xs
xsm
sm
md
lg

ศึกสหรัฐฯ กับจีนใครดีใครอยู่

เผยแพร่:   โดย: โสภณ องค์การณ์


การเผชิญหน้าในสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและจีนกำลังเข้าสู่จุดที่ทั้งสองฝ่ายจะถอยลำบาก หลังจากที่ฝ่ายผู้นำสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากเล่นแรงเป็นขั้นตอน และตามมาด้วยการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันทันควันโดยผู้นำจีนสี จิ้นผิง

ไม่ใช่เฉพาะผลประโยชน์ระดับประเทศเท่านั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ยังลงเล่นไปถึงระดับการแข่งขัน ของบริษัทเอกชนโดยมียักษ์ใหญ่โทรคมนาคมอันดับหนึ่งของโลกคือหัวเว่ย เป็นเป้าหมายหลัก ด้วยข้ออ้างว่ามีสินค้าซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นชัด

นั่นก็เป็นประเด็นหนึ่งซึ่ง ผู้นำสหรัฐฯ ยังหาเพื่อน ร่วมยอมรับข้อกล่าวหาไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศยุโรปซึ่งไม่เอาด้วย

เมื่อเล่นบทห้าวกับหัวเว่ย ซึ่งบริษัท Google ของสหรัฐฯ ขานรับทันควัน แต่หลังจากนั้นไม่นานทรัมป์ต้องยอมถอยฉากเมื่อได้สัญญาณว่าผลกระทบที่บริษัทสหรัฐฯ จะได้รับจากสงครามกับหัวเว่ยนั้นมีมากเกินคาด

และผู้นำของหัวเว่ยก็ประกาศชัดเจน แบบไม่หวั่นไหวว่าสหรัฐฯ ประเมินศักยภาพและขีดความสามารถของบริษัทโทรคมนาคมจีนต่ำเกินไป

การทำศึกสงครามไม่ว่าจะด้วยกำลังอาวุธหรือสงครามกำแพงภาษี ย่อมไม่มีผู้ชนะที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ในสภาพความเสี่ยงขึ้นอยู่กับเงื่อนเวลาว่าใครจะอยู่ได้ทนกว่ากัน และใครจะรับสภาพการถูกกดดันได้นานกว่ากัน

ฝ่ายสหรัฐฯ เริ่มมีเสียงโอดครวญจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการธุรกิจที่ต้องเผชิญกับต้นทุนประกอบการที่สูงขึ้น และชาวอเมริกันที่ต้องจ่ายเพิ่มกว่าเดิม เสียงเหล่านี้แหละจะทำให้ทรัมป์อาจจะเดินหน้าได้ไม่เต็มที่เพราะเริ่มมีความรู้สึกในกลุ่มประชาชนและนักการเมืองว่าหัวหน้ารัฐบาลดำเนินนโยบายสุ่มเสี่ยงกับการสร้างปัญหาด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นั่นเป็นทั้งด้านการเมืองและการค้าและยังเสี่ยงที่จะก่อวิกฤตการเผชิญหน้าโดยไม่มีเหตุผล

ตัวผู้นำสหรัฐฯ เองคงจะรู้สึกเหมือนกันว่าถูกโดดเดี่ยวในกลุ่มพันธมิตรประเทศ และเริ่มมีเสียงไม่พอใจจากนักการเมืองพรรครีพับลิกัน โดยเล็งเห็นความเสี่ยงที่จะสูญเสียเก้าอี้ในศึกเลือกตั้งในปี 2020 เมื่อผู้นำสหรัฐฯ หวังที่จะชนะตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง

ดังนั้นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนไม่ใช่เฉพาะผลประโยชน์ด้านการเมืองและการค้าอย่างเดียว แต่ได้เป็นศึกศักดิ์ศรีระหว่างผู้นำของสองประเทศและบริษัทโทรคมนาคม ซึ่งทั้งโลกมองว่าจีนกำลังนำหน้าสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีหลายด้าน รวมทั้งเงินลงทุนด้วย

