้ว่า "ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง รับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้ หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย"... ก็ไม่รู้ว่า กกต.จะเห็นว่า เงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ จะเข้าตามข้อห้ามของมาตรานี้ หรือไม่ ... ถ้าเห็นว่าเข้าตามข้อห้ามมาตรานี้ ก็จะรู้แล้วว่าเป็นความผิด เพราะกฎหมายห้ามเอาไว้ เมื่อผิดแล้วบทลงโทษจะไปถึงไหน ... ถึงยุบพรรคไหม... ก็ต้องไปดูที่ "มาตรา 92" ที่บัญญัติ ถึงเรื่องยุบพรรคไว้โดยเฉพาะ ว่า "เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคนั้น ... ซึ่ง มาตรา 92 นี้ มีฐานความผิดระบุไว้หลายวงเล็บ และ ในวงเล็บ 3 มีระบุถึงการทำผิด มาตรา 72 เอาไว้ด้วยว่า "ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคนั้น" ...คราวนี้จะยุบหรือไม่ยุบ ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
แต่ก็มีนักฎหมายบางท่านมองว่า ลักษณะความผิดไม่เข้าตามมาตรา 72 แต่ไปเข้าช่อง มาตรา 132 "หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคและเหรัญญิกพรรค ผู้ใดนำ หรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่น หรือนำไปใช้เพื่อการอื่นใด อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 87 วรรคหนึ่ง ต้องระว่างโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1-2 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ..." ถ้าเป็นช่องนี้ "ไม่ถึงยุบพรรค" แต่ "ถึงโทษอาญา" ... ส่วนจะถึงบุคคลใดบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับพยาน หลักฐานที่บ่งชี้ไปถึงบุคคลนั้น ...
ดูท่าเรื่องเงินกู้ พรรคอนาคตใหม่ จะมาถึง "ทางสองแพร่ง" หนึ่งนั้นไปตามตามทาง มาตรา 72 "โทษยุบพรรค" ... ส่วนอีกแพร่งหนึ่งไปทาง มาตรา 132 "โทษอาญา" แต่ผู้ที่เลือกว่าจะไปทางไหนนั้น คือ กกต. กับ ศาลรัฐธรรมนูญ ... ไม่ใช่ ธนาธร หรือ พรรคอนาคตใหม่

----------
รูป-- สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ร่วม"เดินเพื่อผู้ป่วย"
-อิทธิพร บุญประคอง - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ


กำลังโหลดความคิดเห็น...