xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

รัฐบาล 3 ลุง โคตรจะยุ่งเรื่องเก้าอี้ “รัฐมนตรี”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่าย

แผนการปั้น “รัฐบาลประยุทธ์ EP.2” ของพรรคพลังประชารัฐ ที่ถือสิทธิ์ “ปอปปูลาร์โหวต” ตั้งตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่ว่ากันว่ามี “พรรค ส.ว.กากี่นั้ง” ที่มี 250 เสียง พร้อมร่วมผสมโรง

ด้วยเวลาที่งวดเข้ามา หลังพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เรียกประชุมรัฐสภา วันที่ 22 พ.ค. และหมายกำหนดการรัฐพิธีเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดรัฐสภาฯ ในวันที่ 24 พ.ค. ก่อนที่จะมีการดำเนินการไปตามลำดับ ไล่เรียงตั้งแต่การเลือกประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร การเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภา จนไคลแมกซ์สุดท้ายการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี

ทั้งหมดจะจบบริบูรณ์ไม่เกินสิ้นเดือน พ.ค.2562 นี้

ที่ว่าไม่ง่าย ก็ด้วยขณะนี้ “ค่ายสีฟ้า” พรรคประชาธิปัตย์ และ “ค่ายสีน้ำเงิน” พรรคภูมิใจไทย 2 พรรคใหญ่ยังพร้อมใจกัน “แทงกั๊ก” ตอบรับเข้าร่วมรัฐบาล งัดกระบวนยุทธ์ทุกท่า “โก่งราคา” ไปเรื่อย

จนถึงนาทีนี้ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ผ่านมาหลายวันแล้วทั้ง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” ยังเจตนาทำตัว “คลุมเครือ”

ฟาก “ค่ายสะตอ” มี “ข้ออ้าง” ที่พอเข้าใจได้ว่า ต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา แล้วจึงค่อยนัดประชุมลงมติว่า จะร่วมหรือไม่มาร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ตามสไตล์ “พรรคเก่าแก่” ที่มีระบบแบบแผน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “มติพรรค”

แต่กับ “ค่ายบุรีรัมย์” ที่ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ พรรคดังแห่งอีสานใต้คือ เครือข่าย คสช.ที่แสดงออกชัดที่สุด โดยเฉพาะสายสัมพันธ์ระหว่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือ “เสี่ยเป็ด” เนวิน ชิดชอบ แกนนำอย่างไม่เป็นทางการของพรรค

แต่กลับกลายเป็น “ภูมิใจไทย” ที่ทำตัวอ้อยอิ่ง ทั้งที่ความจริง “อี๋อ๋อ” กับพรรคพลังประชารัฐและ “รัฐบาล คสช.” มาตลอด ตั้งแต่ก่อนจะก่อร่างเป็นพรรคพรรคพลังประชารัฐด้วยซ้ำ

แต่ในท่าทีอ้อยอิ่งนั้น ทุกเสียงพูดตรงกันว่า “ภูมิใจไทยไม่กล้าเบี้ยว” แน่นอน จึงอ่านทางไม่ยากว่าแค่ “ปั่นราคา”

ทุกวันนี้ที่ “เสี่ยหนู” ยังคงยึกยัก เพราะผลการเลือกตั้งที่ไม่ขาดของทั้งสองขั้ว ทำให้มูลค่าของค่ายบุรีรัมย์ ที่กวาดมา 51 ที่นั่ง เป็นพรรคอันดับ 5 ที่เบียดกับพรรคอันดับ 4 อย่างพรรคประชาธิปัตย์ แค่ที่นั่งเดียว

ถือเป็น  51 ที่นั่ง ที่มีคุณค่านระดับตัวแปรผู้ตัดสินชะตาชีวิตว่า ใครจะได้เป็นรัฐบาล

อยู่แค่ว่า “ดีล” สุดท้ายลงล็อกที่ผลประโยชน์ที่จะได้รับอยู่ที่เท่าใด โดยเฉพาะเก้าอี้ “กระทรวงเกรดเอ” โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย - กระทรวงคมนาคม ที่เคยดูแลมาก่อน

