xs
xsm
sm
md
lg

ทางเลือกของประชาธิปัตย์ อยู่เพื่อปัจจุบันหรืออนาคต

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”

ผลการเลือกตั้ง “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” นั้นสะท้อนชัดเจนว่า คนในพรรคต้องการเป็นฝ่ายค้านอิสระมากกว่าการเข้าร่วมรัฐบาลที่พยายามผลักดันโดย ส.ส.ปีก กปปส.นำโดย นายถาวร เสนเนียม คนสนิทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่สนับสนุนนายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค

แรงหนุนของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นั้นมาจากทั้ง นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ชัดเจนแต่ต้นว่า ทั้งสามคนนี้ ไม่ต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาล และไม่ร่วมกับฝั่งพรรคเพื่อไทยและแนวร่วม โดยมีจุดยืนว่านโยบายไหนที่ดีก็จะสนับสนุน นโยบายไหนไม่ดีก็จะคัดค้าน

แถมปีกนี้เป็นปีกที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้การสืบทอดอำนาจมาตั้งแต่ต้น

เท่าที่รับฟังคนกลุ่มที่สนับสนุนนายจุรินทร์มีความเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ น่าจะใช้ช่วงเวลานี้ในการซ่อมแซมปรับปรุงพรรคมากกว่า จะไปร่วมรัฐบาลใต้ปีกของพรรคพลังประชารัฐ เพราะถ้าไปอยู่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่มีโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายของตัวเอง แล้วถ้ารัฐบาลจะบริหารไปได้ดี ผลประโยชน์ก็จะตกกับพรรคพลังประชารัฐมากกว่า

ที่สำคัญต้องไปลืมนะครับว่า ฐานเสียงที่เลือกพรรคพลังประชารัฐนั้นก็มาจากฐานเสียงเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ ถามว่า การไปร่วมรัฐบาลจะทำให้คนเหล่านั้นเปลี่ยนใจกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ คำตอบที่มองจากความเป็นจริงก็น่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ถ้ารัฐบาลบริหารดีผลดีก็จะตกกับพรรคพลังประชารัฐคนกลุ่มนั้นก็ยังเลือกพรรคพลังประชารัฐเหมือนเดิม แต่ถ้าร่วมรัฐบาลแล้วบริหารล้มเหลวผลเสียก็จะตกกับพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

สำหรับผมแล้วคิดว่า คนที่ตัดสินใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์ประมาณ 3 ล้านกว่าเสียงจากที่เคยได้จากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าประมาณ 11 กว่าล้านเสียงนั้น เลือกเพราะจุดยืนของพรรคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประกาศเอาไว้ ส่วนเสียงที่หายไป 8 ล้านกว่าเสียงคือ คนที่หันไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ เพราะต้องการให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่หันไปเลือกพรรคพลังประชารัฐจะเลือกพรรคพลังประชารัฐเฉพาะกิจหรือไม่ แล้วในอนาคตจะกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์หรือเปล่า ก็มีเสียงสะท้อนออกมาไม่น้อยว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมรัฐบาลจะยิ่งทำให้พรรคตกต่ำไปเรื่อยๆ แต่สำหรับผมคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ตกต่ำไปกว่านี้แล้ว ในมุมของผมถ้าพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนจุดยืนไปจากที่เคยประกาศเอาไว้ตอนหาเสียงนั่นต่างหากที่น่าจะยิ่งทำให้ตกต่ำลง

เพราะการไปอยู่ใต้ร่มเงาของรัฐบาลภายใต้พรรคพลังประชารัฐก็จะถูกกดทับบทบาทลง และคงไม่มีใครการันตีได้ว่าให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมรัฐบาลก่อนแล้วในอนาคตมวลชนที่ทิ้งไปจะกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีก

ผมพยายามนึกภาพนะครับว่า ถ้าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ เหมือนกับพรรคของกำนันสุเทพและพรรคพระพุทธเจ้าของนายไพบูลย์ นิติตะวัน พรรคประชาธิปัตย์จะเหลือกี่เสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ แน่นอนเราไม่อาจคาดเดาคำตอบที่ถูกต้องได้เพื่อบอกว่าฝ่ายไหนผิดหรือถูก แต่ลองดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคของกำนันและพรรคนายไพบูลย์สิครับว่า 2 พรรคนี้ได้กี่คะแนน ก็เพราะคนเขาหันไปเลือกพรรคพลังประชารัฐที่เสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ตรงๆ ไม่ดีกว่าหรือนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ผลของการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้มีโอกาสมากที่พรรคจะมีความเห็นที่แตกแยกกัน ส.ส.ปีก กปปส.ที่สนับสนุนให้เข้าร่วมรัฐบาลอาจจะมีมติโหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กลายเป็น “งูเห่า” ในพรรค และฝั่งหัวหน้าพรรคคนใหม่เลือกที่จะเป็นฝ่ายค้านอิสระ

