xs
xsm
sm
md
lg

มองความคิดและจุดยืนทางการเมืองของคนไทยผ่านการเลือกตั้ง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


"ปัญญาพลวัตร"
"พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

การจัดตั้งรัฐบาลมีความผันผวนค่อนข้างสูง เพราะว่าไม่มีพรรคการเมืองใดฝ่ายใดได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการใช้ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ทำให้ความคิดทางการเมืองแบบเสรีนิยมเชิงวัฒนธรรมขยายตัวในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มอำนาจอนุรักษ์นิยมแบบจารีตออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อดำรงอำนาจต่อไปผ่านกลไกวุฒิสภา

ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมทำให้ความหลากหลายทางความคิดและจุดยืนทางการเมืองเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของคนในสังคมไทยแสดงออกมาผ่านพรรคการเมืองที่พวกเขาเลือก ผลลัพธ์ก็คือเราได้พรรคการเมืองที่มีเสียงเกินกว่า ๗๐, ๐๐๐ คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยขั้นต่ำที่ชอบธรรมในการได้รับการจัดสรร ส.ส.ถึง ๑๖ พรรค และพรรคการเมืองที่มีเสียงไม่ถึง ๗๐,๐๐๐ คะแนน แต่ได้รับการจัดสรรที่นั่ง ส.ส. จากวิธีการคำนวณที่พิสดารของ กกต. อีก ๑๒ พรรคด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะพรรคการเมือง ๑๖ พรรค ที่มีความชอบธรรม เพื่อวิเคราะห์ว่าประชาชนที่เลือกพรรคเหล่านั้นมีความคิดและจุดยืนทางการเมืองอย่างไรบ้าง เพื่อทำความเข้าใจพลวัตของโครงสร้างความคิดทางการเมืองของคนในสังคมไทย เราก็จะได้ภาพอย่างสังเขปดังนี้ครับ

ความคิดทางการเมืองของคนไทยกลุ่มใหญ่ที่สุด เป็นความคิดแบบ “ปฏิบัตินิยมทางการเมือง” ความคิดแบบนี้เป็นความคิดของชาวบ้านทั่วไปที่อยู่ในชนบท และในชุมชนเมือง นักปฏิบัตินิยมทางการเมืองมองว่า การเมืองเป็นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ นักการเมืองมีแนวโน้มแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนเองด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นหลักคิดของคนกลุ่มนี้คือ การพิจารณาว่าอะไรคือผลประโยชน์ที่พวกเขาได้รับมากที่สุดจากนักการเมืองและนักการเมืองกระบวนการทางการเมืองทั้งช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเลือกตั้ง

นักปฏิบัตินิยมทางการเมืองมองว่า การมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับหัวคะแนนและผู้สมัครรับเลือกตั้งจะเอื้อต่อการดำรงชีวิตในสังคมแบบอุปถัมภ์ที่ต้องพึ่งพิงและพึ่งพาอำนาจของพวกเขา และมองว่านโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองที่เสนอผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และสามารถปฏิบัติได้จริงเป็นนโยบายที่พึงปรารถนา ด้วยเหตุนี้คำว่า “ประชาธิปไตยกินได้” จึงเป็นฐานคิดหลักของบรรดานักปฏิบัตินิยมทั้งหลาย


นักปฏิบัตินิยมมีแนวโน้มยอมรับได้ทั้งการซื้อขายเสียง และการทุจริตของนักการเมือง หากพวกเขาได้รับประโยชน์บ้างจากการบริหารปกครองของนักการเมืองเหล่านั้นด้วย เพราะว่าพวกเขายืนอยู่ในโลกของความเป็นจริงผ่านชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากนานับประการและต้องดิ้นรนกับการอยู่รอดในการดำรงชีวิต ดังนั้นหากพวกเขาได้รับข้อเสนอที่ทำให้ชีวิตประจำวันผ่านไปได้ และสามารถดำรงอยู่อย่างปลอดภัยในสังคม พวกเขาก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนนักการเมืองและพรรคการเมืองใดๆก็ตามที่ทำให้พวกเขาเกิดความหวังและเชื่อมั่นขึ้นมา

นักปฏิบัตินิยมไม่ใช่พวกเพ้อฝันหรือเชื่อนักการเมืองและพรรคการเมืองแบบง่าย ๆ พวกเขามักสรุปบทเรียนจากประสบการณ์ในอดีตเกี่ยวกับการกระทำของนักและพรรคการเมือง และเมื่อได้ข้อสรุปแล้ว พวกเขามีแนวโน้มฝังใจกับข้อสรุปเหล่านั้นและยากที่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ไม่จนกว่าพวกเขาจะมีประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับความไร้ประสิทธิผลของความเชื่อเดิม ซึ่งทำให้ความคิดสั่นคลอนและอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