คงไม่จริงที่ว่า “เสี่ยหนู” รู้สึก “หวั่นไหว” กับข้อเสนอจากขั้วพรรคเพื่อไทย ที่พร้อมประเคนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีมให้ แต่เพราะวันนี้สิ่งที่จะได้รับจากพรรคพลังประชารัฐ ยังไม่ถูกใจ หรือไม่สมฐานะกับ “พรรคชี้เป็น-ชี้ตาย” อย่าง “ภูมิใจไทย” ในนาทีนี้มากกว่า

แล้วต้องไม่ลืมว่า ข้างกาย “เสี่ยหนู” ก็มี “เสี่ยเป็ด” นักการเมืองเขี้ยวลากดิน เป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการ มีส่วนในการกำหนดทางเดินของ “ค่ายสีน้ำเงิน” อยู่ตลอด

ใครก็รู้ว่า “เนวิน” ขึ้นชื่อว่า เป็น 1 ในนักการเมืองที่เหลี่ยมคูแพรวพราว เป็นพวก “นกรู้” จับทิศทางลมได้ว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปมีได้เพียงชื่อเดียวเท่านั้นคือ“ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ครั้นไปเลือกงับ “เนื้ออันโอชะ” จากพรรคเพื่อไทย ส่งน้องชายที่ชื่อ “อนุทิน” ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ตึกไทยคู่ฟ้า ก็คงเป็นได้ความสุขชั่วครู่ชั่วคราวไม่จีรัง เพราะ “ทุกอย่างถูกกำหนดมาแล้ว”

นาทีนี้ไม่ใช่จังหวะของตัวเอง การปาดหน้าเพียงเพื่อต้องการมีอำนาจในตำแหน่งสูงสุดของประเทศในวันนี้ ไม่คุ้มกับอนาคตตัวเองและอนาคตของพรรค หากอดทน วันข้างหน้าย่อมเป็นวันของ “ภูมิใจไทย” ในไม่ช้า

เป็นธรรมชาติของการต่อรอง เมื่อคิดว่า “ถือไพ่เหนือกว่า” ก็ย่อมประวิงเวลา สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง เพื่อผลลัพธ์ที่มากที่สุด

เชื่อเถอะหาก ผลการเลือกตั้งเป็นพรรคพลังประชารัฐที่ชนะถล่มทลาย หรือสามารถรวบรวมเสียงได้มากกว่าที่เป็นอยู่ สถานการณ์จะเป็นอีกแบบหนึ่ง “ค่ายบุรีรัมย์” คงจะกล้าเหยียบเรือสองแคมแบบนี้ ดีไม่ดีจะรีบประกาศตัวขอร่วมรัฐบาลเป็นพรรคแรกเลยด้วยซ้ำ

แต่เมื่อวันนี้ “เสียงปริ่มน้ำ” ด้วยลูกเขี้ยวที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน “ภูมิใจไทย” และ “ประชาธิปัตย์” ก็ต้อง “เล่นตัว” เพื่อเรียกมูลค่าขันหมาก

กรณีศึกษาเรื่องนี้ต้องย้อนไปดูจัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2552 ที่ว่ากันว่าเป็นการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และส่ง “เดอะมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พลิกกระดานขึ้นเป็นนายกฯได้สำเร็จ ที่มีผู้จัดการรัฐบาลนามกระเดื่อง “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ นั่นเอง

หากจำกันได้ ตอนนั้น “เนวิน” ที่เป็นลูกน้องคนสนิทของ ทักษิณ ชินวัตร นายใหญ่แดนไกล หอบ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ในนาม “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ย้ายขั้วมาอยู่กับศัตรูอย่าง “ประชาธิปัตย์” เพื่อจัดตั้งรัฐบาล พร้อมกับวลีในตำนาน “มันจบแล้วครับนาย”

แต่กว่าจะตั้ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ได้ก็ไม่ง่าย เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ต้องจ่ายแสนแพงให้แก่ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” เพื่อแลกกับการที่ “อภิสิทธิ์” จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ “เทพเทือก” เลขาธิการพรรคสีฟ้าในตอนนั้น ยอมทุกอย่าง โดยการยกกระทรวงเกรดเอ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ประเคนให้กับ “เนวิน” เพื่อแลกกับการได้เป็นนายกรัฐมนตรีของ “อภิสิทธิ์”