หรือสุดท้ายฝ่ายที่พ่ายแพ้อาจจะต้องยกขบวนกันออกจากพรรคไป

แต่ผมคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวของประเทศไทยที่ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจหรือพรรคที่มีเจ้าของ พรรคประชาธิปัตย์เคยตกต่ำล้มเหลว แตกแยกกันมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังดำรงความเป็นพรรคมาได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่น่าจะมีอะไรเป็นเรื่องที่ต้องตื่นตระหนก ถ้ามีใครจะออกจากพรรคไปอีกก็น่าจะปล่อยให้ออกไป มีคนรุ่นใหม่อีกหลายคนที่ฉายแววพร้อมจะเป็นกำลังของพรรค

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ในมุมของผมนั้นคิดว่า นอกจากพรรคประชาธิปัตย์จะเสียฐานเสียงให้กับพรรคพลังประชารัฐแล้ว ผมคิดว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเสียฐานเสียงซึ่งเป็นคนทำงานคนหนุ่มสาว พนักงานบริษัทให้กับพรรคอนาคตใหม่ด้วย แต่ผมเชื่อว่า ทั้งสองพรรคนี้น่าจะเป็นพรรคเฉพาะกิจมากกว่า พรรคพลังประชารัฐนั้นสร้างด้วยเกราะกำบังของอำนาจรัฐและกองทัพ ส่วนพรรคอนาคตใหม่นั้นเป็นเพียงกระแสวูบไหวของสังคมที่ไม่น่าจะจีรัง

ก็ภาวนานะครับว่า การพูดถึงพรรคอนาคตใหม่จะเป็นคำพูดที่ผิดและหมิ่นแคลนพรรคนี้จนเกินไป พรรคนี้จะได้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน แต่ ณ เวลานี้คิดว่า พรรคนี้เกิดขึ้นจากกระแสของบุคคลเพียงคนเดียว แถมอุดมการณ์และชุดความคิดที่พยายามนำเสนอนั้นไม่สอดคล้องกับสังคมไทยอีกด้วย

พรรคประชาธิปัตย์น่าจะใช้เวลานี้ทบทวนตัวเอง ความจริงกระแสเบื่อพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้นั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะนักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้นั้นมองประชาชนเป็นของตาย และเชื่อว่าคนใต้ผูกพันกับพรรคมากกว่าจะเลือกพรรคการเมืองอื่น ผมคิดว่า ชัยชนะของพรรคพลังประชารัฐนั้นเกิดจากกระแสความกลัวว่า พรรคของฝั่งทักษิณจะชนะและคิดว่าน่าจะมี พล.อ.ประยุทธ์ที่พอจะทัดทานได้ แต่ต้องยอมรับนะครับว่า การพ่ายแพ้ต่อพรรคภูมิใจไทยในหลายจังหวัดภาคใต้นั้น เพราะเขามีตัวบุคคลที่ดีกว่าและมีนโยบายที่ชัดเจนกว่า

พรรคประชาธิปัตย์น่าจะเป็นพรรคที่เข้าใจสภาพของการเมืองไทยดีมากที่สุดพรรคหนึ่ง มีบุคลากรที่หลากหลายมีความพร้อมที่จะคิดค้นนโยบายออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในอนาคต และน่าจะสรรหาคนดีๆ ที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับพรรคได้ไม่ยาก ผมจึงคิดว่า น่าจะใช้เวลานี้ในการปรับปรุงพรรคให้เข้มแข็ง และแม้จะเป็นฝ่ายค้านก็ยังสามารถแสดงบทบาทในการเป็นปากเสียงของประชาชน และละทิ้งการมองประชาชนที่เลือกตัวเองมาว่าเป็นของตายเพื่อลงไปสัมผัสกับเขาให้มากขึ้น

