xs
xsm
sm
md
lg

มองโลกอย่างมี “สติ”

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่าเรื่อง “สงครามการค้า” หรือ “สงครามเทคโนโลยี” ระหว่างอเมริกากับจีน...หรือ “สงครามเลือด” ระหว่างอเมริกากับอิหร่าน มาถึง ณ ขณะนี้ ต้องเรียกว่า...เร่าร้อน รุนแรง ยิ่งกว่าอากาศบ้านเราในช่วงนี้ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า แถมนับวันยิ่ง “ไปไกล” ในระดับ “กู่แทบไม่กลับ” ส่วนจะหลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี-หนีไม่พ้น หรือไม่? อย่างไร? คงต้องคอยติดตามกันอย่างชนิดมิอาจกะพริบตา และที่สำคัญก็คือต้องพก “สติ” เอาไว้ด้วย อย่าเอาแค่ “เชียร์มวย” หรือออกไปทาง “เอามันส์ส์ส์” กันลูกเดียวล้วนๆ...

คือไม่ว่าเทคโนโลยีของจีน ของบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมอย่าง “หัวเว่ย” เขาจะก้าวหน้า ก้าวไกลไปถึงขั้นไหนต่อขั้นไหน จะสามารถอาศัย “Hongmeng OS” ทดแทน “Android” ได้อย่างทันท่วงที จะเลิกส่งแร่หายาก (Rare earth) ไปให้บริษัทอเมริกานำไปใช้ผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อีกต่อไปหรือไม่ อย่างไร อันนั้น...คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องเขาไปไล่เตะ ไล่ถีบกันเอาเอง แต่การที่สงครามการค้า หรือสงครามเทคโนโลยี มันไปไกลถึงขั้นต้องลากเอาบริษัทธุรกิจเอกชน มาจัดแถว จัดแนว ไม่ต่างอะไรไปจากกำลังรบ หรือแนวรบด้านหนึ่งกันไปแล้ว ระดมเอาสรรพกำลังตั้งแต่ Google, Oualcomm, Intel, Xilinx, Broadcom ฯลฯ มาใช้เป็น “อาวุธยุทโธปกรณ์” ไม่ว่าในแง่หนึ่ง แง่ใด อันนี้...ย่อมต้องส่งผลต่อ “ผู้บริโภค” หรือต่อ “ตลาด” อย่างชนิดไม่ว่าใครก็เถอะ มีแต่ต้องปั่นป่วน วุ่นวาย ไปด้วยกันทั้งสิ้น...

แค่เฉพาะบ้านเรา...ที่ตั้งเป้าไว้สวยหรู ว่าจะต้องเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะต้องหาทางยกระดับตัวเองขึ้นสู่เทคโนโลยี 5G ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าให้จงได้ แต่ถ้าดันเป็น 5G แล้วเข้ากูเกิล เข้ายูทิวบ์ แทบไม่ได้...เพียงเท่านี้ก็มีสิทธิ์ “ลงแดง” กันไปทั้งบ้าน ทั้งเมืองเอาง่ายๆ คือไม่ว่าจีนจะชนะหรือแพ้ หรืออเมริกาจะชนะหรือแพ้ก็ตาม บรรดา “หญ้าแพรก” อันประกอบด้วยประเทศเล็กๆ ทั้งหลาย ย่อมหนีไม่พ้นต้องแหลกราญอยู่ใต้ฝ่าตีนอภิมหาช้าง ที่มีสถานะเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ในระดับอันหนึ่ง อันดับสอง หรือระดับที่สามารถชี้เป็น-ชี้ตายความเป็นไปของ “เศรษฐกิจโลก” ไปด้วยกันทั้งคู่...

ด้วยเหตุเพราะรายการ “ช้างชนช้าง” ระหว่างอเมริกากับจีนในทุกวันนี้...ก็เล่นเอา “ยอดส่งออก” อันถือเป็นรายได้หลักเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย ต้องล้มคว่ำ คะมำหงาย หัวทิ่ม-หัวตำ ชนิดรักษาการรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ อย่าง “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” ต้องเรียกประชุมบรรดาผู้เกี่ยวข้องโดยด่วน แทบไม่มีเวลาไปคิดเรื่อง “พรรคไหนจะรวมกับพรรคไหน” เอาเลยถึงขั้นนั้น ยิ่งต้องมาเจอกับแนวโน้มราคาน้ำมัน ที่ถือเป็นรายจ่ายหมวดสำคัญของกระบวนการผลิต การขนส่ง การบริโภค ที่ทำท่าอาจพุ่งทะลุเพดาน ทะลุหลังคาขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ ตราบใดที่การเผชิญหน้าทางทหาร ระหว่างกองทัพอเมริกากับกองทัพอิหร่าน ในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ อันเป็นเส้นทางขนส่งลำเลียงน้ำมันออกสู่ตลาดโลก ไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ นับวัน...มันยิ่งอ่อนไหวและเปราะบางยิ่งขึ้นทุกที...

