xs
xsm
sm
md
lg

มันพลิกล็อกกันได้

เผยแพร่:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


Brexit ก็พลิกล็อก...ขณะที่คะแนนจากการหยั่งเสียงโพลต่างๆ สะท้อนว่า ฝ่าย Remain (ยังอยู่กับสหภาพยุโรป) จะชนะขาดลอย จนนายกฯ เดวิด คาเมรอน ตายใจ และถึงกับยอมให้มีการลงประชามติว่า--อังกฤษจะอยู่หรือจะออกจากสหภาพยุโรป จนทำให้คาเมรอนต้องยอมลาออกจากตำแหน่งนายกฯ อังกฤษ เมื่อคะแนนประชามติออกมาว่า ฝ่าย Brexit ชนะอย่างพลิกล็อกด้วย 52% ขณะที่ฝ่าย Remain อยู่ที่ 48%

ระหว่างฮิลลารีและทรัมป์ก็เกิดการพลิกล็อกอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน ทำเอาผู้ชนะการเลือกตั้งปธน.เข้าทำเนียบขาวถึงกับไม่เชื่อว่าเป็นจริง ปรากฏในหมู่ผู้ใกล้ชิดทรัมป์ในชั่วโมงที่คะแนนทรัมป์พลิกมาชนะ เขาดูไม่คาดว่าเขาจะพลิกมาชนะได้ ซึ่งในคำให้สัมภาษณ์ของอดีตคนใกล้ชิดทรัมป์ได้บอกเล่าอยู่ในหนังสือที่เขียนโดยอดีตนักข่าวหัวเห็ดจากวอชิงตัน โพสต์ (ที่เปิดโปงเรื่อง Deep Throat จนปธน.นิกสันจนแต้มต้องจำใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อหลบการถูกถอดถอนในสภา)

แม้แต่ปธน.มาครง ก็พลิกล็อกในการเลือกตั้งรอบแรก ที่เป็นแค่พรรคใหม่แกะกล่อง และไม่มีกลไกทางการเมืองมารองรับ แต่ก็ชนะพรรคใหญ่ๆ ทั้งหมด

ล่าสุด ปรากฏการณ์พลิกล็อกนี้เกิดขึ้นที่ออสเตรเลีย ซึ่งผู้ชนะเองยังใช้คำว่า “มหัศจรรย์ (Miracle)” ที่ทำให้เขาชนะและบีบีซีใช้คำว่า “Shocked Election” ทีเดียว

นั่นคือ นายกฯ สกอตต์ มอร์ริสัน กลับมาชนะชนิดได้คะแนนมากเกินคาด จนสามารถเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้งด้วยพรรคของเขากับพันธมิตรร่วมเป็นร่วมตายเกินกว่าครึ่งสภาสบายๆ; ไม่ต้องไปง้อคะแนนพรรคต่ำสิบ (แบบที่คะแนนปริ่มน้ำของไทยขณะนี้ ต้องไปกวักมือกราบอ้อนวอนพรรคที่เข้ามาแค่ 1 คน)

ด้านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลักคือ พรรคแรงงาน (Labor) ซึ่งว่างเว้นจากอำนาจมาถึง 2 สมัย (6 ปี) และคะแนนนำมาตลอด นั่นคือ นายบิล ชอร์เตน ซึ่งเสนอนโยบายก้าวหน้าด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งตรงใจกับประชาชนชาวออสเตรเลีย ที่ปีนี้เผชิญกับสภาพภูมิอากาศอันเลวร้าย พอๆ กับประเทศไทย หรือน่าจะเลวร้ายกว่าคือ ฝนไม่ตกตามฤดูกาล; น้ำน้อยมาก; และร้อนสุดๆ ถึง 50 องศา จนวัวควายสัตว์เลี้ยงตายคาไร่นา; และแม้ในเขตวนอุทยานก็มีกระดูกสัตว์ตัวใหญ่ๆ ตาย (เพราะขาดน้ำ) คนออสเตรเลียต้องทนทุกข์ทรมานกับอากาศแบบกึ่งทะเลทรายหรือแบบทะเลทรายในเมืองใหญ่ๆ (พอๆ กับเมืองใหญ่ต่างๆ ของไทยขณะนี้) ทำให้โพลสะท้อนว่า คนรุ่นใหม่และคนส่วนใหญ่มองว่า เรื่องโลกร้อนเป็นประเด็นสำคัญที่จะตัดสินในการเลือก ส.ส. (เพื่อเข้ามาเลือกนายกฯ อีกที, แบบบ้านเรา) และจัดอันดับประเด็นนี้อยู่ใน Top 3 ของปัญหาที่นายกฯ ใหม่ต้องเข้ามาแก้ไข

หัวหน้าพรรคแรงงานเสนอการปรับเปลี่ยนจากพึ่งพิงพลังงานจากฟอสซิล มาเป็นพลังงานหมุนเวียน เช่น แดดจากดวงอาทิตย์, ลมที่หมุนกังหัน--เพื่อลดโลกร้อน และสร้างการจ้างงาน จากการพลิกมาสู่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่

