xs
xsm
sm
md
lg

ตั้งรัฐบาล ใกล้จบ- พลิกเสียงข้างน้อย รอยุบสภาล้างไพ่ใหม่ !?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

**นาทีนี้สำหรับการเจรจาและรวบรวมเสียง ส.ส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ดำเนินมาถึงจุดสำคัญที่สุดแล้ว นั่นคือ ต้องได้ข้อสรุปภายในปลายสัปดาห์นี้แน่นอน ก่อนที่จะมีการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดเอาไว้แล้วว่า จะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนฯ ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้
ขณะเดียวกันด้วยสภาพของการ "แบ่งขั้ว"การเมืองในแบบที่ "ติดล็อก" และมีตัวเลขทางคณิตศาสตร์ที่ไม่มีจำนวนเสียง ส.ส.ฝ่ายใดมีเสียงข้างมากเด็ดขาดพอจัดตั้งรัฐบาลเหนืออีกฝ่ายหนึ่งได้ ทำให้เกิดสภาพในลักษณะที่ทุกพรรค "ทุกเสียง" สามารถเป็น "ตัวแปร" ได้ทั้งหมด
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เวลานี้การเจรจาต่อรองในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความยืดเยื้อ
แม้ว่าหากพิจารณาจากองค์ประกอบรอบด้านแล้วมองว่า ขั้วฝ่ายพรรคพลังประชารัฐ ที่สนับสนุน "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี จะได้เปรียบอีกขั้วหนึ่งที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ที่เคยดึงพรรคพันธมิตร 7 พรรค เป็นแนวร่วม แต่อย่างที่เข้าใจกันก็คือ ในเมื่อทุกเสียงเป็นตัวแปร มันก็ยิ่งเปิดโอกาสให้บรรดาพรรคการเมืองที่คาดว่าจะเข้าร่วมรัฐบาล ต้องการเจรจาเพื่อต่อรองในสิ่งที่ "ตัวเองอยากได้มากที่สุด" ซึ่งในที่นี้ก็คือ "จำนวนเก้าอี้รัฐมนตรี" รวมไปถึงระดับกระทรวงเกรดที่ดีที่สุดด้วย
เหมือนกับที่เวลานี้ พรรคประชาธิปัตย์กำลัง "แพ็ก" กันแน่นกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อต่อรองเก้าอี้ กับพรรคพลังประชารัฐ เพราะรับรู้กันว่าทั้งสองพรรคดังกล่าวมีเสียง ส.ส.รวมกัน 103 เสียง (ประชาธิปัตย์ 52 เสียง) เพราะตัวเลขคณิตศาสตร์ดังกล่าวหากขาดสองพรรคนี้ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ และแน่นอนว่าการผนึกกำลังระหว่างสองพรรค ก็เพื่อ "บีบ"ให้พรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำ รวมไปถึง"บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยอม "คาย" กระทรวงหลักๆ บางกระทรวงออกมา เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ หรือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ออกมาเพิ่มเติม เป็นต้น โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่า พรรคหลักควรจะได้บริหาร กระทรวงกลาโหม คลัง มหาดไทย ต่างประเทศ เป็นต้น โดยเชื่อว่าเป้าหมายของสองพรรค คือ มหาดไทย กระทรวง เกษตรฯ รวมทั้งกระทรวงหลัก เกรดเอ เป็นต้น
ดังนั้น การประกาศผนึกกำลังระหว่างสองพรรค คือ ประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทย รวมกัน 103 เสียง หากพิจารณากันในระดับปกติไม่ต้องลึกซึ้งอะไรมากก็ย่อมมองออกว่า นี่คือเกมบีบพรรคพลังประชารัฐ ให้คายโควตากระทรวงสำคัญดังกล่าวข้างต้นเพิ่มเติมมาอีกเท่านั้นเอง
หรือแม้กระทั่งมีการ "ปล่อยข่าว" ออกมาในช่วงเวลาเดียวกันว่า ทั้งสองพรรคดังกล่าวเคลื่อนไหวเสนอ "ตั้งขั้วที่สาม" ตั้งรัฐบาลขึ้นมาแข่งกับขั้วเพื่อไทย และ ขั้วพรรคพลังประชารัฐ โดยอ้างว่าสองขั้วแรกเกิดความชะงักงัน ไม่อาจตั้งรัฐบาลได้ จึงขอหยั่งกระแสจากสังคม แม้จะเป็นรายงานข่าวก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า "ปล่อย" ออกมาจากวงกินข้าวของสองพรรคนั่นแหละ ซึ่งก็สรุปกลับมาที่เดิมคือ กดดันพรรคพลังประชารัฐ กับ "บิ๊กตู่" โดยมีเป้าหมายแบบเดิม