คนประชาธิปัตย์หลายคนไม่พอใจ แต่สำหรับ “สุเทพ” ยอมแลกทุกอย่างที่จะทำให้ “เนวิน” รู้สึกคุ้มค่ากับคำด่าทอ สาปแช่งจากคนเสื้อแดงว่า เป็น“พวกทรยศ”

ใครจะเชื่อว่า สิ่งที่ “สุเทพ” ปรนเปรอให้ “เนวิน” จะไปถึงขนาดมอบกระทรวงอันเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารให้เกือบทั้งหมด จนแทบจะทำอะไรไม่ได้ และผลจากการที่ “ทีมเนวิน” กวาดเรียบเกือบทุกกระทรวงเกรดเอ ก็ทำให้พรรคเฉพาะกิจอย่าง “ภูมิใจไทย” ผงาดมาได้จนถึงทุกวันนี้

เป็นท่วงทำนองเดียวกับข่าวจัดตั้ง “ขั้วที่ 3” นำโดย “ภูมิใจไทย - ประชาธิปัตย์” ที่ออกมาในช่วงก่อนหน้านี้ ตลอดจนการปล่อยข่าวว่า “เนวิน” ต่อสายถึง “เสี่ยท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา เพื่อผนึกกำลัง

เป็น “ปฏิบัติการไอโอ” ไปถึง “ผู้มีอำนาจตัดสินใจ” ว่าหากพรรคขนาดกลางเกาะกันเป็น “ขั้วที่ 3” ของ 3 พรรคที่รวมกันได้ 113 เสียง เกือบเท่ากับที่นั่งพรรคพลังประชารัฐ งานก็จะยากขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้ “ฝ่ายกุมอำนาจ” เห็นว่า บรรดาพรรคตัวแปรทั้งหลายจับมือกัน มันยิ่งทำให้การเรียกร้องเรื่องต่างๆ เสียงดัง มีน้ำหนัก หาได้เป็น “ของตาย” แต่อย่างใด

ไม่เพียงเท่านั้นยังใช้ “ไอโอ” ปูดข่าวอีกว่า กำลังมีเสียงเรียกร้องจากในพรรคพลังประชารัฐเอง กดดันให้ “บิ๊กป้อม” รวมทั้ง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย วางมือไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ไม่ให้ถูกมองว่าสืบทอดอำนาจ
 
รวมไปถึงกดดันให้พรรคคาย “กระทรวงเกรดเอ” ให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลทำได้ง่ายขึ้น ทั้งยังย้อนไปเทียบกับสมัยการต่อรองตั้ง “รัฐบาลอภิสิทธิ์” นู่น

พลันที่ข่าวออกไป ทำเอา “ผู้ใหญ่” ฉุนขาดขึ้นมาทันที คนในพรรคพลังประชารัฐก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กว่า ใครปล่อยข่าว เพราะตามหน้าสื่ออ้างถึง “แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ” แต่เมื่อเมื่อไล่เช็คสายดูก็พบว่า “เคลียร์” ไม่มี “คนใน” เล่น “ชกใต้เข็มขัด” เช่นนั้น เพราะต่างก็อยู่ในโอวาทของ “บ้านใหญ่ในป่า” ทั้งนั้น
ก่อนจะมาโปะเชะว่า เป็นปฏิบัติการไอโอของ “คนนอกพรรค” ต้องการ “เสี้ยม” มากกว่า

เหลี่ยมเหนือเมฆมาขนาดนี้ เป้านิ่งที่ถูกเพ่งเล็งว่า เป็นเจ้าของโปรเจกต์สงครามข่าวปล่อย เลยพุ่งไปที่ “ผู้ยิ่งใหญ่แดนอีสานใต้” ที่ต้องการให้เกิดความระส่ำระสายในพรรคพลังประชารัฐมากที่สุด

ผนวกกับข่าวปล่อยอีกทางที่ว่า “แกนนำเพื่อไทย” ต่อสายหา “แกนนำพลังประชารัฐรายหนึ่ง” เพื่อเสนอที่จะเทคะแนนเสียงลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะได้เป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่งให้ หากแกนนำรายนั้นไม่ได้เป็นตัวเลือกของพรรค แลกกับการที่แกนนำรายนั้นต้องหาเสียง ส.ส. 10-20 ที่นั่ง เพื่อมาช่วยโหวตนายกรัฐมนตรี ในกรณีแคมเปญ “ปิดสวิตซ์ ส.ว.” หรือรวบรวมเสียง ส.ส.กันได้ใกล้เคียง 376 เสียง

หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นการย้อนศร ล้วง “งูเห่า” จากพรรคพลังประชารัฐเอง

สุดท้ายทุกฝ่ายก็ออกมาปฏิเสธข่าวต่างๆที่ออกมาในช่วงนี้ว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่” เพราะรู้ดีว่า หากออกนอกลู่ ก็ไม่ต่างการลั่นไก “อัตวินิบาตกรรม” ตัวเองทางการเมือง

โดยเฉพาะการที่ 2 พรรคฝ่ายตรงข้าม อย่าง พรรคเพื่อไทย กับ พรรคประชาธิปัตย์ จะจับมือกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง คงหาคำตอบดีๆ อธิบาย “แฟนพันธุ์แท้” ของตัวเองลำบาก

แทบทุกข่าวจึงเป็นเพียงปฏิบัติการ “ไอโอ” เพื่อกระทุ้ง “ฝ่ายกุมอำนาจ” ว่า “ฝ่ายการเมือง-นักเลือกตั้ง” ก็มีฮือมีอือ ไม่ใช่ “ของตาย” อย่างที่คิดเท่านั้น
 

สำหรับ “ภูมิใจไทย” ฟันธงล่วงหน้า มาช้าแต่มาชัวร์ ขอแค่ข้อเสนองามๆ เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงสำคัญที่ “เฮียกวง” สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกุนซือพรรคพลังประชารัฐกอดเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือ

ส่วน “ประชาธิปัตย์” อีกพรรคตัวแปรอันแสนสำคัญไม่แพ้กัน อย่างไรก็ตามการที่ “อู๊ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สามารถขึ้นเถลิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค สืบต่อจาก “อภิสิทธิ์” ได้ ก็ถือว่าทำให้โจทย์ในการดึงมาจัดตั้งร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหินขึ้น

เพราะทราบกันดีว่า “จุรินทร์” เป็นเด็กปั้นใน “ก๊วนนายหัว” ของ ชวน หลีกภัย หมายรวมถึง บัญญัติ บรรทัดฐาน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คน ที่จะแสดงชัดว่า ไม่ขอเป็น “นั่งร้าน” ให้ “ประยุทธ์” และพรรคพลังประชารัฐ

แต่ก็มีความขัดแย้งกับ “ระบอบทักษิณ” มากว่า 20 ปี ค้ำคออยู่ คงยากที่จะไปเกลือกกลั้วกับ “ขั้วเพื่อไทย” หรือประเภทคำหรูๆอย่าง “ฝ่ายค้านอิสระ” ใครก็รู้ว่าในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้

ส่งผลให้ทางเลือกของ “ค่ายสะตอ” ค่อนข้างตีบตัน หากมี “ตำแหน่งงานดีๆ” ในรัฐบาลให้ดูสมศักดิ์ศรีซักหน่อยก็คงเลือกง่ายขึ้น เพียงแต่ก็ต้องเตรียมทางออกฉุกเฉินไว้สำหรับ “ชวน-บัญญัติ-อภิสิทธิ์” ไม่ให้เสียภาพลักษณ์-หลักการด้วย

และงานนี้ว่ากันว่า “ค่ายสะตอ” ให้ความสนใจใน 2 กระทรวงสำคัญคือ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ด้วยสถานการณ์ของ “ภูมิใจไทย - ประชาธิปัตย์” ที่ไล่เรียงไป ทำให้ “ฝ่ายกุมอำนาจ” ยังมั่นใจว่า จะสามารถจัดตั้งรัฐบาล และดัน “ประยุทธ์” เบิ้ลเก้าอี้นายกฯได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะก้าวสำคัญกับการกวาดต้อนเสียงของ “พรรคขนาดเล็ก” ที่ได้พรรคละ 1 ที่นั่งมาได้อย่างครบถ้วน ขาดเพียงพรรคพลังปวงชนไทย ที่หลุดไปร่วมสัตยาบันกับ “ขั้วเพื่อไทย” ตั้งแต่ต้นเท่านั้น