พรรคการเมืองที่กลุ่มนักปฏิบัตินิยมเลือกจึงมักเป็นพรรคที่เสนอผลประโยชน์เชิงรูปธรรม และมีผลงานในเชิงรูปธรรมให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ทั้งผลประโยชน์ในช่วงการรณรงค์หาเสียง ผลประโยชน์จากนโยบายประชานิยม และสิ่งก่อสร้างประเภทสาธารณูปการ เช่น ถนน สนามบิน สนามกีฬา สถานที่ท่องเที่ยว มหาวิทยาลัย และสิ่งอื่น ๆที่เป็นภาพสะท้อนของความเจริญทางวัตถุในพื้นที่ พรรคการเมืองเหล่านี้ เช่น พรรคเพื่อไทย พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา เป็นต้น

นอกเหนือจากนักปฏิบัตินิยมแล้ว ผู้คนในสังคมไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่มีแนวโน้มเป็น นักอุดมคตินิยม พวกนักอุดมคตินิยมให้ความสำคัญกับความเชื่อและอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นนามธรรม นักอุดมคตินิยมมีสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ นักอุดมคตินิยมเชิงจารีต กับนักอุดมคตินิยมแบบเสรีนิยม

นักอุดมคตินิยมเชิงจารีตเป็นกลุ่มที่ยึดติดกับความคิดดั้งเดิมของสังคมและวัฒนธรรมไทย พวกเขาให้คุณค่ากับวัฒนธรรมความเป็นไทยตามจารีตประเพณีดั้งเดิม เทิดทูนและส่งเสริมความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับระบบอาวุโส เครือญาติ และพวกพ้อง ในแง่การบริหารปกครองพวกเขาให้ความเชื่อถือและไว้วางใจข้าราชการ ต้องการให้ระบบราชการรวมศูนย์อำนาจ ต้องการให้ทหารมีบทบาทเป็นผู้พิทักษ์ทางการเมือง

นักอุดมคติเชิงจารีตมีอดกลั้นต่ำต่อความแตกต่างหลากหลายของความคิด วัฒนธรรม เพศสภาพ หรือแบบแผนการปฏิบัติใดที่เบี่ยงเบนไปจากจารีตที่พึงจะเป็นในจักรวาลทางความเชื่อของพวกเขา ผู้คนจำนวนไม่น้อยในกลุ่มนักอุดมคตินิยมเชิงจารีตจึงมีกรอบความคิดในการมองสรรพสิ่งแบบทวิลักษณ์ เช่น ขาว-ดำ ดี-ชั่ว ซ้าย-ขวา เป็นต้น และบางส่วนมีแนวโน้มกระทำหรือปฏิบัติการแบบสุดขั้ว และพร้อมที่จะทำลายสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นปรปักษ์กับวิหารอันศักดิ์ของตนเอง

ในทางการเมืองพวกเขาจะเลือกพรรคการเมืองภายใต้การนำของบุคคลที่ พวกเขาคิดว่าสามารถทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องจารีตประเพณีอันดีงามของสังคม หรือในกรณีบริบทการเมืองไทย คือพรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถต่อกรกับกลุ่มหรือบุคคลที่พวกเขาคิดว่ามีศักยภาพในการสร้างอันตรายหรือบั่นทอนสถาบันหรือวิหารอันศักดิ์ที่พวกเขายึดถือ

หากประเมินอย่างหยาบ ๆ กลุ่มนักอุดมคตินิยมที่ยึดจารีตแบบเข้มข้นในสังคมไทยมีอยู่ประมาณ ๔ ถึง ๕ ล้านคน พวกเขาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีทั้งผู้ประกอบอาชีพที่ใช้ความเป็นวิชาชีพเฉพาะชั้นสูง จำนวนมากเป็น ข้าราชการ และอดีตข้าราชการ รวมทั้งนักธุรกิจระดับกลางและสูงด้วย สำหรับในการเลือกตั้งที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มเลือกพรรคพลังประชารัฐ เป็นหลัก

ในอดีตนักอุดมคติเชิงจารีตมองว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนทางความคิดของพวกเขา แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพวกเขามองว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถเป็นตัวแทนพวกเขาในการต่อกรกับผู้ที่พวกเขามองว่าเป็นปรปักษ์ได้อีกต่อไป พวกเขาจึงไปเลือกพรรคที่เกิดใหม่อย่างพรรคพลังประชารัฐ ที่พวกเขาคิดว่ามีศักยภาพในการพิทักษ์รักษาสถาบันศักดิ์สิทธิ์ให้คงอยู่ต่อไปได้ แม้ว่าองค์ประกอบภายในพรรคนี้จะมีกลุ่มนักการเมืองที่พวกอาจไม่ชอบอยู่ด้วยไม่น้อยก็ตาม