** อย่างไรก็ดี หากให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ ระหว่างที่ทั้งประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย จะร่วมกันจัดตั้ง "ขั้วที่ 3" กับการร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ อย่างไหนมีความเป็นไปได้มากกว่ากัน แม้ว่านาทีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ไม่มีอะไรแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่หากพิจารณาจากความเป็นจริงเท่าที่เห็นกันอยู่ ก็ต้องบอกว่ามีแนวโน้มไปทางร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ มากกว่า
ส่วนการจับมือเป็นขั้วที่สามของสองพรรคนั้น แม้ในแง่ของการรวบรวมเสียงโดยตัดพรรคพลังประชารัฐออกไป แล้วไปรวมกับขั้วเพื่อไทย และ 7 พรรคพันธมิตรเดิม มันก็มีโอกาสที่จะได้เสียงสนับสนุนเกิน 376 เสียง แต่นั่นเป็นตัวเลข แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาด้วยเหตุผลทางสังคม เสียงสนับสนุนของมวลชน สมาชิกพรรคโดยเฉพาะหากพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย มันก็คง "ดูไม่จืด" และอาจส่อหายนะในอนาคตเลยก็เป็นได้ อาจจะหนักว่าในปัจจุบันที่ได้รับการเลือกตั้งมาแค่ 52 ที่นั่ง เท่านั้น
**ดังนั้น ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า นี่เพียงแค่เกมต่อรองครั้งสุดท้ายเท่านั้น
เป็นการยกระดับแรงกดดัน เพราะรู้ว่าเงื่อนไขเวลากระชั้นเข้ามาแล้ว นั่นคือการเปิดสภานับถอยหลังเข้ามาทุกทีแล้ว อย่างน้อยก็ต้องสรุปก่อนเช้าวันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม ที่มีกำหนดโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตำแหน่งประธานรัฐสภาโดยอัตโนมัติ เพื่อไปทำหน้าที่ประธานในการโหวตเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา อีกทอดหนึ่ง
อย่างไรก็ดี นาทีนี้ "ตัวแปรหลัก" ก็ยังอยู่ที่สองพรรคนี้ แต่หากสองพรรคนี้ไม่ร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ แม้โอกาสจะน้อยมาก แต่หากให้คิดเผื่อเอาไว้ว่า อาจจะเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้เสียงของวุฒิสภา รวมกับพรรคขนาดเล็กมาสนับสนุนให้เป็นนายกฯ เพื่อรอจังหวะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ให้ชาวบ้านตัดสินกันใหม่ โดยเขาอาจเป็น "แคนดิเดต" อีกครั้งมันก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะในเวลานี้ ตามที่ วิษณ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายยืนยันว่า "ทำไม่ได้" ต้องรอจนกว่ามีนายกฯใหม่เสียก่อนเท่านั้น
ดังนั้น หากให้สรุปอีกครั้งก็ต้องบอกว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ใกล้จบแล้ว ส่วนจะจบแบบไหน ก็ยังคาดการณ์ได้ไม่เต็มร้อย เพราะมีตัวแปรใหม่เกิดขึ้นมาเต็มไปหมด โดยเฉพาะความแตกแยกในพรรคประชาธิปัตย์ที่มีรอยร้าวลึกสะสมจนเสี่ยงที่จะทำให้การโหวตเลือกนายกฯในสภาไม่เป็นเอกภาพ แต่สำหรับ "ขั้วที่สาม" ก็ยังถือว่าเป็นไปได้น้อย ขณะเดียวกันโอกาสของรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพื่อรอจังหวะยุบสภา ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ !!
กำลังโหลดความคิดเห็น...