ทำให้ผู้ที่เรียกตัวว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่เคยเคลมว่ามีที่นั่ง ส.ส. 255 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร หดหายไปเหลือเพียง 245 เสียงในยามนี้ ในทางกลับกันหาก “ขั้วพลังประชารัฐ” ปิดดีลกับพรรคประชาธิปัตย์ 52 เสียง และพรรคภูมิใจไทย 51 เสียงได้ ตัวเลขเบ็ดเสร็จก็จะอยู่ 253 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ กุมความได้เปรียบในการลงมติเลือกประธานสภาฯในด่านแรก และแบเบอร์สบายๆกับด่านที่ 2 ในการลงมติเลือกนายกฯ ที่มี “พรรค ส.ว.” ง้างแขนรอยกให้ “ประยุทธ์” อยู่แล้ว

เมื่ออ่านหน้าไพ่แล้ว การที่ พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคภูมิใจไทย จะไปร่วม “ขั้วเพื่อไทย” มันแทบเป็นไปไม่ได้ ยิ่งเมื่อไม่มีชื่อ 2 พรรคนี้ไม่ร่วมลงสัตยาบันกับ “ฝ่ายประชาธิปไตย” หรือการไม่ตอบรับแคมเปญ “ปิดสวิตซ์ ส.ว.” ที่ประโคมกันมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง

ดังนั้นเส้นทางเดียวที่ 2 พรรคใหญ่ สิริรวม 103 เสียง จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากเข้าร่วมหอลงโรงกับพรรคพลังประชารัฐในที่สุด

แม้จะยังมีความไม่แน่นอนเจืออยู่กับการความท่ามากของ “ภูมิใจไทย - ประชาธิปัตย์” และต้อง “หวั่นไหว” กับข่าวปล่อยกดดันต่างๆ นานาอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ชัดเจนมาตลอดก็คือ ชื่อของ “พี่น้อง 3 ป. แห่งบูรพาพยัคฆ์” ที่อยู่ในโผ “ครม.ประยุทธ์ EP.2” ด้วยความมั่นคง

ทั้ง “ป.ประยุทธ์” ที่ยืนหนึ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯแต่เพียงผู้เดียวของพรรคพลังประชารัฐ

“ป.ป้อม - ประวิตร” ที่ยังฟิตปั๋งอยู่โยงคุมเกม คุมงานด้านความมั่นคง รวมไปถึง “ป.ป๊อก - อนุพงษ์” กับโควตา รมว.มหาดไทย ในรัฐบาลหน้า

ดังนั้นหากพรรคพลังประชารัฐสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็น “รัฐบาล 3 ลุง” ที่อยู่กันครบทั้ง “ลุงตู่ - ลุงป้อม - ลุงป๊อก” ที่ต้องจูงมือกันไปต่อใน “ประยุทธ์ EP.2”

ขณะนี้การวางตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรคพลังประชารัฐก็มีความคืบหน้าไปมาก นอกเหนือจาก “3 ลุงบูรพาพยัคฆ์” ที่อยู่ในตำแหน่งเดิมทั้งหมดแล้ว ก็ยังมี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ยังเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เช่นเดิม

ส่วนบุคลากรในพรรค ดูเหมือนจะได้ “บำเหน็จ” จากความเสียสละ และทุ่มเทงานหนักกันถ้วนหน้า ทั้ง อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อาจมาขับเคลื่อนงานในตำแหน่ง รมว.คมนาคม สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค หวนคืนเก้าอี้นั่ง รมว.พาณิชย์ สานงานต่อ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค ไปตั้งไข่งานให้กระทรวงใหม่ป้ายแดงที่ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพราะเป็นผู้จัดทำแผนและทำคลอดกระทรวงนี้มากับมือ ที่ต้องจับตาคงเป็น กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่อาจจะได้โปรโมทเป็น รมว.คลัง ด้วยมีฝีไม้ลายมือการทำงานเข้าตา “นายกฯประยุทธ์” มาตลอด

ขณะที่กลุ่มการเมืองในพรรค ที่ไม่น่าพลาดตำแหน่ง ก็มีทั้ง “กลุ่มสามมิตร” ที่ลงทุนลงแรงเต็มที่ รายของ สมศักดิ์ เทพสุทิน จับจองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มานาน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ข่าวว่าขอใช้เวลาให้ครอบครัว อาจจะโบกมือส่งไม้ต่อให้ “เสี่ยโฟม” พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ชิมลางทำงานแทน รวมไปถึง “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท ที่ลุยช่วยหาเสียงเหนือจรดใต้ น่าจะได้ประเดิมเป็นเสนาบดีรอบนี้ด้วย