แน่นอนว่า เมื่อผลเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาอย่างนี้ นาทีนี้ภาระหนักจึงตกที่พรรคพลังประชารัฐ และว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคนี้ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมทั้งพรรคก็จะไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างแน่นอน

แต่อย่างไรเสียพรรคพลังประชารัฐก็ตั้งรัฐบาลได้แน่โดยใช้เสีย ส.ว.ที่ตั้งมากับมือผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ โดยมีกองทัพเป็นฐานสนับสนุน แม้จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ตาม

พรรคประชาธิปัตย์ก็อาจจะถูกโจมตีจากบางคนบางฝ่ายว่า กลายเป็นแนวร่วมทางอ้อมให้ระบอบทักษิณเข้มแข็งขึ้น เพราะรัฐบาลที่ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมจะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ และส่งประโยชน์ให้กับฝ่ายระบอบทักษิณ กระทั่งบางคนโจมตีว่า เห็นแก่ประโยชน์ของพรรคมากกว่าประโยชน์ของประเทศ

ทั้งที่จริงๆ แล้วต่อให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลนี้ก็เป็นรัฐบาลที่เสียงปริ่มน้ำ ไม่มีเสถียรภาพและไม่น่าจะมีอายุยืนยาวเช่นเดียวกัน

และในฐานะตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้เหมือนกัน และการถอยมาเป็นฝ่ายค้านอิสระนั้นก็สามารถช่วยรัฐบาลได้ เพราะถ้ารัฐบาลทำในสิ่งที่ดีมีประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องยกมือสนับสนุน ถ้าเป็นฝ่ายค้านตะบี้ตะบันผลเสียก็จะตกกับพรรคประชาธิปัตย์เอง รัฐบาลก็สามารถดำรงอยู่ได้ แต่ถ้าทำไม่ดีก็ต้องคัดค้านไม่ใช่ใช้เสียงข้างมากลากกันไป ซึ่งจะยิ่งทำให้รัฐบาลใช้อำนาจอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

นี่ต่างหากที่จะเกิดประโยชน์ต่อการเติบโตของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตมากกว่า

แน่นอนว่า ความกลัวทักษิณยังคงหลอกหลอนคนในสังคมไทยอีกขั้วหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแม้ว่าทักษิณจะยังอยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองของเขา และยังดิ้นทุรนทุรายไม่ยอมแพ้ แต่การจะเอาชนะพรรคของทักษิณได้นั้นจะต้องเอาชนะใจประชาชนที่สนับสนุนเขา นั่นคือ รัฐบาลที่เข้ามาบริหารต้องตอบสนองผลประโยชน์ให้กับประชาชนที่ศรัทธาเขามากกว่าที่คิดว่าพวกเขาจะได้รับจากทักษิณ รัฐบาลต้องกล้าที่จะพูดความจริงว่า สิ่งที่ทักษิณทำนั้นส่งผลเสียต่อประเทศชาติอย่างไร มากกว่าที่เขาบอกประชาชนว่าถูกกลั่นแกล้งใส่ร้าย

นี่ต่างหากจึงเป็นวิธีเอาชนะทักษิณที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม่สามารถเปลี่ยนใจประชาชนที่สนับสนุนเขาได้ ไม่ว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้ง จะออกแบบกติกาการเลือกตั้งเช่นไรก็จะปรากฏผลว่ายังมีประชาชนสนับสนุนทักษิณและพรรคของเขาอีกจำนวนมาก และเลือกอีกกี่ครั้งพรรคของเขาก็จะเป็นพรรคเสียงข้างมาก

น่าเสียดายว่า เวลา 5 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลที่มีอำนาจล้น มีมาตรา 44 มี่สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ ไม่สามารถทำในสิ่งเหล่านี้ได้

ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งนั้น ผมเคยทั้งเลือกและไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ มองตามสถานการณ์และจุดยืนของพรรคในแต่ละวาระโอกาส แต่ในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งที่ลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผมเลือกพรรคนี้เพราะการประกาศเจตนารมณ์ของหัวหน้าพรรค

และในฐานะที่เราอยู่บนวิถีของระบอบประชาธิปไตย การตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์น่าจะอยู่ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค มันจึงอยู่ที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเลือกทางเดินเพื่อวันนี้หรืออนาคต แต่ต้องเป็นคำตอบที่อธิบายกับประชาชนซึ่งลงคะแนนให้พรรคได้

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan


กำลังโหลดความคิดเห็น...