และแน่นอนต้องลดการขุดถ่านหินหรือน้ำมัน, แก๊สธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลจะต้องหันไปเก็บภาษีเพิ่มด้านโลกร้อนจากพลังงานเก่าเหล่านี้

ด้านภาษี; ทางพรรคแรงงานก็เสนอให้ลดการผ่อนคลายภาษีของคนรวย เพื่อนำเงินจากคนรวยมาใช้จ่ายด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งชนชั้นกลางของออสเตรเลียก็เห็นชอบ

แต่นายกฯ Scott Morrison เป็นนักการตลาดมาแต่ก่อนเข้าการเมือง เขาเคยเป็นผู้มีส่วนสำคัญผลักดันคำขวัญชักชวนให้มาเที่ยวออสเตรเลีย ด้วยประโยคท้าทายว่า “คุณไปมัวหลับใหลหลงอยู่ที่ไหนครับ?” (“So Where the Bloody Hell are You?”) ถึงยังไม่ได้มาเที่ยวออสเตรเลียไงล่ะ? โดยไม่ต้องมีประโยคหลังตามมา; ก็ทำให้ท้าทายผู้ฟังว่า ไม่น่าตกสำรวจถึงได้ยังไม่เคยไปเที่ยวออสเตรเลีย

เขาลงทุนเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองมาเป็นเพื่อนใกล้ชิดกับทุกๆ คนด้วยภาพใช้ชื่อสั้นๆ ว่า ScoMo (ตัดย่อมาจาก Scott Morrison) ซึ่งดูเป็นกันเองกับทุกคน; เป็นคล้ายๆ เพื่อนฝูงที่น่าไว้วางใจ; และใส่หมวกแก๊ป (Baseball Cap) ที่ดูเป็นกันเองมากขึ้น (ไม่ใช่อยู่บนหอคอยงาช้าง); เขาลุยไปหาชาวเหมือง (ทั้งถ่านหิน, เหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าหลักของออสเตรเลียที่ส่งออก--ทำเงินเข้าประเทศ) ซึ่งในที่สุด, ชาวเหมืองก็เทคะแนนให้เขา ทั้งๆ ที่ชาวเหมืองแต่เดิมเป็นพวกของพรรคแรงงาน (แบบเดียวกับที่ชาวเหมืองอเมริกาเคยเป็นเดโมแครต แล้วมาเปลี่ยนลงคะแนนให้ทรัมป์)

หัวหน้าพรรคแรงงานที่คะแนนโพลนำอยู่ และน่าจะถึงเวลาของพรรคแรงงาน หลังจากพรรค Liberal ได้เกิดกรณีแย่งชิงยึดอำนาจกันดุเดือดจนเชือดนายกฯ ไปถึง 2 คนใน 3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ต้องแพ้กับวิธีหาเสียงแบบพลิกล็อกในช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง--ขนาดนายกฯ มอร์ริสัน ถึงกับถูกเด็กสาวนักสิ่งแวดล้อมเอาไข่ปาตอนหาเสียงด้วยซ้ำ

ทรัมป์ได้ยกหูไปแสดงความยินดีกับสกอตต์ มอร์ริสัน และยังย้ำว่า ทั้งทรัมป์และมอร์ริสันช่างเหมือนกัน ที่พลิกล็อกจนได้ชัยชนะ และยังเทียบว่าเป็นแบบ Brexit ที่พลิกล็อกเช่นกัน

แต่จริงๆ แล้ว อดีตนายกฯ ไมเคิล เทิร์นบูล คนก่อนมอร์ริสันนั้น ดูจะไม่ถูกชะตากับทรัมป์เพราะทรัมป์เคยพูดโอ้อวดและบีบบังคับให้นายกฯ เทิร์นบูล ต้องรับผู้อพยพเพิ่มขึ้น (ที่อดีตนายกฯ เทิร์นบูล ได้ยอมตกลงกับโอบามาจะรับผู้อพยพเข้าออสเตรเลียจำนวนหนึ่ง เพื่อแบ่งเบาภาระจากสหรัฐฯ) แต่นายกฯ เทิร์นบูล บอกกับทรัมป์ว่า รับเพิ่มไม่ได้แล้วอีกแล้ว ทำให้ทรัมป์โมโหมาก และกระแทกโทรศัพท์ใส่หูเทิร์นบูลจนเป็นเรื่องใหญ่โตทีเดียว!

สกอตต์ มอร์ริสัน มีนโยบายสนับสนุนถ่านหินต่อไป เหมือนทรัมป์ซึ่งจะยิ่งทำให้ข้อตกลงลดโลกร้อนที่ปารีสจะยิ่งล่าช้าในทางปฏิบัติมากขึ้น
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา
กำลังโหลดความคิดเห็น...