ข้อสังเกตจากประวัติศาสตร์การเมืองของหลายประเทศอย่างหนึ่งที่ไม่อาจละเลยได้คือ การพยายามเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนทางสังคมของนักอุดมคตินิยมเชิงจารีตแบบสุดขั้ว เพื่อรักษาแบบแผนวิถีชีวิ ความสัมพันธ์และสถาบันทางสังคมแบบดั้งเดิม โดยไม่เข้าใจและไม่ยอมรับบริบทและความแตกต่างหลากหลายที่ดำรงอยู่ในสังคมปัจจุบันและอนาคต มักจะสร้างความขัดแย้งและนำไปสู่ความรุนแรงทางสังคมได้

สิ่งที่ดำรงอยู่คู่ขนานไปกับนักอุดมคตินิยมเชิงจารีตคือนักอุดมคตินิยมแบบเสรีนิยม ซึ่งมี ๒ กลุ่มย่อยคือ นักอุดมคติแบบเสรีนิยมรุ่นใหม่ และนักอุดมคติแบบเสรีนิยมดั้งเดิม นักอุดมคติแบบเสรีนิยมรุ่นใหม่ยอมรับและชื่นชมสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลหรือความเป็นปัจเจกชนนิยมอย่างแรงกล้า พยายามที่จะสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง ไม่ยึดติดกับความเป็นเอกภาพของวัฒนธรรม ยอมรับสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ทว่าพวกเขาก็ยังไม่ข้ามพ้นกับดักของความคิดแบบทวิลักษณ์ทางการเมืองหรือการแบ่งค่ายแยกข้างแบบสัมบูรณ์ได้ ดังการยึดติดอยู่กับวาทกรรม “ประชาธิปไตย-เผด็จการ” นั่นเอง

นักอุดมคติเสรีนิยมทางการเมืองรุ่นใหม่มีแนวคิดท้าทายจารีตประเพณีดั้งเดิมและอำนาจของสังคมไทยในหลากหลายมิติ ทั้งในเรื่องประเพณี การใช้ภาษา การแต่งกาย ระเบียบ และกฎหมายที่พวกเขามองว่าส่งเสริมความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ นักอุดมคติแบบเสรีนิยมใหม่บางส่วนที่มีความคิดแบบสุดขั้ว มีแนวโน้มยึดตัวแบบ ความคิด และความปรารถนาของตนเองเป็นหลัก พยายามสร้างความเป็นจริงใหม่ขึ้นมาตามความคิดของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงบริบทแห่งความหลากหลายของสังคมและมักจะจบลงด้วยการสร้างความขัดแย้งทางสังคมโดยไม่จำเป็นขึ้นมา สำหรับในการเลือกตั้งที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เลือกพรรคอนาคตใหม่

อีกกลุ่มหนึ่งที่ดำรงอยู่ในบริบทของการเมืองไทยคือ นักอุดมคติเสรีนิยมดั้งเดิม คนกลุ่มนี้ยอมรับคุณค่าประเพณีแบบเดิมของสังคมไทย และความสำคัญของสถาบันทางสังคมดั้งเดิมอย่างมีเหตุผล พร้อมๆ กับยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น พวกเขาให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลควบคู่ไปกับแนวคิดแบบชุมชนนิยม

ในทางการเมืองพวกเขาปฏิเสธพฤติกรรมการทุจริตของนักการเมือง ไม่ว่านักการเมืองผู้นั้นจะมาจากการเลือกตั้งและการรัฐประหารก็ตาม ไม่ยอมรับระบบพวกพ้องและเครือญาติหรือระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง ปฏิเสธการรวมศูนย์อำนาจของระบบราชกาและการผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนใหญ่ ขณะเดียวกันก็พยายามแสวงหาแนวทางที่สร้างความสมดุลย์ระหว่างอำนาจการเมืองและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกับแบบใหม่ และส่งเสริมให้มีการกระจายอำนาจสู่ประชาชน สำหรับการเลือกตั้งที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้บางส่วนอาจเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และบางส่วนอาจเลือกพรรคอนาคตใหม่

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาทำให้เราเข้าใจความคิดทางการเมืองของคนไทยมากขึ้น และเห็นถึงความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อของผู้คนในสังคมไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมองภาพสะท้อนจากบรรดาพรรคการเมืองที่พวกเขาเลือกเข้ามานั่นเอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...