คือแม้ว่าผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” จะยังคงนั่งยัน นอนยัน ว่าไม่คิดเปิดศึกใดๆกับอิหร่าน...แต่ผู้ที่ “บ้า” ซะยิ่งกว่า “ทรัมป์บ้า” ซึ่งรายล้อมอยู่รอบข้างประธานาธิบดีอเมริกัน หรือพวกที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านท่านเรียกว่าพวก “Team B” ทั้งหลาย นับวันจะออกอาการ “รั้งไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่” อย่างเห็นได้ชัดเจน การ “เหมารวม” เอาเรื่องกรณีวินาศกรรมเรือ 4 ลำของซาอุฯ และยูเออี, การยิงจรวดถล่มสถานีสูบน้ำมันและท่อขนส่งน้ำมันบริษัท Aramco, ไปจนถึงการยิงจรวดถล่มใกล้กับสถานทูตอเมริกาในกรุงแบกแดด ให้กลายเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” โดยมีอิหร่าน หรือ “ตัวแทน” เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำในทุกเรื่องทุกกรณี ยิ่งทำให้ฉากสถานการณ์ที่ร้อนๆ อยู่แล้ว ยิ่งร้อนฉ่าหนักขึ้นไปอีก...

การประกาศของประธานาธิบดีอเมริกันว่าจะตอบโต้อิหร่านด้วยกำลังระดับอภิมหาศาล...มากซะยิ่งกว่า “ข่าวลือ” เรื่องการส่งทหารอเมริกัน 120,000 คนไปตะวันออกกลาง ชนิดสามารถลบอิหร่าน หรือลบอดีตอาณาจักรเปอร์เซียออกจากแผนที่เอาเลยถึงขั้นนั้น ถ้าหากจับได้-ไล่ทันว่าอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ นอกจากไม่ได้เป็นท่าทีที่พอช่วยให้อะไรต่อมิอะไรเย็นๆ ลงไปบ้าง ยังกลับได้รับการสนับสนุน ส่งเสริม โดยวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกัน อย่าง “นายลินด์เซย์ เกรแฮม” ที่ถือเป็นคนสนิทระดับเพื่อนผู้รู้ใจของประธานาธิบดีซะอีกต่างหาก ดังนั้น...ความพยายามของผู้ที่อยากช่วยให้สถานการณ์มันเย็นๆ ลงไปมั่ง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีอิรัก “นายAdel Abdul-Mahdi” ที่อาสาเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างวอชิงตันกับเตหะราน รัฐมนตรีต่างประเทศกาตาร์ “Sheikh mohammed bin Abdulrahman al-Thani” ไปจนถึงรัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน “นายYosuf bin Alawi bin Abdullah” จึงออกจะเป็นอะไรที่ “เหนื่อยเปล่า” หรือคงไม่ได้ช่วยให้ความตึงเครียดของสถานการณ์ มันคลายๆ ลงมาบ้างแต่อย่างใด...

ตรงกันข้าม...กับความพยายามของพวก “Team B” ที่ออกจะเอาเรื่อง เอาราว ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในการยุแยงตะแคงรั่ว หรือการลากอเมริกามากระทืบอิหร่านให้จงได้ นอกจากจะ “เหมารวม” ข้อกล่าวหาทุกสิ่งทุกอย่างไปให้กับอิหร่าน หรือ “ตัวแทน” ว่าเป็นผู้ก่อเหตุการณ์ร้ายๆ ขึ้นมาในช่วงนี้แล้ว ยังออก “เดินสาย” หาสมัครพรรคพวกไปทั่วทั้งตะวันออกกลางและโลกอาหรับ เตรียมจัดประชุมกลุ่มประเทศอาหรับและโลกมุสลิม เพื่อร่วมเล่นงานอิหร่าน โดยมีซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือนนี้ ด้วยเหตุนี้...ท่ามกลางความตึงเครียดที่ไม่ได้ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย มีแต่กลับเพิ่มขึ้นๆ อย่างเห็นได้ชัดเจน การนำเอาอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังทหาร ไปวางกองเอาไว้ในแบบพร้อมจะเผชิญหน้ากันได้ทุกเมื่อ มันจึงทำให้โอกาสที่จะเกิด “อุบัติเหตุทางทหาร” ยิ่งมีความเป็นไปได้สูงยิ่งขึ้นเท่านั้น...

ภายใต้สภาพเช่นนี้นี่เอง...ที่ทำให้ “แนวโน้มราคาน้ำมัน” ที่ถือเป็น “รายจ่าย” หมวดสำคัญของบ้านเรา มันจึงเป็นอะไรที่น่าหวาดหวั่นขวัญสยองมิใช่น้อย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาแค่ระดับราคามันพุ่งขึ้นไปถึง 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล...ก็แทบตายแล้ว!!! และถ้าหากมันเป็นไปตามข้อเขียน บทความของผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน อย่าง “นายVincent Lauerman” ที่เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ “Oilprice.com” เมื่อช่วงวันจันทร์ (20 พ.ค.) ที่ผ่านมา ในชื่อเรื่อง “War With Iran Could send Oil to250 dollar” หรือ “สงครามกับอิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันขึ้นไปถึง 250 ดอลลาร์” อันนี้...ต้องเรียกว่า ไม่ต้องเสียเวลาออกแรงเชียร์ฝ่ายไหนต่อฝ่ายไหนกันอีกแล้ว เพราะมีแต่ต้อง “ตาย...กับ...ตาย” กันไปทั้งบ้าน ทั้งเมือง นั่นแล...
กำลังโหลดความคิดเห็น...