ตลอดจนคีย์แมนสำคัญๆน่าจะมีตำแหน่งกันครบถ้วน กลุ่ม กทม. “เสี่ยตั๊น” ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ “เสี่ยบี” พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กับผลงานกวาดได้เกือบครึ่งเมืองหลวง หรือ สันติ พร้อมพัฒน์ ที่ฟอร์มหรูกวาด จ.เพชรบูรณ์ ยกจังหวัด ก็น่าจะมี “เก้าอี้ว่าการ” ที่ไหนซักแห่ง วิรัช รัตนเศรษฐ แกนนำโคราช เฟดไปคุมเกมสภาฯในตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล ให้ลูกชายเป็นรัฐมนตรีช่วยซักแห่งไปพลาง ในระหว่างตัวพ่อรอลุ้นคดีในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จบเสียก่อน ก๊วนเมืองชลฯ แว่วว่าหมายตาไปที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา มีชื่อ “เสี่ยติ๊ก” อิทธิพล คุณปลื้ม ร่วมลุ้น เช่นเดียวกับกลุ่มภาคเหนือ “ผู้กองมนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สายตรงป่ารอยต่อฯ มีเก้าอี้รองนั่งแน่นอน

ไล่มาถึงพรรคร่วมรัฐบาลที่มาก่อนใครเพื่อน รายของ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ถือ 5 ที่นั่งไปผนึกกับพรรคชาติพัฒนา ของ สุวิจน์ ลิปตพัลลภ อีก 3 ที่นั่ง พร้อมประสาน 7-8 พรรคเล็กมาเป็นพวก เพิ่มแต้มต่อคั่วกระทรวงใหญ่ ได้หมดไม่ว่า กระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงอุตสาหกรรม

มาที่ พรรคชาติไทยพัฒนา ของ “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ขอบาย ส่งน้องชายสุดเลิฟ “เสี่ยท๊อป” วราวุธ ศิลปอาชา เข้าประกวดที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่น่าสนใจคือ “เดอะเอี้ยง” ดำรงค์ พิเดช หัวหน้าพรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ที่มี 2 ที่นั่ง แต่พ่วง “แบ็คป่ารอยต่อฯ” ลุ้นคุมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตรงตามพันธกิจของพรรคเป๊ะๆ

จะเห็นได้ว่า ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลพยายามต่อรอง “แบ่งเค้ก” แต่ภายในพรรคพลังประชารัฐก็จัดสรรที่นั่งรัฐมนตรีคู่ขนานกันไป สะท้อนภาพความมั่นใจในได้จัดตั้งรัฐบาล กลายเป็นการโยนความกดดันกลับไปยัง “ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” ที่เลือกจะเล่นเกมถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ คงไม่เป็นผลดี ด้วย “ผู้กุมอำนาจ” ไม่คาย “เกรดเอ” ให้อย่างที่หวังอยู่ดี โดยเฉพาะ “กระทรวงคมนาคม” ที่ภูมิใจไทยมีความมุ่งมาดปรารถนาเป็นลำดับต้นๆ แถมยังทับซ้อนกับประชาธิปัตย์ที่แสดงเจตจำนงว่าสนใจ “กระทรวงเกษตรฯ” เหมือนกันอีกต่างหาก เช่นเดียวกับ “กระทรวงมหาดไทย” ที่ภูมิใจไทยอย่างดีก็ได้แค่เก้าอี้ “รมช.” เพราะเจ้ากระทรวง “พี่ป๊อก” เขาจองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

งานนี้ การเจรจาต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีจึงต้องใช้คำว่า “โคตรยุ่ง”

เพียงแต่ต้องบอกว่า ต้องรีบตัดสินใจเพราะขืนชักช้าไปกว่านี้ “กระทรวงดีๆ” ก็อาจจะมีเจ้าของไปจับจองจนเกลี้ยงแผงแล้วก็ได้นะจะบอกให้.


กำลังโหลดความคิดเห็น...