เห็นได้ชัดว่าจีนได้ทุ่มเงินบุกอวกาศส่งยานไปลงด้านมืดของดวงจันทร์ได้ก่อนสหรัฐฯ เก็บข้อมูลมาอวดชาวโลกอีกด้วย

ยังมีความแตกต่างก็คือ แม้บริษัทของจีนจะประสบปัญหาก็จะไม่ปริปากบ่นหรือโอดครวญจากผลกระทบที่สหรัฐฯ ได้ตั้งกำแพงภาษีเพราะมีความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับรัฐบาล แต่สหรัฐฯ เป็นประเทศการค้าเสรีเสียงโอดครวญของประชาชนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงจึงมีความหมายอย่างมากสำหรับนักการเมืองซึ่งจะต้องรับเอาทุกข์ร้อนของประชาชนไปจัดการ

และนี่ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์เริ่มถูกมองว่าเป็นตัวปัญหาขณะที่ความแตกต่างจึงมีให้เห็นอย่างชัดเจน

คำถามอยู่ที่ว่าสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบมากน้อยยาวนานแค่ไหนต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เพราะมีความเชื่อมโยงกันในการผลิตสินค้าสำเร็จรูปและชิ้นส่วน เป็นการเพิ่มต้นทุนสำหรับทุกฝ่ายทั้งการเงินและการค้า

ด้านการเมือง รัฐบาลสหรัฐฯ โดยกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิได้เปิดแนวรบใหม่คราวนี้บริษัทดีเจไอของจีนเป็นเป้าหมายในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและเจ้าของตลาดถึง 80% ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสำหรับโดรนซึ่งเป็นยานไร้คนขับใช้กันทั่วไปสำหรับการถ่ายรูปมุมสูงสำรวจพื้นที่และภารกิจอเนกประสงค์อื่นๆ

สหรัฐฯ อ้างว่าโดรนของดีเจไอจากบันทึกข้อมูลส่งต่อให้บริษัทผู้ผลิต จากนั้นก็ถ่ายทอดข้อมูล ให้หน่วยงานของรัฐบาลจีนได้รับรู้ถึงสภาพและความเคลื่อนไหวต่างๆ แต่ข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ถูกปฏิเสธ และก่อนหน้านั้นก็ถูกตรวจสอบว่าโดรนของดีเจไอ ไม่ได้แอบฝังอุปกรณ์สอดแนมไว้แต่อย่างไร

เห็นได้ชัดว่าจีนมีความสามารถในการผลิตสินค้าด้านเทคโนโลยีทันสมัยด้วยต้นทุนต่ำและประเทศอื่นๆ แทบจะไม่มีหนทางแข่งขันได้เลย ดังที่เห็นได้กับการครองตลาดของบริษัทดีเจไอ ซึ่งนอกจากตลาดอเมริกาเหนือแล้วในยุโรปและทวีปเอเชีย กลุ่มดีเจไอก็มีสัดส่วนการตลาดสูงถึง 80% เช่นกัน

สภาพแท้จริงเป็นอย่างไรยังเดาทางยาก แต่ผู้นำจีนสี จิ้นผิงไม่ได้ออกอาการหวั่นไหวต่อสงครามการค้าเลย และยังประกาศว่าจะยืนระยะอยู่ได้เหมือนมหาสมุทรที่ เผชิญคลื่นลมรุนแรง แต่ก็ยังคงเป็นมหาสมุทรซึ่งไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้

ศึกครั้งนี้เดิมพันสูงเพราะเป็นเรื่องของการเสียหน้า เสียความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำชาติมหาอำนาจด้วย เห็นท่าจะต้องเล่นกันหลายยกเหมือนกับการนั่งจ้องตากันใครกะพริบตาก่อนก็ถือว่าเป็นฝ่ายแพ้

ผู้นำสหรัฐฯ จะอยู่ได้หรือไม่ได้อยู่ที่ผลการเลือกตั้งในปี 2020 แต่สี จิ้นผิงเป็นประธานาธิบดีตลอดชีพและจะได้อยู่นาน ถ้าไม่เสียความนิยมเสียก่อน
กำลังโหลดความคิดเห็น...